โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

วางใจเถิดข้าเก่งมากนะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 00.50 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2568 เวลา 13.05 น. • รอยยิ้มพระจันทร์
นางถูกนำมาทิ้งหน้าอารามตั้งแต่แบเบาะ โชคดีถูกแม่ชีรับไปเลี้ยงดูจนมีชีวิตรอดมาได้5หนาว กระทั่งตายกลายเป็นวิญญาณบริสุทธิ์วนเวียนอยู่ในอารามมาหลายร้อยปี แล้วได้เกิดใหม่เป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งอีกครั้ง

ข้อมูลเบื้องต้น

มีวางจำหน่ายในรูปแบบ e-book

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk2MTIxNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM2MDU0MiI7fQ

จุดเริ่มต้น

บทที่๑ จุดเริ่มต้น

ทารกในห่อผ้าถูกนำมาวางทิ้งไว้หน้าอารามแห่งหนึ่ง อารามแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขา พื้นที่ไม่ใหญ่มากค่อนข้างที่จะเงียบสงบ สมัยก่อนผู้คนมากมายมักเดินทางขึ้นมาถือศีลกินเจ ทว่าไม่กี่ปีก่อนเคยเกิดเหตุการณ์ติดโรคระบาด ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น กลายเป็นอารามร้างไร้ผู้คนอยู่อาศัยมาช้านาน เมื่อเวลาผ่านไปบ้านเมืองได้รับการฟื้นฟู มีแม่ชีท่านหนึ่งได้ขึ้นมาปฏิบัติธรรม เพราะชื่นชอบในสถานที่อันเงียบสงบ และยังต้องเดินทางลงจากเขาเพื่อหาซื้ออาหารมากักตุนเอาไว้สัปดาห์ละครั้ง กว่าแม่ชีจะมาพบทารกผู้มีชะตาอาภัพ เด็กน้อยก็ใกล้จะหนาวตายเต็มที นางไม่รอช้ารีบอุ้มทารกน้อยขึ้นมาแนบอก มอบความอบอุ่นอย่างมีเมตตา

‘พบกันคือวาสนา จะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา ต่อไปเจ้ามีนามว่าซือซือ’

เลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แม่ชีต้องอุ้มทารกลงมาซื้อนมจากชาวบ้านด้วยระยะทางพอสมควร หลังชาวบ้านได้รู้ถึงชะตาอาภัพของซือซือต่างก็มีใจสงสาร ให้ความช่วยเหลือแม่ชีกับเด็กเล็กเท่าที่จะช่วยได้ แม่ชีไม่ปฏิเสธน้ำใจของชาวบ้าน นานวันก็เริ่มมีผู้คนนำข้าวของขึ้นมาบริจาค เพราะสงสารแม่หนูซือซือขึ้นเรื่อยๆ แม่ชีถือโอกาสเผยแผ่ธรรมะ ทำให้จิตใจของผู้ที่มาเยือนสุขสงบ อารามร้างกลับมาได้รับความนิยม มีผู้มาถือศีลและบวชชีด้วยใบหน้าอิ่มบุญ

ซือซือเป็นเด็กรู้ความ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ด้วยความที่อยู่ในอารามมาตั้งแต่จำความได้ นางเลยซึมซับทุกการกระทำของแม่ชี นางชอบนั่งสมาธิ ชอบสวดมนต์ แม้ว่าจะไม่เข้าใจถึงความหมายของบทสวด แต่กลับจดจำได้ขึ้นใจ จนเป็นที่รักของผู้พบเห็น

อนิจจา เติบโตมาได้เพียง5หนาวก็ต้องมาตกสระน้ำตายเป็นวิญญาณบริสุทธิ์วนเวียนอยู่ในอารามแห่งนั้น เด็กหญิงไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงอายุสั้น นางยังไม่อยากตายเพราะยังไม่ได้เจริญรอยตามผู้เลี้ยงดู เมื่อไม่อาจหาคำตอบดวงจิตจึงผูกยึดไม่ไปไหน และนั่นก็ทำให้นางได้เห็นทุกความเป็นไป ช่างน่าเศร้าที่ได้รู้ว่าตนเองถูกใครบางคนผลักตกน้ำเพราะความริษยา จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า เหตุใดต้องริษยาทั้งที่ชีวิตนางนั้นมีเพียงแม่ชีคอยดูแล มีอารามที่เปรียบเสมือนบ้านเท่านั้น ไม่มีเงินทอง ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆใส่ โตขึ้นก็ต้องบวชชีอยู่ในอารามไปชั่วชีวิต

