โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้นไทยเซอร์ไพรส์! พุ่งแรงสุดในโลก จับตาเส้นตายภาษีทรัมป์ชี้นำทิศทางตลาด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 20.49 น.

สร้างเซอร์ไพร์สแบบไม่เกรงใจใคร! หลังช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยพุ่งแรงถึง 7% สูงสุดในโลก มายืนเหนือ 1,200 จุด โดยทุบสถิติอัตราการปรับตัวขึ้นมากสุดในรอบ 4 ปี 6 เดือน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งดำดิ่งไปแตะระดับต่ำสุดที่ 1,053 จุด เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการคลายกังวลเรื่องสงครามตะวันออกกลาง การเมืองในประเทศ ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา และความหวังว่าไทยจะบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ หลังจากทีม เจรจาไทยได้พยายามปรับข้อเสนอ โดยการเปิดการค้าให้สหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าไทยน่าจะรับการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าใหม่ในอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไปแล้วก่อนหน้านี้

สะท้อนจากตัวเลขนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยต้นก.ค.-ปัจจุบันไปแล้วกว่า 87 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.8 พันล้านบาท รองจากเวียดนามที่ต่างชาติซื้อสุทธิ 473 ล้านเหรียญสหรัฐ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินเดียต่างชาติขายสุทธิ 406 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียขายสุทธิ 382 ล้านเหรียญสหรัฐ และฟิลิปปินส์ ขายสุทธิ 23 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีดปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ธนาคารกลางทั่วโลกบางแห่งยังใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และ “ทรัมป์” ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับนานาประเทศ ดีเดย์ 1 ส.ค.นี้ โดยวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูกันค่ะ

เริ่มจาก“ภราดร เตียรณปราโมทย์” ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ฉายภาพว่า ดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ 1 ก.ค.-17 ก.ค.ขึ้นไปแล้วกว่า 11 % เป็นอันดับ 1 ของโลก รองลงมาคือ ปากีสถาน 10% และเวียดนาม 9% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียขึ้น 6% ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ติดลบ 1% และอินเดียติดลบ 2.3% ดังนั้นมองแนวโน้มหุ้นไทยยังไปต่อ จากแรงหนุน 3 ประเด็นหลักคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/68 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น มาแตะที่ระดับ 2.5-2.6 แสนล้านบาท จากปกติอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าบมจ.การบินไทยจะนำหุ้นเข้ามาเทรดในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปกติการบินไทยจะมีกำไรประมาณ 2.5-5 หมื่นล้านบาท รวมถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC มีแผนขายบริษัทลูก คาดว่าจะมีกำไรพิเศษประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ประกอบกับฟันด์โฟลว์เริ่มไหลกลับเข้ามาหุ้นไทย พร้อมกับคาดว่า MSCI และ FTSE จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยเดือนส.ค. ตราบที่ยังทำผลตอบแทนได้เด่นต่อเนื่อง ขณะที่ Valuation หุ้นไทยถูกมาก PBV อยู่ที่ 1.1 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ 4.2% ดังนั้นมองว่าหุ้นไทยยังเป็นหุ้นที่น่าลงทุน

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายจับตาการแต่งตั้งผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่แทน ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท.ที่กำลังจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน 2568 นี้ โดยบุคคลที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายมี 2 คน คือ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. และนาย วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสินนั้น ไม่ว่าใครจะมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าธปท.คนใหม่ คาดว่าจะใช้นโยบายการเงินแบบ Dovish หรือผ่อนคลาย

ทั้งนี้ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมวันที่ 13 ส.ค.นี้ และอาจปรับลดอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี ทำให้ดอกเบี้ยสิ้นปีแตะที่ระดับ 1.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เหมือนกับอินโดนีเซีย หลังจากที่ทรัมป์เก็บภาษีนำเข้า 19 % ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 5.25%

อย่างไรก็ตาม หากไทยปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อหุ้นการเงินและไฟแนนซ์ เนื่องจากมีต้นทุนการเงินที่ถูกลง เช่น TIDLOR, MTC, SAWAD, KTC รวมถึงหุ้นปันผลสูง เช่น SPALI, SIRI เป็นต้น

สำหรับเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและไทยเรื่องการปรับลดภาษีนั้น ต้องติดตามทีมไทยแลนด์อย่างใกล้ชิด เพราะหากสหรัฐฯ เก็บภาษีไทยในอัตรา 36% จะทำให้ตลาดเกิดความผันผวน ส่งต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารและส่งออก คาดดัชนีอาจปรับตัวลงต่ำกว่า 1,150 จุด แต่ถ้าจัดเก็บอัตราภาษีใกล้เคียงกับเวียดนามและอินโดนีเซียดัชนีหุ้นไทยอาจจะยืนเหนือ 1,200 จุด

ด้านปัจจัยที่ติดตามในสัปดาห์หน้าที่สำคัญ เช่น การแต่งตั้งผู้ว่าธปท.คนใหม่ ตัวเลขส่งออกในเดือนมิ.ย. คาดว่าจะเติบโต 19% จากเดิม 18.4% นำเข้าโต 17.4% จากเดิม 18% รวมถึงติดตามความคืบหน้าการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐกับ 150 ประเทศ โดยประเมินกรอบแนวรับแรก 1,200 จุดแนวรับถัดไป 1,180 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,230 จุด

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ หุ้นที่พื้นฐานดีราคาแลกการ์ด

