โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ ส่องโซเชียลผู้ขอวีซ่านักเรียน อ้างคัดกรองทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์

Amarin TV

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 10.09 น.
สถานเอกอัครรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยออกกฏใหม่ ผู้สมัครวีซ่านักเรียนชั่วคราวบางประเภท ต้องเปิดโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะให้ตรวจสอบ

สถานเอกอัครรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์วันนี้ (23 มิถุนายน 2568) ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ของสถานทูต ขอให้ผู้สมัครวีซ่าชั่วคราวประเภท F, M และ J ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดเป็นแบบสาธารณะ ทั้งนี้ วีซ่า 3 ประเภทดังกล่าว จัดอยู่ในกลุ่มของ วีซ่าเพื่อการศึกษาและการแลกเปลี่ยน

สถานเอกอัครราชทูตฯ แถลงว่า การขอให้ตั้งค่าโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะทั้งหมดนั้น จำเป็นต่อการยืนยันตัวตนและเป็นไปเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติในการเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ โดยข้อกำหนดนี้มีผลบังคับใช้ทันที หากสถานเอกอัครราชทูตไม่สามารถเข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้สมัครได้ มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกปฏิเสธการให้วีซ่าได้ เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้มองหา “ความเป็นศัตรูต่อรัฐและประชาชนสหรัฐฯ” แต่ไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าหมายถึงอะไร

ข้อกำหนดนี้เป็นไปตามประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่กล่าวว่า จะกลับมาดำเนินการพิจารณาใบสมัครวีซ่าสำหรับนักเรียนและนักวิชาการต่างชาติอีกครั้ง หลังปิดรับการพิจารณาไปตั้งแต่ปลายเดือนพฆษภาคม แต่เพิ่มกระบวนการตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้สมัครเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ผู้ขอวีซ่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ก่อนหน้านี้ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในหลายประเทศได้ดำเนินการตามข้อกำหนดใหม่ เช่น สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในเม็กซิโก มีการดำเนินงานทำนองเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ได้ออกประกาศว่า ผู้สมัครวีซ่าชั่วคราวประเภท F, M และ J ต้องให้รายชื่อโซเชียลมีเดียทั้งหมดของผู้สมัคร และตั้งค่าบัญชีทั้งหมดเป็นสาธารณะ เช่นเดียวกันอุเซเบกิสถาน

คำสั่งส่องโซเชียล กระทบใครบ้าง?

เบื้องต้น คำสั่งดังกล่าวมีผลต่อผู้สมัครทั่วโลกที่ต้องการวีซ่าชั่วคราวประเภท F, M และ J สำหรับการเข้าสหรัฐอเมริกา จัดอยู่ในกลุ่มของ วีซ่าเพื่อการศึกษาและการแลกเปลี่ยน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้

  • วีซ่าประเภท F (F-1 Student Visa):

สำหรับนักเรียนที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาทั่วไปในสหรัฐอเมริกา เช่น โรงเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งหลักสูตรที่เข้าเรียนต้องเป็นหลักสูตรเต็มเวลา (full-time) และต้องได้รับการรับรองจาก Student and Exchange Visitor Program (SEVP)

  • วีซ่าประเภท M (M-1 Vocational Student Visa):

สำหรับนักเรียนที่ต้องการเข้าศึกษาในหลักสูตรสายอาชีพ หรือหลักสูตรที่ไม่ใช่เชิงวิชาการ (non-academic) ที่สถาบันวิชาชีพในสหรัฐอเมริกา คล้ายกับวีซ่า F-1 แต่เน้นไปที่การเรียนสายอาชีพ เช่น หลักสูตรการทำอาหาร, ช่างเทคนิค เป็นต้น

  • วีซ่าประเภท J (J-1 Exchange Visitor Visa):

สำหรับบุคคลที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความรู้ และทักษะ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน/นักศึกษาแลกเปลี่ยน (Exchange Students), ผู้ช่วยสอนภาษา (Au Pair), โครงการ Work & Travel, อาจารย์/นักวิจัย (Professors/Research Scholars), ผู้ฝึกงาน (Interns), แพทย์/ผู้ฝึกอบรมทางการแพทย์

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กงสุลจะตรวจสอบกิจกรรมและโพสต์บนโซเชียลมีเดียสาธารณะของผู้สมัคร เพื่อมองหาข้อบ่งชี้ใดๆ ที่อาจแสดงถึงความเป็นปรปักษ์ต่อพลเมือง วัฒนธรรม รัฐบาล สถาบัน หรือหลักการพื้นฐานของสหรัฐอเมริกา ผู้สมัครจะถูกขอให้ระบุชื่อผู้ใช้ (usernames หรือ handles) ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เคยใช้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในแบบฟอร์ม DS-160 (สำหรับวีซ่าชั่วคราว) หรือ DS-260 (สำหรับวีซ่าถาวร) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ขอรหัสผ่าน และเจ้าหน้าที่กงสุลจะตรวจสอบเฉพาะสิ่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น และการตั้งค่าบัญชีเป็น "ส่วนตัว" หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลอาจเพิ่มความเสี่ยงที่วีซ่าจะถูกปฏิเสธ

กระแสวิจารณ์ ล่วงเกินความเป็นส่วนตัวไปไหม?

สื่อและนักวิจารณ์หลายรายมองว่า นโยบายนี้เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างรุนแรง และตั้งคำถามถึงขอบเขตที่รัฐบาลควรเข้าไปตรวจสอบชีวิตส่วนตัวของบุคคล มีความกังวลว่ากฎนี้อาจสร้าง "ผลกระทบที่ทำให้คนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น" (chilling effect) โดยนักศึกษาอาจลังเลที่จะโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือเกี่ยวกับประเด็นสังคมที่อ่อนไหว เพราะกลัวว่าจะส่งผลต่อการขอวีซ่า

นอกจากนี้ หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าคำนิยามของ "ทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์" นั้นกว้างและคลุมเครือเกินไป ซึ่งอาจทำให้เจ้าหน้าที่กงสุลมีอำนาจในการตีความและตัดสินใจมากเกินไป และอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำว่าการได้รับวีซ่าเป็น "สิทธิพิเศษ ไม่ใช่สิทธิ" (NDTV) ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลมีสิทธิที่จะกำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาดังกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...