โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ซีพีเอฟ” ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งโลกธุรกิจอาหาร คว้า Net Zero รายแรกจาก SBTi

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 10.36 น.

ในงานสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2025 : THAILAND GREEN ACTION จัดโดย ฐานเศรษฐกิจ ( 18 มิ.ย.2568)

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดวิสัยทัศน์ต่ออนาคตสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Net Zero โดยย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศกำลังกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหนัก และกลุ่มธุรกิจอาหารจำเป็นต้องปรับตัวเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขัน

“ธุรกิจเกษตรพึ่งพาธรรมชาติสูงมาก การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นเร็วและแรง ทำให้ผลกระทบกลับมายังต้นทางการผลิตอาหารชัดเจนยิ่งขึ้น อาหารยังคงเป็น 1 ใน 4 ปัจจัยสำคัญของมนุษย์ การเดินหน้าเพื่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” นายประสิทธิ์ กล่าว

ก้าวสู่ Net Zero เร็วกว่าเป้าหมายประเทศ 15 ปี

ซีพีเอฟประกาศเป้าหมาย Net Zero ตั้งแต่ปี 2022 แม้เป้าหมายระดับประเทศจะอยู่ที่ปี 2065 แต่ซีพีเอฟตั้งเป้าหมายเร็วกว่า 15 ปี คือภายในปี 2050 พร้อมยื่นเข้าร่วมโครงการ Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดด้านการจัดการคาร์บอนในระดับโลก โดยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2023

ที่น่าจับตาคือ ซีพีเอฟกลายเป็นบริษัทแรกของโลกในภาคเกษตร-อุตสาหกรรมอาหารที่ SBTi เลือกให้เป็น “โครงการนำร่อง” เพื่อใช้ข้อมูลของบริษัทเป็นมาตรฐานสำหรับกำหนดเกณฑ์ในอนาคต โดยเฉพาะ “ค่าการจัดการที่ดินภาคเกษตร” ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ธุรกิจทั่วไปไม่สามารถวัดผลได้อย่างแม่นยำ

แผนงานครอบคลุมตลอด Value Chain

ทั้งนี้แผนการสู่ Net Zero ของซีพีเอฟครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่

จัดหาวัตถุดิบ : ใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดในไทยกว่า 2 ล้านไร่ พร้อมแอป F-Farm ที่เกษตรกรกว่า 2 หมื่นรายต้องระบุพิกัดแปลงปลูก และใช้ดาวเทียมตรวจสอบการเผาไร่

พลังงานสะอาด : ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของพลังงานที่ใช้ในโรงงานมาจากพลังงานหมุนเวียน ลดต้นทุนปีละกว่า 500 ล้านบาท และลดก๊าซเรือนกระจก 700,000 ตันคาร์บอนต่อปี

เลิกใช้ถ่านหิน : เลิกใช้แล้วใน 13 จาก 17 ประเทศที่บริษัทเข้าไปลงทุน และตั้งเป้ายกเลิกทั้งหมดภายในปี 2030

ระบบโลจิสติกส์ : แผนระยะยาวให้ยานพาหนะทั้งหมดของบริษัทเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

การสื่อสารภายในองค์กร : พนักงานทั่วโลกของ CPF ต้องรับรู้ เข้าใจ และลงมือทำตามแผน Net Zero ร่วมกัน

CPF: Net Zero คือกลยุทธ์สร้างความได้เปรียบ

นายประสิทธิ์ระบุว่า Net Zero จะไม่ใช่ภาระของธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็น “ข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน” โดยเฉพาะในตลาดโลกที่ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น Nestle และ Tyson Foods ต่างใช้มาตรฐาน SBTi เป็นเครื่องพิสูจน์ความยั่งยืน

“เราไม่ได้ทำ Net Zero เพราะเป็นเทรนด์ แต่เพราะเชื่อมั่นว่ามันจะสร้างโอกาสให้ธุรกิจแข่งขันบนเวทีโลกได้ดีขึ้น ตอนนี้บริษัทสตาร์ทอัพทั่วโลกกำลังระดมทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ถ้าไทยไม่รีบปรับตัว เกษตรกรและธุรกิจของเราจะเสียเปรียบในเวทีโลกแน่นอน”ประสิทธิ์ กล่าว

มองไกลสู่การขยายมาตรฐานสู่พืชอื่น

หลังประสบความสำเร็จจากข้าวโพด ซีพีเอฟเตรียมขยายระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังพืชเศรษฐกิจอื่น อาทิ ถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม มันสำปะหลัง และข้าวสาลี ซึ่งทั้งหมดจะต้องใช้แอปฯ เพื่อตรวจสอบแหล่งปลูก ลดการบุกรุกป่าและการเผาในภาคเกษตรไทย

ภาคเกษตรไทย จุดเปลี่ยนของ Net Zero โลก

“ธุรกิจเกษตรคือภาคส่วนที่พึ่งพาธรรมชาติมากที่สุด” นายประสิทธิ์กล่าว พร้อมชี้ว่า อุตสาหกรรมเกษตรต้องเผชิญผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากที่สุดเช่นกันด้วยเหตุนี้ ซีพีเอฟจึงเดินหน้ากำหนดเป้าหมาย Net Zero ตั้งแต่ปี 2022 โดยมีเป้าหมายใหญ่ภายในปี 2050 แม้เป้าหมายนี้จะเร็วกว่าเป้าหมายระดับชาติของไทย (ปี 2065) ถึง 15 ปี

“เราเชื่อว่าเป้าหมายระดับประเทศก็จะถูกขยับให้เร็วขึ้นในอนาคต ประเทศไทยเองมีแนวโน้มจะขยับเป้าหมาย Net Zero มาอยู่ที่ปี 2050 เช่นเดียวกับประเทศผู้นำเศรษฐกิจโลก” นายประสิทธิ์ ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...