คำถามไร้ซึ่งคำตอบ ได้หลักคำสอนช่วยกล่อมเกลาจิตใจไม่ให้คิดอาฆาตพยาบาท วันเวลาหมุนเวียนผ่านไป สังขารมนุษย์ไม่เที่ยงแท้โรยราไปตามอายุขัย แม่ชีผู้มีใจเมตตาได้จากไปอย่างสงบ วิญญาณบริสุทธิ์เคยคิดมาตลอดว่าผู้เลี้ยงดูนางคือสิ่งยึดเหนี่ยวดวงจิตของตน จึงทำให้ตนเองติดอยู่ในที่สถานที่แห่งนี้ไม่สามารถออกไปที่ใดได้ กระทั่งผ่านไปหลายร้อยปีจึงเข้าใจทุกอย่างถ่องแท้ สิ่งนั้นก็คือการยึดติด เมื่อรู้จักปล่อยวางวิญญาณดวงน้อยก็หลุดพ้นจากอาราม ความปรารถนาหนึ่งเดียวก็คือการมีครอบครัวที่อบอุ่น สวรรค์ตอบรับคำขอส่งนางมาเกิดใหม่อีกครั้ง

***

การเกิดใหม่ของซือซืออยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ความเป็นอยู่ของราษฎรไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมืองทางใต้ของแคว้นสุ่ยที่พึ่งจะผ่านสงคราม การฟื้นฟูต้องใช้เวลานาน อาหารการกินแร้นแค้น ยารักษาโรคเป็นของที่มีราคาสูง ครอบครัวที่ซือซือมาเกิดมีฐานะปานกลาง นางไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะมีทารกอีกคนร่วมครรภ์มารดา เรียกให้เข้าใจง่ายๆก็คือฝาแฝด ร่างกายตอนคลอดตัวเล็กกว่าผู้เป็นน้องสาว เหมือนนางจะไม่รอด ทุกคนจึงตั้งชื่อให้นางว่าปี่อั้น ส่วนน้องสาวฝาแฝดมีชื่อว่าลี่เซียน แน่นอนว่าบุตรสองคนย่อมถูกรักไม่เท่ากัน ลี่เซียนได้รับการดูแลเอาใจใส่ เพราะนางเป็นเด็กตัวขาวอวบอ้วน พอรู้ความก็รู้จักออดอ้อนเอาใจ ผิดกับพี่สาวที่ผอมแห้งคล้ายคนขี้โรคจึงไม่อยู่ในสายตา

วันหนึ่งปี่อั้นนั่งเล่นอยู่ดีๆ ลี่เซียนก็เข้ามาแย่งหุ่นไม้ในมือ แย่งไม่สำเร็จก็ร้องไห้เสียงดัง ปี่อั้นจึงมองด้วยความสนใจ เหตุใดผู้ที่อยากได้ของผู้อื่นจึงต้องร้องไห้ราวกับเป็นผู้ถูกกระทำ สุดท้ายนางก็ถูกมารดาทุบตีข้อหารังแกน้องสาว ทว่านางไม่ได้รู้สึกโกรธ เข้าใจได้ว่ามนุษย์มีกรรมเป็นของตัวเอง เพียงยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้

หรือจะเป็นตอนที่น้องสาวได้กินขนมหวานแต่นางไม่ได้กิน ก็พอเข้าใจได้ว่าบิดามารดามีเงินซื้อเพียงแค่ชิ้นเดียว นางไม่ได้รู้สึกน้อยใจ เพียงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงแบ่งปันไม่ได้ สุดท้ายเมื่อถามคำถามนั้นออกไปก็ถูกดุด่าว่ากล่าวว่าไม่มีความเสียสละ ทั้งที่นางก็ไม่รู้ว่าต้องเสียสละอันใด

