เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ‘เพื่อไทย’ ตะเพิด ‘ภูมิใจไทย’ พ้นพรรคร่วมฯ
หลายคนกำลังรอความชัดเจนจาก "น.ส.แพทองธาร ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี จะส่งสัญญาณเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลรับทราบเมื่อไหร่ หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พรรค พท. ต้องการปรับใหญ่ โดยจุดประสงค์สำคัญคือการดึงกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับมาอยู่ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยได้วางตัวนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาเป็น รมว.มหาดไทย แทน ส่วนการเจรจากับพรรค ภท. มี 2 ทางเลือก คือ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ และเสนอตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ให้ด้วย ส่วนทางเลือกที่ 2 คือแลกกับกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ หากพรรค ภท. ไม่ยินยอม ก็พร้อมจะแยกทางให้ไปเป็นฝ่ายค้าน การตัดสินใจครั้งนี้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากแกนนำระดับสูง ที่ตรวจสอบสถานการณ์และประเมินเสียงคัดค้านจากรอบด้านในทุกระดับ ว่าจะไม่มีแรงกระเพื่อมหากปรับ ครม. หรือแม้จะปรับพรรค ภท. ออกจากรัฐบาล ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่กำลังมีปัญหา ก็จะรอให้พรรคเกิดความชัดเจน และมีความเป็นไปได้ว่าหากกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ และกลุ่ม 21 สส. ไม่สามารถยึดพรรคได้ อาจต้องแยกสนับสนุนรัฐบาล โดยตำแหน่งรัฐมนตรี ก็จะเป็นโควตาของพรรคโอกาสใหม่ ที่จะมี "นายจตุพร บุรุษพัฒน์" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มาเป็นหัวหน้าพรรค และรอเสียบตำแหน่ง รมว.พลังงาน
ด้าน "นายอนุทิน" ให้ความเห็นถึงการปรับ ครม. ว่า ยังไม่มีการส่งสัญญาณจากนายกฯ เมื่อถามว่า มีความมั่นใจหรือไม่ว่ายังจะได้นั่งตำแหน่ง รมว.มหาดไทย นายอนุทิน ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "มั่นใจ" ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไม่ได้จริงๆ พร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า "พร้อมครับ" จากนั้น นายอนุทิน บอกกับผู้สื่อข่าวว่า "ให้รบกับศัตรูกันก่อน อย่าเพิ่งมารบกันเอง ถ้าเราหันมารบกันเอง จะร้องเพลงชาติให้ใครฟัง"
เมื่อหัวหน้าพรรค ภท. ยืนยันอย่างนี้ หมายความว่า พร้อมแตกหักกับพรรค พท. หากหวังยึดคืนกระทรวงมหาดไทย คงต้องรอดูท่าทีหัวหน้ารัฐบาล แต่น่าสังเกตว่า บรรดาสมาชิกพรรค พท. และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อยู่ในซีกเดียวกัน ออกมากดดันพรรค ภท. ให้ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือเป็นการได้รับสัญญาณมาจากใคร
ไล่ตั้งแต่ "นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด" สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ให้ความเห็นกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เลื่อนการประชุม ครม.สัญจร จ.พิษณุโลก วันที่ 23-24 มิ.ย. ออกไปก่อนว่า อำนาจการปรับ ครม. อยู่ที่นายกฯ แต่เพียงผู้เดียว ขอให้เชื่อมั่นนายกฯ หากปรับ ครม. การทำงานของรัฐบาลก็จะดีขึ้น ด้วยรัฐมนตรีใหม่ วิธีคิด วีธีนำการทำงานแบบใหม่ หากยังไม่ปรับรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ก็ยังสามารถทำงานได้ ถ้าสังเกตจะพบว่านายกฯ ไม่ติดยึดเรื่องปรับหรือไม่ปรับ ครม. แต่สถานการณ์โลก สถานการณ์ประเทศ ณ เวลานี้ การแข่งขันสูง ทุกคนจึงต้องตั้งตนบนความพร้อมสูงสุด ใช้เวลาในการเป็นรัฐมนตรีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศชาติและประชาชน
ส่วนการที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค จะมีปัญหาภายในก่อนการปรับ ครม. หรือไม่นั้น ถือเป็นวิถีของแต่ละพรรค ที่จะต้องบริหารจัดการ แก้ไขปัญหาภายในพรรคของตัวเองให้ดี อย่าให้ปัญหาภายในของพรรคของตัวเองส่งผลกระทบต่อรัฐบาล ส่วนกรณีที่บางพรรคแสดงอาการไม่พอใจ หากถูกปรับเปลี่ยนกระทรวงนั้น ขอให้เชื่อมั่นนายกฯ แต่หากพรรคร่วมพรรคนั้น อยู่เป็นรัฐบาลร่วมกันแล้วไม่มีความสุข ไม่สามารถพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อยกระดับให้งานของรัฐบาลขับเคลื่อนได้ดีขึ้น ก็สามารถตัดสินใจออกไปเป็นฝ่ายค้านได้ ถือว่าเป็นวิถีของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงไหนก็สามารถทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้
"หลายปัญหาทั้งภายใน และภายนอกประเทศ เชื่อว่า นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และ ครม. สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะ ครม.เดิม หรือ ครม.ใหม่ เชื่อว่าทุกฝ่ายจะทำหน้าที่ได้อย่างดี" นายอนุสรณ์ กล่าว
เช่นเดียวกับ "นายวรชัย เหมะ" อดีต สส.สมุทรปราการ พรรค พท. ให้ความเห็นกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ออกมาให้สัมภาษณ์พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ว่า สิ่งที่ประชาชนเห็นอยู่วันนี้ รัฐบาลทำงานกันคนละทิศคนละทาง ความขัดแย้งระหว่างพรรค พท. กับพรรค ภท. มีให้เห็นหลายครั้ง ในการพิจารณากฎหมายต่างๆ รวมถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงก็ไม่สอดประสานกัน ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ ประเทศชาติและประชาชนเสียประโยชน์ เมื่ออยู่กันไม่ได้ ก็ควรต่างคนต่างเดิน ไม่ควรทำงานด้วยกันต่อ เพราะเห็นว่าความขัดแย้งระหว่างพรรค พท. และ ภท. มีแต่จะลุกลามขยายตัวขึ้นทุกวัน ไม่มีท่าทีจะกลับมาดีเหมือนเดิม ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย
นายวรชัย กล่าวว่า เมื่อนายอนุทินให้สัมภาษณ์ ขู่ว่าพร้อมเป็นฝ่ายค้าน เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด เพราะนายอนุทินก็อยู่ในภาวะที่อยู่อย่างอึดอัด ทำงานด้วยกันไม่ได้ ควรจะแยกกันเดิน ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ประชาชนในบทบาทที่เลือก ไม่ว่าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็ทำงานให้ประชาชนได้ ในอนาคตหากพรรค ภท. สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนจนชนะเลือกตั้งได้ วันนั้นนายอนุทิน ก็สามารถเป็นนายกฯ ทำงานให้ประชาชนได้ จึงควรถือโอกาสนี้จังหวะนี้ที่สถานการณ์สุกงอมในการปรับ ครม. แยกทางในจังหวะที่ประชาชนไม่ได้ต่อว่า จะทำให้นายอนุทินไม่เสียหายทางการเมือง
ส่วนปัญหาในพรรค รสทช. ที่กลายเป็นพรรคอกแตก หลัง "นายสุชาติ ชมกลิ่น" รมช.พาณิชย์ ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค รทสช. ประกาศตั้ง "กลุ่ม 18" ยืนยันไม่สามารถทำงานร่วมกับพรรค รทสช. เพราะผู้บริหารของพรรค โดยเฉพาะ "นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" รองนายกฯ และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช. ไม่ได้สร้างความสมดุลและสนับสนุนการทำงานของ สส. ภายในพรรค ทุกอย่างไม่มีความเป็นธรรม จึงตัดสินใจแสดงจุดยืนว่า จะอยู่กันเป็นกลุ่ม 18 คน
ด้าน "นายศาสตรา ศรีปาน" สส.สงขลา พรรค รทสช. หนึ่งใน สส.กลุ่ม 18 โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ผมยังไม่ได้ไปไหน ผมคือ หนึ่งในคนที่ไปทานข้าวเมื่อวันก่อน (ครั้งแรก) เพื่อน สส. ในพรรคเรา ทานข้าวพูดคุยกันปกติ สนิทสนมกัน แลกเปลี่ยนแนวคิดพูดคุยงาน และปรับทุกข์ เรื่องของผมที่ไปปรับทุกข์ ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องการบ้าน การบ้านของผมมีเพียงเรื่องเดียว คือ นโยบายของพรรค ไม่ได้ขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมเพื่อประชาชน ผมไม่ได้โทษใคร แต่ นโยบาย รื้อ-ลด ราคาน้ำมัน และพลังงานให้ชาวบ้าน ยังไม่โดนขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมเพื่อประชาชน เคยได้ยินว่าการร่างแก้ไขกฎหมายพลังงาน เสร็จแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนการเลือกตั้งใหม่จะมาถึง จนผมมีความสงสัยว่า ทำไมไม่ยอมยื่นเข้าสภาเสียที? หลังจากที่บอกว่าเสร็จแล้ว ผ่านมาจนชาวบ้านรอ ผมก็ยังไม่เห็นอะไรคืบหน้า การแก้ไขราคาพลังงานในวันนี้ เป็นเพียงแค่การอุดหนุน โดยใช้ภาษีประชาชน ไม่ได้แก้ไขที่กฎหมายและโครงสร้าง ให้ลดราคาอย่างยั่งยืนครับ สส.