โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เส้นตาย "ภาษีทรัมป์" ประเทศไทยถูกเรียก 36% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก มากกว่าภูมิภาค เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 01.00 น.
กับดัก

เปิดความเสี่ยงประเทศไทย ต่อการขึ้นภาษีการค้าของทางสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% อยู่ในจุดที่สูงมากกว่าหลายๆประเทศ และเป็นแรงกดดันที่จะสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจ เพราะไทยพึ่งพาการส่งออก และสหรัฐฯ คือ ตลาดหลักที่สำคัญ

นับถอยหลังสู่การขึ้นภาษีทรัมป์ 1 สิงหาคม 2568 นี้ เป็นเส้นตายล่าสุดสำหรับทั่วโลก ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำแห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ หวังโกยรายได้เข้าสู่ประเทศ หลังจากขาดดุลการค้าอย่างหนัก และแน่นอนว่าประเทศไทยหนี้ไม่พ้นถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตรา 36% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้มีการปรับเพิ่มหรือลดลงจากการประกาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา

"ภาษี 36% " หากเจรจาต่อรองไม่สำเร็จ ลดลงไมได้ จะเขย่าไทยมากน้อยแค่ไหน?

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเด็น “การเจรจาสหรัฐที่ยังไม่ลุล่วงกับเส้นตาย 1 ส.ค. : นัยต่อไทย” มองภาษีตอบโต้ของสหรัฐล่าสุดที่ไทยอาจโดนเก็บสูงกว่าคู่แข่งสำคัญ เป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน

SCB EIC มองว่าการที่สหรัฐฯ ได้คงอัตราภาษีตอบโต้ไทยที่ 36% แต่ลดให้บางประเทศคู่แข่งของไทย นับเป็นสัญญาณน่ากังวล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไทยโดนอัตราภาษีตอบโต้ 36% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนซึ่งอยู่ที่ 28% หากไม่รวมไทย ขณะที่ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชีย อยู่ที่ 19% ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 16%

ขณะที่คู่แข่งสำคัญของไทยอย่างเวียดนามเร่งเจรจาหลายรอบจนได้ข้อสรุปดีลกับสหรัฐฯ เป็นชาติแรกของอาเซียนตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา และได้ลดอัตราภาษีตอบโต้จากเดิม 46% เหลือเพียง 20% สำหรับกลุ่มสินค้าที่ผลิตในเวียดนาม และเหลือ 40% สำหรับสินค้าสวมสิทธิการส่งออกจากเวียดนาม (Transshipping tariff)

หากไทยไม่สามารถต่อรองลดภาษีทรัมป์ลงมาได้ และต้องรับมือกับกำแพงภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ในการส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ จะกระทบอะไรบ้างและจะหนักมากน้อยแค่ไหน

SCBEIC วิเคราะห์ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย พบว่ามีผลตั้งแต่ภาคการส่งออกไปจนถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทย

1. ผลกระทบต่อสินค้าส่งออก

SCB EIC ประเมินความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยในเบื้องต้น พบว่า หากไทยเจรจาขอลดภาษีกับสหรัฐฯไม่สำเร็จ หรือเราเจรจาลดภาษีลงได้เพียงแค่บางส่วน แต่คาดว่าอัตราภาษีที่ไทยจะถูกจัดเก็บจะยังสูงกว่าคู่แข่งอยู่ เรื่องนี้จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ อาจจะอ่อนแอลงได้ เพราะเรามีต้นทุนทางการค้าที่สูงกว่าคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ อาจถูกมาเลเซียและฟิลิปปินส์แย่งส่วนแบ่งตลาดได้

ขณะที่สินค้าจากจีน เวียดนาม และเม็กซิโก มีแนวโน้มเข้ามาแทนที่สินค้าไทยในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ รวมถึงอุปกรณ์ส่งสัญญาณ

นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งโดนกำแพงภาษีตอบโต้ 25% ต่ำกว่าไทย

สำหรับสินค้ากลุ่มยางล้อ ไทยต้องเผชิญข้อเสียเปรียบจากมาตรการยกเว้นภาษีที่สหรัฐให้สิทธิประโยชน์ประเทศสมาชิก USMCA ได้แก่ เม็กซิโก และแคนาดา ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียสถานะคู่ค้าอันดับ 1 ได้ในอนาคต

ส่วนสินค้ากลุ่มอาหารทะเลแปรรูป โดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง ไทยอาจมีแต้มต่อในตลาดสหรัฐฯ ลดลง จากกำแพงภาษีที่สูงกว่าคู่แข่งหลักอย่างเวียดนามค่อนข้างมาก

: ทางออกอยู่ตรงไหน?