กระทั่งบ้านเมืองกลับมาเจริญรุ่งเรือง บิดามารดาจึงตัดสินใจย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองอื่น พวกเขาจึงตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาวคนโตวัย3ขวบไว้กับพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ยังไร้บุตรสืบสกุล

“อย่าดื้ออย่าซนฐานะมั่นคงเมื่อไหร่พ่อจะกลับมารับไปอยู่ด้วยกัน”

ความปรารถนาหนึ่งเดียวของปี่อั้นก็คือครอบครัวที่อบอุ่น แม้จะมีความทรงจำหลายร้อยปีก่อน แต่นางตายตอนอายุ5หนาว และวนเวียนอยู่เพียงภายในอาราม ความคิดอ่านจึงยังเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง นางจึงไม่อาจระงับน้ำตาแห่งการจากลาได้ และยังเชื่อว่าพวกเขาจะกลับมารับตนเอง

ทว่าเวลาผ่านไปกลับไร้วี่แว่ว จากเด็กหญิงตัวน้อยเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูของลุงกับป้า และอาจารย์ลึกลับที่มักจะมาในความฝัน นางกลายเป็นเด็กสาวที่เก่งกาจสารพัดด้าน และแล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ย้ายกลับมา

พบหน้าครอบครัว

บทที่๒ พบหน้าครอบครัว

ปี่อั้นมองผู้ให้กำเนิดด้วยสายตาซับซ้อน สิบเอ็ดปีที่รอคอยช่างยาวนานในความรู้สึก ครั้นเจอหน้ากันบอกไม่ถูกว่าจะต้องรู้สึกอย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางนั้นรู้สึกได้ พวกเขาดูมีความสุข เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบพ่อแม่ลูก น้องสาวฝาแฝดเติบโตได้ดี ดูเป็นสตรีเรียบร้อยอ่อนหวาน การแต่งกายแตกต่างจากบุตรสาวชาวบ้านทั่วไป เมื่อเทียบกับนางราวฟ้ากับเหว หลายปีมานี้มารดายังคลอดน้องชายตัวขาวอวบอ้วน เด็กชายคนนั้นอยู่ในอ้อมกอดของบิดา อายุประมาณ6ขวบ แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีไม่ต่างจากผู้เป็นพี่สาว เห็นแล้วพลันบังเกิดความรู้สึกอิจฉา อิจฉาที่พวกเขาต่างได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ ในขณะที่นางไม่เคยได้รับมัน แต่ก็เข้าใจได้ ยามนั้นพวกเขาไม่พร้อมให้นางติดตามไป ยามนี้พวกเขาคงมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องกลับมา ดูจากสัมภาระมากมายคงจะย้ายกลับมาอยู่อย่างถาวร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือ เมื่อคิดได้อย่างนั้นปี่อั้นจึงทำความเคารพผู้ให้กำเนิด และทักทายน้องสาวน้องชาย

“คารวะท่านพ่อท่านแม่ ยินดีที่ได้พบน้องสาวและน้องชาย”

ทุกคนเพียงพยักหน้ารับอย่างขอไปที ยกเว้นก็แต่เด็กชายตัวน้อย

“ข้ามีพี่สาวคนเดียว” แม้จะหน้าเหมือนกัน แต่คนตรงหน้าให้ความรู้สึกไม่น่าคบหา นางแต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบทั้งเก่าทั้งซีด ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่ง ท่าทางป่าเถื่อนเหมือนพวกไร้การศึกษา เด็กชายจึงปฏิเสธที่จะนับนางเป็นญาติ

“อย่าถือสาเขาเลย เขายังเด็กให้เวลาปรับตัวอีกสักหน่อย” ผู้เป็นบิดาแก้ตัวแทนบุตรชาย ก่อนจะมองเลยเข้าไปในตัวบ้านของพี่ชาย ซึ่งเป็นบ้านดินหลังเก่าของบิดามารดาผู้ล่วงลับ พลางเอ่ยถามถึงผู้เป็นพี่ชายพี่สะใภ้ “ลุงกับป้าของเจ้าอยู่ที่ใด”