• TU ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท

GULF ราคาเป้าหมาย 68.25 บาท

• SCGP ราคาเป้าหมาย 25 บาท

หุ้นแนวโน้มงบไตรมาส 3/68 เติบโตเด่นจากไตรมาส 2/68

• BH ราคาเป้าหมาย 200 บาท

MTC ราคาเป้าหมาย 54 บาท

ฝั่ง “ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์" AISA, CFTe ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี มองว่า หุ้นไทยสัปดาห์หน้าคาดว่าตลาดแกว่งไซด์เวย์-ไซด์เวย์อัพ ปัจจัยหนุนมาจาก ความชัดเจนภาษีการค้า ที่มีสัญญาณบวกข้อเสนอล่าสุดของไทยเป็นที่น่าพอใจของสหรัฐฯ มากขึ้น หากได้อัตรา < 25% ภาษีการค้าที่คิดตามวิธี Effective Tariff Rate (ภาษีนำเข้าถ่วงน้ำหนักสินค้าสหรัฐฯนำเข้าจากแต่ละประเทศ) ไทยจะได้เปรียบชาติในอาเซียน

นอกจากนี้ ตลาดให้น้ำหนักภาพการแต่งตั้งผู้ว่าธปท. หนุนความคาดหวังการลดดอกเบี้ย ในช่วง ครึ่งปีหลัง โดยศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดว่า จะเห็นการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งๆละ 0.25% รวมเป็นการปรับลด 0.50% ประเมินเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นไทย ประเมินทุก 0.25% ที่ดอกเบี้ยลดลงจะบวกต่อ SET index 55 จุด ซึ่งมองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม การเงินเน้น MTC กลุ่มโรงไฟฟ้าGULF, GPSC กลุ่มหนี้สูงMINT, CPAXT, CPALL

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

  • การเจรจาการค้าของสหรัฐฯ และคู่ค้าก่อนวันบังคับใช้ภาษีการค้า 1 ส.ค.
  • 22 ก.ค. คาด ครม. พิจารณามติสำคัญการแต่งตั้งผู้ว่า ธปท. คนใหม่
  • 23 ก.ค. ยอดขายบ้านมือสอง มิ.ย. คาด 4.0 ล้านหลัง จากเดิม 4.03 ล้านหลัง
  • 24 ก.ค. ติดตามรายงาน Flash PMI ก.ค. ภาคผลิต คาดแตะระดับ 52.0 จุด จากเดิมอยู่ที่ , Flash PMI ภาคบริการ
  • 24 ก.ค. ยอดขายบ้านใหม่ มิ.ย. คาด 6.5 แสนหลัง
  • 24 ก.ค. ติดตามการประชุม ECB คาดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.0%
  • จีนประชุม Politburo ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ตามที่ตลาดเก็งล่วงหน้า อาทิ ในส่วนภาคอสังหาฯ หรือไม่
  • หุ้นธนาคารที่เหลือ อาทิ KBANK, KTB, SCB, KKPทยอยรายงานกำไรช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนระหว่างสัปดาห์การ Preview กลุ่ม Real Sector จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ 25 ก.ค. ติดตามรายงานกำไร PTTEP

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้น

ADVANC (TP25F-350): ดอกเบี้ยขาลงหนุน+ ลูกค้าคึกคักช่วงใกล้เปิดซีซั่นส์บอลอังกฤษ

GULF (TP-56.5) : มุมมองดอกเบี้ยขาลงหนุน+โอกาสธุรกิจครั้งใหม่โครงการไฟฟ้าสีเขียว

BDMS (TP25F-33): เข้าสู่ฤดูกาล ทั้งคนไข้ตะวันออกกลางพีคและปลายฝนต้นหนาวไทย

ปิดท้าย " วิลาสินี บุญมาสูงทรง" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้ามีโอกาสพักตัวหลังจากปรับขึ้นแรงต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ขณะที่ปัจจัยในประเทศ นักลงทุนยังติดตามผลการเจรจามาตรการภาษีระหว่างสหรัฐ-ไทยอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถปรับลดภาษีให้ไทยได้เท่าไหร่ ซึ่งหากสหรัฐฯ ยังยืนยันขึ้นภาษี 36% จะทำให้ตลาดผันผวน แต่ถ้าขึ้นภาษีไทยเท่ากับเวียดนามก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

ทั้งนี้จะต้องจับตาการแต่งตั้งผู้ว่าธปท.คนใหม่ ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่มีหนี้ครัวเรือนสูง และการปรับลดดอกเบี้ยเปรียบเหมือนดาบ 2 คม แม้ว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในเรื่องดอกเบี้ยบ้าน แต่จะกระทบกับคนเกษียณที่มีรายได้จากดอกเบี้ยจะลดลง รวมทั้งกดดันให้ฟันด์โฟลว์ไหลออก โดยมองกรอบดัชนีสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวที่ 1,190-1,240 จุด

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการที่ก.ล.ต.เตรียมเปิด Sandbox ให้ชาวต่างชาตินำคริปโตแลกเงินบาทนำมาใช้จ่าย

  • ธนาคาร KBANK, SCB ,BAY
  • โรงแรม MINT, CENTEL, ERW ,AWC
  • สายการบิน AAV ,BA
  • บันเทิง MAJOR
  • ค้าปลีก CPALL, CPAXT
  • หุ้นคริปโต JTS ,BTC, XPG ,ZIGA

แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างร้อนแรง แต่นักลงทุนก็ยังต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนอย่างสูงสุด ท่ามกลางความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการเจรจาภาษีทรัมป์ที่ใกล้ถึงเส้นตายเข้ามาทุกขณะ ดังนั้น "ความไวและความลึกของข้อมูล" จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินผลลัพธ์การลงทุนว่าจะออกมาเป็นเช่นไร…..

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...