โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"วิทัย รัตนากร" ชี้ 3 แนวทางลดหนี้ครัวเรือน 16.4 ล้านลบ.ให้ต่ำลง คนเข้าถึงเงินกู้ในระบบ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 20 ก.ค. 2568 เวลา 08.29 น.
ผู้อำนวยการธนาคารออมสินเปิดเผยถึงแนวทางการลดหนี้ครัวเรือน สามารถดำเนินการได้ใน 3 แนวทาง ซึ่ง 1 ในแนวทางคือ การปรับลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยให้ยอดจ่ายหนี้ที่เท่ากันลดลงได้เร็วขึ้น มีโอกาสลดหนี้ครัวเรือนลงอย่างมีนัยสำคัญ และลดต่ำกว่า 80% ต่อ GDP ได้ในระยะ 2-3 ปี จากปัจจุบันในไตรมาสแกปี 2568 อยู่ประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท แต่ทั้งหมดทุกฝ่ายต้องรวมมือกันทำและไม่สามารถทำได้สำเร็จในมาตรการเดียว

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน แคนดิเดตผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ กล่าวถึงมุมมองในการแก้ไขหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงของประเทศไทย ในช่วงหนึ่งของการบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ประจำปี 2568 “รู้ทันโลกการเงิน ทลายหนี้สู่ความยั่งยืน“ ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยน่าจะไม่ดี และน่าจะซึมลึกยาวนาน เนื่องจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยวที่เป็นกำลังขับเคลื่อนหลักเริ่มน่ากังวล จากความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายภาษีของสหรัฐ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน การกระจายรายได้ สังคมสูงวัย และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งการฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาคงไม่สามารถทำได้ในมาตรการเดียว

สำหรับการเดินหน้าแก้ไขหนี้ครัวเรือนบ้านเรา มองว่าสามารถดำเนินการได้ใน 3 แนวทางสำคัญ ที่จะมีส่วนทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่อยู่ประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 87 % ต่อ GDP ในไตรมาสแรกปี 2568 ให้ทยอยปรับลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ คือ

1.ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( GDP) หรือเศรษฐกิจเติบโตได้มากกว่าเงินเฟ้อ เพราะ GDP โต คือเศรษฐกิจโตคนมีรายได้มากขึ้น และชำระหนี้ได้มากขึ้น และกระจายรายได้ออกไปมากขึ้น ให้SMEs หรือ คนฐานรากมีรายได้มากขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลดลง

2.ดอกเบี้ยต้องลดลง เพราะถ้าจ่ายหนี้เท่าเดิม แต่ดอกเบี้ยลดลงมันจะตัดเงินต้นได้มากขึ้น เพราะเมื่อทยอยๆ ตัดเงินต้นมากขึ้น หนี้ครัวเรือนก็จะลดลงในท้ายที่สุด สภาพการเงินส่วนบุคคลจะดีขึ้น คนมีกำลังซื้อกลับมาได้ และจะช่วยลดหนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ลงเร็ว

และ 3. การพิจารณออกมาตรการพิเศษออกมาช่วยการแก้หนี้ ซึ่งอันนี้ยังไม่อยากกล่าวถึง

อย่างไรก็ดี การแก้ไขหนี้ไม่สามารถดำเนินการได้โดยใครหรือหน่วยงานใดหน่วยงนาหนึ่ง ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ขณะเดียวกันลูกหนี้ก็ต้องดูแลสิทธิและเข้าใจการเงินเพื่อให้บริหารจัดกาารหนี้ให้ดีขึ้นด้วย เช่น การรีไฟแนนซ์หนี้ อย่าวสินเชื่อเพื่อการกู้ซื้อซื้อที่อยู่อาศัยเมื่อมีการผ่อนชำระที่ดี ไม่ผิดนัดชำระหนี้เลย เมื่อครบ 3 ปีควรขอปรับลดดอกเบี้ยกับธนาคารที่กู้เพื่อขอลดดอกเบี้ยได้ ซึ่งลูกหนี้ที่มีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ดีมีวินัยสามารถทำได้ เป็นต้น

"พอเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หมายถึงรายได้โต GDP โต คือ รายได้โต รายได้มากขึ้นก็มีเงินชำระหนี้มากขึ้น แค่นั้นเอง รายได้มากขึ้น calculation ก็ให้ตัวหารหนี้ต่อ GDP มันลง ลองคิดดูว่า GDP Nominal Term เวลา GDP โตมันเป็น Real Term ถ้า Nominal Term กลับไปอยู่ที่ 4.5 % สมมุติ หลายคนบอกเป็นไปได้ยังไง Inflation ถ้ากลับไปอยู่ค่ากลาง 1-3% ถ้า Inflation 2% เป็นไปได้ไหม เป็นไปได้มาก 2% เพราะค่ากลาง คือ 1-3 % แล้ว GDP โต 2.5% Inflation 2 Nominal Term เป็น 4.5% ท่านลองหารเอาแล้วกันว่าหนี้ครัวเรือนจะลงเร็วแค่ไหน 2-3 ปี มีต่ำกว่า 80% แน่นอน เรื่องที่สอง คือ ดอกเบี้ยต้องลง และวิธีที่สามอาจวุ่นวาย ขอข้ามไปเลยคือ ออกมาตรการรพิเศษ" นายวิทัย กล่าว

นอกจากนี้ นายวิทัย ยังกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขหนี้และช่วยให้ลูกหนี้ายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพื่อมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ โดยยกตัวอย่าง การดำเนินการของธนาคารออมสิน ที่ดำเนินบทบาทของการเป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ด้วยการดำเนินโมเดลธุรกิจแบบเชิงพาณิชย์ อาทิ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และภารกิจเพื่อสังคมคู่ขนาานกันไป โดยนำกำไรจากผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์มาช่วยอุดหนุนธุรกิจเพื่อสังคมที่ยอมขาดทุนกำไร และความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสีย (NPL) บางส่วน

ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญในการช่วยสังคมของออมสิน คือ การดึงคนเข้าสู่สถาบันการเงินในระบบ (Financial Inclusion) โดยล่าสุดมีการออกสินเชื่อ เจาะกลุ่มความเสี่ยงสูง อาทิ พ่อค้าแม่ค้า ไรเดอร์ พนังงานบริการ ให้ทุกอาชีพที่ยังไม่เคยมีประวัติการกู้ได้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยการให้สินเชื่อกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จะเน้นให้กู้วงเงินไม่สูง และให้ชำระเร็วภายในไม่เกิน 12 เดือน เพราะเมื่อประเมินเบื้องต้นว่ากว่า 20% อาจจะกลายเป็นหนี้เสีย แต่อีก 80% ยังเป็นลูกหนี้ดี ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ไม่เคยได้รับโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารได้ และเมื่อรายเดิมมีวินัยจึงค่อยๆ เพิ่มวงเงินให้ตามความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งการช่วยรายย่อยให้เข้าถึงสภาพคล่องได้มีส่วนให้กำลังซื้อในประเทศยังไปได้ไม่สะดุดไปหมด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...