ปี่อั้นไม่ได้รู้สึกไม่พอใจที่ถูกละเลย นางตอบด้วยรอยยิ้มใสซื่อ

“ท่านลุงนอนป่วยอยู่ด้านใน ส่วนท่านป้าเข้าเมืองไปซื้ออาหารและซื้อยาให้ท่านลุงเจ้าค่ะ นี่ก็คงใกล้จะถึงบ้านแล้ว”

“พี่ใหญ่ป่วยหรือ หากเป็นเช่นนั้นคงไม่สะดวกพักที่นี่ ปี่อั้นจ๊ะ บ้านอิฐหลังนั้นได้เข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ้างหรือไม่ ลี่หมิงกับลี่เซียนป่วยง่ายรบกวนเจ้าช่วยไปทำความสะอาดได้หรือไม่ ข้าจ่ายเงินให้10อีแปะ”

บ้านอิฐหลังดังกล่าวอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เป็นบ้านของบิดามารดา พวกเขาไม่อยู่มานานหลายปี แต่ปี่อั้นกับท่านป้าเข้าไปดูแลไม่ขาด ต้นเดือนเพิ่งจะทำความสะอาดไป ปัดกวาดเล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว จะขาดก็แต่ฟูกนอนหมอนมุ้ง ซึ่งเรื่องนี้พวกเขาคงจัดการกันเองได้ ส่วนเรื่องค่าจ้างอะไรนั่นเลิกคิดไปได้เลย ครอบครัวเดียวกันจะรับเงินได้อย่างไร แม้แต่ช่วยงานชาวบ้านบางครั้งนางยังไม่รับค่าจ้างแม้แต่อีแปะเดียว แต่ยังไม่ทันจะได้พูดสิ่งใดน้องสาวฝาแฝดดันพูดขึ้นมาเสียก่อน

“ท่านแม่จะรบกวนพี่สาวเกินไปหรือไม่ ข้าว่าเราพักที่บ้านท่านลุงสักคืน พรุ่งนี้ค่อยไปช่วยกันทำความสะอาด” ลี่เซียนแสร้งพูดเพื่อสร้างความประทับใจ ไม่ได้ตั้งใจจะออกแรงช่วยเหลืออย่างปากว่า แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยลงมือทำงานบ้านเลยสักครั้ง แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่เป็น

เลี่ยงหรูลูบหัวบุตรสาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“รบกวนอะไรกัน นางเป็นพี่สาวของพวกเจ้า เป็นลูกสาวของพวกเราสามีภรรยา ที่สำคัญเราจ่ายค่าจ้างไม่ได้ให้ลงแรงเปล่าๆ ใช่หรือไม่จ๊ะปี่อั้น”

“เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้า” ยึดอกยอมรับด้วยความเต็มใจ ต่อให้มารดาไม่ร้องขอนางก็ยินดีที่จะทำให้ จากนั้นร่างเล็กก็หมุนตัวกลับเข้าไปหยิบกุญแจ ก่อนจะรีบมุ่งตรงไปที่บ้านอิฐหลังขนาดกลาง

ลี่เฉียงฮุ่ยขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังของบุตรสาวที่ทอดทิ้งไปนานหลายปีพร้อมกับส่ายหัว “ข่าวว่าพี่สะใภ้ให้นางหมั้นหมายกับลูกหลานของตัวเอง เด็กคนนั้นเป็นลูกชายเจ้าของร้านขายข้าวสารธัญพืช รวมถึงร้านขายอาภรณ์ ต่อไปจะได้สืบทอดกิจการ กังวลว่าพวกเขาจะไม่พึงพอใจในตัวของนาง ดูนางสิแม้เรื่องแค่นี้ก็ยังจะรับเงินค่าจ้างจากมารดาของตัวเอง แม้แต่น้ำสักหยดก็ไม่มีมาต้อนรับ เฮ้อ! ช่างเถอะ เข้าไปเยี่ยมพี่ใหญ่กันก่อน เด็กๆรออยู่ข้างนอกก็แล้วกัน”