SCBEIC แนะนำว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้า พัฒนานวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกันภาครัฐจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือภาคส่วนที่รับผลกระทบ เร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกิจกรรมสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า

2. ผลกระทบจากการถูกกดดันให้เปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐ

นอกจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น เป็นกำแพงภาษีที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว แต่เรายังมีการดีลภาษีที่ไทยพยายามยอมแลกอะไรกับทางสหรัฐฯ เพื่อลดการค้าที่ขาดดุล ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันเข้ามายังบ้านเรามากขึ้น แข่งกับสินค้าของไทย

ดังนั้นไม่ว่าผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะออกมาในรูปแบบไหน กระทบกับใครบ้างยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หากไทยเจรจาสำเร็จเราอาจจะได้ภาษีที่ลดลงช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ส่งออกไทยได้ แต่การเปิดตลาดเสรีให้สินค้าสหรัฐฯ หรือภาษี 0% ก็ต้องมีการเยียยาวและดูแลภาคธุรกิจภาคผลิตในประเทศด้วยเช่นกัน

จากการประเมินของ SCB EIC พบว่าอุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และข้าวโพดของไทยมีความอ่อนไหวสูง หากภาครัฐจำเป็นต้องเปิดตลาดเสรีให้สหรัฐฯ โดยไม่มีเงื่อนไข (กรณีแย่สุด) เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าสหรัฐอย่างชัดเจน ประกอบกับโดยปกติแล้วไทยใช้ผลผลิตภายในประเทศเป็นหลักและมีผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก

สำหรับกลุ่มเนื้อวัวเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวในระดับปานกลาง เนื่องจากแม้ต้นทุนการผลิตในไทยจะสูงกว่าสหรัฐค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าเนื้อวัวและเครื่องในจากต่างประเทศอยู่แล้ว

: ตั้งรับอย่างไร ?

ระยะสั้น : ภาครัฐควรประเมินผลดีและผลเสียของการเปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐให้ถี่ถ้วนรอบด้าน โดยการเจรจาเพื่อขอลดภาษีต้องคำนึงถึงความสมดุลเป็นหลัก ไม่ใช่การเปิดตลาดแบบเสรี พร้อมเตรียมเยียวยาผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งรวมถึงการให้สภาพคล่องระยะสั้นและการหาตลาดใหม่

ระยะยาว : ภาครัฐควรเร่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตในประเทศให้สามารถแข่งขันได้ ไทยควรกำหนด “Red Line” ที่ชัดเจนสำหรับกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

3. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ

ในภาพรวม SCB EIC มองว่า อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯที่อาจเก็บประเทศไทยสูงกว่าคู่แข่งจะเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทย ผ่านองค์ประกอบหลัก คือ

การส่งออกสินค้า มีแนวโน้มแผ่วลงในครึ่งปีหลัง เราอาจจะได้เริ่มเห็นมูลค่าการส่งออกพลิกกลับมาหดตัวในช่วงท้ายไตรมาส 3 และหดตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4 ทั้งจากผลของการเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงก่อนหน้าที่อัตราภาษีตอบโต้จะมีผลบังคับใช้หมดไป

การลงทุนภาคเอกชนจะกลับมาหดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง จากการชะลอการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่มีแผนจะลงทุนในไทยเพื่อรอความชัดเจนของผลการเจรจาการค้าเทียบคู่แข่งสำคัญ

นอกจากนี้ กำลังซื้อในประเทศที่จะชะลอลงอีกจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันการลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีหลังในระยะต่อไป หากการเจรจาสำเร็จได้เร็วจะเป็นสิ่งที่เรียกความเชื่อมั่นจากทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยได้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพของภาครัฐ รวมทั้งความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐ และไทย ซึ่งจะช่วยให้เกิดการลงทุนในไทยต่อเนื่องในระยะยาว

การบริโภคภาคเอกชนจะแผ่วลงต่อเนื่อง แต่จะชะลอลงแรงขึ้นในช่วงสิ้นปีที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐแรงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การจ้างงานที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศที่จะซบเซาลงตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว

ทั้งนี้ข้อมูลภาษีในกลุ่ม 10 ชาติอาเซียน ล่าสุด ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2568

*2 ชาติอาเซียนที่ปิดดีล เจรจาการค้าสำเร็จ ลดภาษีลงมาได้ ได้แก่

เวียดนาม จากเดิม 46% เหลือ 20% (สินค้า Transshipment 40%)

อินโดนีเซีย จากเดิม 32% เหลือ 19%

*ภายใต้ข้อตกลงการค้าสำคัญ เช่น เปิดเสรีตลาดในประเทศให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ หรือเรียกเก็บภาษี 0% และเพิ่มการสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ

ประเทศ ภาษี

เมียนมา 40%

ลาว 40%

**ไทย 36%

กัมพูชา 36%

บรูไน 25%

มาเลเซีย 25%

ฟิลิปปินส์ 20%

สิงคโปร์ 10%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...