เขตอย่างผมลงพื้นที่ทุกวัน แล้วผมจะไปตอบคำถามชาวบ้านอย่างไร? ผมเองในฐานะตัวแทนประชาชน ก็เริ่มมีความสงสัยในเรื่องนี้ และไม่แน่ใจว่าเรายังเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้ สุดท้ายเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ผมยังอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ และยินดียกมือให้ผ่านทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน
คงเป็นคำถามที่ส่งไปถึง "นายพีระพันธุ์" ในฐานะรองนายกฯ และรมว.พลังงาน ทั้งเรื่องการบริหารภายในพรรค และการทำงานในฐานะ รมว.พลังงาน ทำไมถึงยังทำให้เพื่อนร่วมพรรคมีความรู้สึกไม่พอใจ
ขณะที่ประเด็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ "นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์" อดีตโฆษกพรรค พท. ออกมากล่าวว่า ภายหลังศาลฎีกาฯ นัดไต่สวนกรณีนายทักษิณ กลุ่มขาประจำหน้าเดิม ที่ทำตัวเป็นปรปักษ์นายทักษิณและพรรค พท. ออกมาสวมบทนักวิเคราะห์การเมือง คาดการณ์ล่วงหน้า ผลแห่งคดีน่าจะเป็นลบต่อนายทักษิณ ทั้งที่กระบวนการทางคดี ศาลยังนัดไต่สวนพยานเพิ่มอีก 20 ปาก ตลอดเดือน ก.ค. เป็นไปตามขั้นตอน กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงจากพยาน หลักฐานต่างๆ ให้สิ้นข้อสงสัย ก่อนที่จะนัดฟังคำพิพากษา
แต่บุคคลหน้าเดิมๆ นักการเมือง นักวิชาการ กลุ่มนักเคลื่อนไหวและทนายความบางคน กลับออกมาฟันธงล่วงหน้า ชี้นำ ทำให้คนในสังคมคล้อยตามเห็นว่า นายทักษิณผิดแล้ว จะต้องถูกลงโทษกลับเข้าเรือนจำ นายทักษิณหนีแน่ๆ จะมีผลกระทบต่อพรรค พท. และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ สร้างเรื่องโยงให้เห็นเพียงแต่มุมเลวร้าย กรณีนี้หนทางยังอีกยาวไกล ทางที่ดีพวกนักจินตนาการทางการเมือง อย่าเพิ่งสร้างภาพหลอน ควรรอให้ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งใช้จินตนาการผสมกับอคติส่วนตัว มาชี้นำทำสังคมไขว้เขว
ขณะที่แหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ ให้ความเห็นกรณีศาลฎีกาฯ ไต่สวนการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในประเด็นการถูกส่งตัวออกรักษานอกเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า ผู้ต้องขังมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เท่านั้น แต่บางกรณีเมื่อมาถึงเรือนจำมาอยู่ในการคุมขัง ก็เกิดภาวะเครียด ความดันโลหิตสูง เรือนจำที่รับผิดชอบดูแล ก็ต้องนำตัวส่งออกรักษานอกเรือนจำ ภายในวันเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพัศดีเวรในวันดังกล่าว โดยเฉพาะหากเป็นเวลา แต่การนับวันต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาก็ยังดำเนินต่อไป ไม่ได้หยุดโทษลง ซึ่งมันย่อมดีกว่าการหยุดเวลาติดคุก เพราะถ้าหากผู้ต้องขังมีอาการเจ็บป่วยจริง จะต้องหมายถึงว่าผู้ต้องขังรายนั้นต้องป่วยและติดคุกไปจนตายใช่หรือไม่ เพราะต้องมารอให้หายป่วยก่อนแล้วจึงค่อยนับวันต้องโทษ
ปมอดีตนายกฯ รักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ยังต้องรอศาลฎีกาฯ ไต่ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบทสรุปที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบกับรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แน่ๆ โดยเฉพาะถ้าออกมาเป็นลบ
"ทีมข่าวการเมือง"