สองพี่น้องขานรับอย่างว่าง่าย นั่งรอบริเวณแคร่หน้าบ้านอย่างสงบเสงี่ยม ช่วงบ่ายไร้ผู้คน บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ ไม่นานผู้เป็นมารดาก็กลับออกมาด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เพราะถูกพี่ชายของสามีตำหนิยกใหญ่ นางไม่อยากอยู่ฟังจึงใช้ลูกมาเป็นข้ออ้างกลับออกมาก่อน

ปี่อั้นใช้เวลาทำความสะอาดไม่นานก็กลับออกมาแจ้งให้ทุกคนทราบ

“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

“เหตุใดถึงเร็วนัก สะอาดดีแล้วหรือ”

คนฟังตบอก “ท่านแม่วางใจเถิดเรื่องนี้ข้าเก่งมาก”

“เก่งแค่ไหนก็สู้พี่ใหญ่ไม่ได้อยู่ดี” พี่ใหญ่ที่ว่าก็คือลี่เซียน เด็กชายเรียกพี่สาวคนรองว่าพี่ใหญ่ เพราะตั้งแต่รู้ความก็เรียกเช่นนี้มาโดยตลอด ถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าเขายังมีพี่สาวอีกคนก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่เคยสอนให้เรียกปี่อั้นว่าพี่ใหญ่ แล้วไม่เคยแก้คำเรียกขานให้ถูกต้อง

“เอาล่ะอย่าเถียงกัน ปี่อั้นช่วยขนสัมภาระลงจากรถม้าเข้ามาเก็บในบ้านให้ด้วย ตอนยกระวังหน่อยเล่า บางอย่างค่อนข้างมีราคา รู้สึกจะมีอาหารแห้งติดมาด้วย เตาไฟน่าจะยังใช้ได้รบกวนก่อไฟทำอาหารให้ด้วยแล้วกัน”

“เจ้าค่ะท่านแม่”

หากเป็นคนอื่น ครอบครัวจากไปตั้งแต่นางอายุ3ขวบ อาจจะจดจำใครไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ทว่าปี่อั้นนั้นแตกต่าง นางจำได้แม่นและโหยหาพวกเขามาโดยตลอด มีหรือที่จะปฏิเสธการอยู่ใกล้ชิดคนในครอบครัว

กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปครึ่งชั่วยาม ผู้เป็นมารดาพยายามยัดเงินค่าจ้างใส่มือของบุตรสาวคนโต ทว่านางปฏิเสธและวิ่งหนีกลับบ้าน สวนทางกับบิดาบังเกิดเกล้าเดินหน้าตาบึ้งตึงกลับไป เมื่อนางเข้ามาถึงในครัวก็เห็นท่านป้ากำลังก่อไฟทำอาหาร สีหน้าไร้อารมณ์สุดขีด นางไม่กล้าซักถามเพียงทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด พอเช้าวันรุ่งขึ้นเรื่องที่นางรับค่าจ้างจากมารดาก็เล่าลือไปทั้งหมู่บ้าน

เกิดอันใดขึ้น?

น่าโมโห

บทที่๓ น่าโมโห

มนุษย์เรานั้นไม่ว่าจะผิดหรือถูกมักหาข้อแก้ตัวเพื่อให้ตนพ้นผิด ไม่อาจนิ่งนอนใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือไม่เกี่ยวข้องกับตนเองก็ตาม ทว่าปี่อั้นนั้นเป็นคนส่วนน้อยที่มีความคิดเรียบง่ายจนเกินไป สิ่งไหนที่นางไม่ได้ทำไม่จำเป็นต้องหาข้อแก้ตัว หรือเสียเวลาอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ เมื่อได้ยินข่าวเล่าลือเกี่ยวกับตนเองเพียงเกิดความสงสัยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทว่าสุดท้ายก็ปล่อยผ่าน ในแต่ละวันนางงานยุ่งมาก เช้าตรู่ยุ่งงานภายในบ้าน จากนั้นก็ต้องออกไปตักน้ำรดต้นข้าวโพดเช้าเย็น ลุงกับป้ามีที่ดิน20หมู่ แบ่งให้คนเช่ารายปี10หมู่ อีก10หมู่เก็บไว้ปลูกพืชผักหมุนเวียน ปีนี้ปลูกข้าวโพดทั้งหมด เพราะได้ราคาดีการดูแลไม่ยุ่งยาก แหล่งน้ำก็อยู่ใกล้ เสร็จจากงานในไร่ก็ขึ้นเขาไปหาเก็บฟืนหาเก็บของป่า ร่างเล็กขยันขันแข็งไม่มีหยุดพัก กระทั่งกลับลงมาจากบนภูเขา ถูกป้าสะใภ้ทุบตีด้วยความโมโห พร้อมกับลากนางให้ตามออกไป ปี่อั้นจำต้องทิ้งฟืนและปลดตะกร้าสะพายหลังวางไว้หลังบ้าน เดินตามการลากจูของท่านป้าไปถึงกลางหมู่บ้าน บริเวณนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน

ถานรุ่ยทุบตีหลานสาวอีกครั้ง นัยน์ตาของนางแดงเรื่อ พูดเสียงดังฟังชัดทุกคำ “เจ้าบอกพวกเขาไปสิว่าเจ้ารับเงินค่าจ้างมาจริงหรือไม่ ตอนนี้มีแต่คนพูดนินทาเจ้าว่าเป็นลูกอกตัญญู”

หลานสาวผู้นี้อะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวโกรธใครไม่เป็น แม้ใครจะพูดจาไม่ดีด่าทออย่างไรก็ยังยิ้มได้ ที่น่าโมโหมากที่สุดเด็กคนนี้เป็นลูกของสองสามีภรรยาใจดำนั่น นางโกรธแค้นพ่อแม่ของอีกฝ่ายพานโกรธมาถึงตัวคนเป็นลูก ช่วยไม่ได้ที่ช่วยเลี้ยงดูอีกฝ่ายมาตั้งแต่แบเบาะ กระทั่งอายุ3ขวบก็เลี้ยงดูเด็กคนนี้เรื่อยมา ภายในใจทั้งรักทั้งชัง วันนี้ได้ยินเสียงเล่าลือไปในทิศทางที่ไม่ดี ผู้เลี้ยงดูเช่นนางจะทนฟังได้อย่างไร

ปี่อั้นยืนให้ท่านป้าทุบตีโดยไม่หลบหนี นางเข้าใจเจตนาท่านป้าที่ต้องการให้นางยืนยันความบริสุทธิ์ต่อหน้าทุกคน หมู่บ้านเสวียนฉือมีบ้านเรือนไม่กี่หลัง แต่ละหลังก็ตั้งห่างกันพอสมควร ทุกครั้งที่ว่างเว้นจากงานทุกคนก็มักจะมานั่งรวมตัวกันกลางหมู่บ้าน

“ถานรุ่ยหยุดตีนางก่อน มีอะไรก็ค่อยพูดจากัน” หนึ่งในชาวบ้านทนมองไม่ไหว ถึงกับเอ่ยห้ามด้วยความรู้สึกสงสารเด็กสาว

ถานรุ่ยไม่สนใจ ยังคงลงมือกับหลานสาว “ยังไม่รีบพูดความจริงออกไปอีกหรือ”

“ข้าพูดแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้รับเงินจากท่านแม่แม้แต่อีแปะเดียว” จากนั้นนางก็บอกเล่าทุกบทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวานไปตามความจริงอย่างไม่มีตกหล่น อย่าดูถูกว่านางเป็นคนซื่อจนดูเหมือนโง่ ความจำของนางนั้นดีมาก แม้แต่ตัวอักษรนางก็จำได้หมด นางอ่านออกเขียนได้เพราะมีอาจารย์ลึกลับคอยสั่งสอน เรื่องนี้มีเพียงท่านลุงท่านป้าที่รู้ถึงความสามารถ บอกไปใครจะเชื่อจึงไม่อาจเปิดเผยให้เป็นภัยมาสู่ตัวเอง

“ไม่ใช่พวกเราไม่เชื่อเจ้า แต่เรื่องนี้ออกมาจากปากของเลี่ยงหรู มารดาของเจ้าเอง”

ครอบครัวของเลี่ยงหรูนำของขวัญมามอบให้กับผู้ใหญ่บ้าน และผู้อาวุโสที่น่าเชื่อถือตั้งแต่เช้าตรู่ จึงมีโอกาสพูดคุยกันตามประสาคนรู้จักที่ห่างหายไปนาน ก่อนที่พวกเขาจะนั่งรถม้าเข้าเมือง เรื่องราวที่ได้ยินจึงถูกเล่าลือไปทั่วหมู่บ้าน

“ข้าไม่เคยโกหกเจ้าค่ะ แม้แต่บ้านป้าหลิว บ้านยายจาง บ้านป้าถัง ข้าก็ยังไปช่วยงานโดยไม่รับค่าจ้างสักอีแปะ แค่งานทำความสะอาดบ้านให้ครอบครัว ข้าจะกล้ารับได้อย่างไรกันเจ้าคะ บางทีอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็เป็นได้”

พอยกเรื่องนี้มาพูดก็ทำให้ทุกคนต่างถอนหายใจ ปี่อั้นเป็นเด็กที่น่าสงสารถูกเลี้ยงดูโดยลุงกับป้า เด็กคนนี้รู้ความและเลี้ยงง่าย ไม่เคยงอแงและยังช่วยงานเท่าที่จะทำได้ กระทั่งโตขึ้นก็ยังขยันขันแข็ง นางยังล่าสัตว์เป็นเพราะผู้เป็นลุงคอยสั่งสอน อย่างที่นางว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็เป็นได้

“เอาล่ะๆพวกเราขอโทษที่ตีความผิดไปเอง ถานรุ่ยเจ้าอย่าทุบตีนางอีกเลยนะ แยกย้ายกันเถิด” ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้กล่าวตัดจบปัญหา จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง

คล้อยหลังทุกคนไปแล้วถานรุ่ยก็หันไปถามคนข้างกายเสียงเจือสะอื้น “เจ็บมากหรือไม่”

คนฟังตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจ็บเจ้าค่ะ”

“เจ้าไม่รู้สึกโกรธสักนิดเลยหรือ เรื่องที่ข้าทุบตีเจ้า หรือแม้กระทั่งเรื่องที่มารดาของเจ้านำไปพูดให้ผู้อื่นเข้าใจเจ้าผิด”

ปี่อั้นทำหน้างุนงง “ข้าต้องโกรธด้วยหรือเจ้าคะ” จากนั้นนางก็พูดต่อไปว่า “โกรธคือคนโง่ โมโหคือคนบ้า เรามิควรเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล จะทำให้ขาดสติยั้งคิด พระพุทธองค์กล่าวว่า..”

คนฟังเก็บความรู้สึกผิดกลับคืนมา นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เก็บไม้เก็บมือแล้วรีบหันหลังเดินจากไป เพราะหากอยู่ฟังอีกอึดใจเดียวไม่แน่ว่านางจะอดใจไหว

“ท่านป้า รอข้าด้วยเจ้าค่ะ” ร่างเล็กรีบวิ่งตามไป พยายามจะกอดแขนของอีกฝ่ายกลับถูกสะบัดออกครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับเสียงก่นด่าไปตลอดทาง ภาพเหล่านี้ล้วนชินตาคนในหมู่บ้าน

ว่ากันว่าผู้ให้กำเนิดไม่ประเสริฐเท่าผู้เลี้ยงดู คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงนัก

สี่พ่อแม่ลูกกลับมาถึงหมู่บ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ มีเกวียนบรรทุกสินค้าตามมาถึงสองคัน ภายในนั้นมีข้าวสารอาหารแห้งเป็นจำนวนมาก และของใช้ส่วนตัวสำหรับทุกคน หลังคนงานช่วยกันขนของมาวางไว้ตรงลานบ้าน แล้วกลับไปด้วยเงินค่าจ้างที่สมน้ำสมเนื้อ เลี่ยงหรูก็หันไปสั่งความบุตรสาวด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า

“เซียนเอ๋อร์เจ้าไปตามนางมาที่นี่ บอกมีของมาฝากจากในเมือง”

“ท่านแม่จะมอบสบู่แล้วก็ยาสระผมให้นางจึงหรือ ของพวกนี้มีราคาแพง กังวลว่านางจะใช้ไม่ระวัง”

“ไม่ต้องกังวล แม่ย่อมซื้อสินค้าราคาถูกให้นางไปลองใช้จะได้ไม่เสียของ เจ้ารีบไปตามนางมาเถิด ข้าวของพวกนี้ยังต้องใช้แรงขนเข้าไปจัดเก็บภายในบ้าน”

ตะลอนในเมืองกันมาเกือบทั้งวัน ย่อมรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา ของที่ซื้อเข้าบ้านมากมาย ไหนเลยจะมีเรี่ยวแรงจัดการสิ่งใด จึงต้องไปตามปี่อั้นมาช่วยทำแทน อย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวคนหนึ่ง มารดาจะเรียกใช้งานย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

“เจ้าค่ะ”

ร่างสมส่วนในชุดกระโปรงสีชมพูเข้มเดินอย่างสำรวมไปยังบ้านฝั่งตรงกันข้าม นางเคาะประตูอย่างรู้มารยาท สักพักผู้เป็นป้าสะใภ้ก็เปิดประตูออกมาดู

“มีอะไร” ถามเสียงเย็นชาไม่ต่างจากสีหน้า

ลี่เซียนไม่กล้าชะเง้อมองเข้าไปภายในบ้าน ป้าสะใภ้ดูร้ายกาจสมคำล่ำลือ นางรู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย “คารวะท่านป้าเจ้าค่ะ ท่านแม่ให้ข้ามาตามพี่ใหญ่ไปที่บ้าน มีของจะมอบให้นาง หวังว่าท่านป้าคงจะไม่ว่าอันใด”

“ข้าจะว่าอันใดได้ แต่ถ้ามีของจะมอบให้จริงใยไม่ฝากเจ้าถือมา มิใช่ว่าจะเรียกให้นางไปช่วยงานเสียมากกว่า เอาเถอะ อยากเจอนางก็ไปตามเอาเอง นางล้างคอกหมูหลังบ้าน อยากให้งานเสร็จไวเจ้าก็ไปช่วยนางทำ”

คนฟังเผยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินอ้อมไปทางด้านหลัง

ถานรุ่ยปิดประตูดังปัง นางจะปฏิเสธก็ไม่ได้ แม้นางกับสามีจะเลี้ยงดูปี่อั้นจนเติบใหญ่ แต่ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย เคยกล่าวถึงการรับปี่อั้นเป็นลูกบุญธรรมอย่างถูกต้อง ก่อนที่พวกเขาจะย้ายไปลงหลักปักฐานที่เมืองอื่น ยามนั้นลี่เฉียงฮุ่ย น้องชายของสามีเอาแต่บ่ายเบี่ยงท่าเดียว กระทั่งพาครอบครัวย้ายจากไปเรื่องนี้จึงไม่ถูกพูดถึงอีกเลย หลายปีมานี้ติดต่อกันทางจดหมายนับครั้งได้ ทุกครั้งที่ติดต่อมามักจะทวงถามถึงค่าเช่าที่นา ส่วนเรื่องของปี่อั้นก็ให้จัดการตามความเหมาะสมได้ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องคู่หมั้นคู่หมาย ในส่วนของค่าเลี้ยงดูให้หักจากเงินค่าเช่าที่นาปีละ2ตำลึง ทว่านางกับสามีไม่เคยแตะต้องเงินของพวกเขา ยามนี้พวกเขากลับมาแล้ว รู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...