โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับสัญญาณค่าไฟฟ้าปลายปีต่ำกว่า 3.98 บาท/หน่วย

The Better

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 05.23 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 05.00 น. • THE BETTER
กฟผ.มองค่าไฟฟ้ามีโอกาสลดลงอีกตามต้นทุนเชื้อเพลิง ขานรับดีลซื้อก๊าซฯสหรัฐต้องประมูลแข่งราคาที่เหมาะสม  หวังได้โควตาผลิตไฟฟ้าเพิ่มช่วยรัฐได้อีกเยอะ

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าในอนาคต งวดสุดท้ายของปี (ก.ย.-ธ.ค.)ก็มีโอกาสต่ำกว่างวดปัจจุบัน( พ.ค.-ส.ค.68)ที่ 3.98 บาทต่อหน่วยจากทิศทางราคาเชื้อเพลิงอ่อนแอลง สวนทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นล่าสุดอยู่ที่ระดับ 32.38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับแผนเจรจากับสหรัฐเรื่องการลงทุนและการรับซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)เพื่อสร้างสมดุลการค้า ซึ่งทางกลุ่มกฟผ.พร้อมสนับสนุน โดยในหลักการที่สำคัญคือแอลเอ็นจีที่รับซื้อต้องเป็นราคาประมูลแข่งขันเพื่อให้ต้นทุนถูกที่สุดเกิดประโยชน์กับผู้ใช้ไฟฟ้า ขณะที่เป็นหลักการเดียวกับที่สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทยก็อยู่บนพื้นฐานต้นทุนราคาแข่งขันได้กับประเทศอื่น

ปัจจุบันกฟผ.มีหน้าที่สำคัญในการผลิตไฟฟ้าและดูแลค่าไฟฟ้าโดยที่ผ่านมาได้เข้าไปรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงให้ประชาชนทำให้เกิดหนี้สะสมค้างอยู่ 71,000 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันด้านการบริหารงานก็มีประสิทธิภาพสามารถนำเงินส่งเข้ารัฐ50% ของผลกำไรจนล่าสุดปีนี้ สร้างสถิติเป็นรัฐวิสาหกิจที่นำเงินส่งรัฐเป็นอันดับที่1 เป็นจำนวนเงิน 26,349 ล้านบาททั้งๆที่มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในตลาดเพียง 29% เท่านั้น

นอกจากนี้ภาครัฐยังควบคุมผลตอบแทนรายได้ของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) กำหนดอัตราส่วนผลตอบแทนการลงทุนเพื่อการดำเนินงาน (ROIC) ไม่เกิน 5% หากเกินอัตรานี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)จะใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (claw back) จาก 3 การไฟฟ้า มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าซึ่งเห็นได้ชัดค่าไฟฟ้างวดนี้ ถูกเรียกประมาณ 12,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 17 สตางค์ของหน่วย

อย่างไรก็ตามกฟผ.เป็นเครื่องมือของรัฐในการดูแลประชาชนทั้งค่าไฟและการนำเงินส่งรัฐ โดยปี2565 หาก กฟผ.ไม่ร่วมรับต้นทุนค่าไฟ1.5แสนล้านบาทค่าไฟฟ้าจะกระโดดไปถึง7-8บาทต่อหน่วย ดังนั้นในภาพรวมถ้ากฟผ.มีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นก็จะสร้างประโยชน์แก่รัฐเพิ่มมากขึ้นในการเป็นเครื่องมือดูแลประชาชน

นายเทพรัตน์ กล่าวว่า การดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าถือเป็นหัวใจหลักที่ 3 การไฟฟ้า โดยขณะนี้มีความเป็นห่วงการจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) โดยได้แจ้งไปยังสำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ถึงการลงทุนในพื้นที่อีอีซีว่ามีการลงทุนใหม่ที่กระจุกตัวมากน่าจะกระจายไปพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากมีความต้องการไฟฟ้าโครงการใหม่ ถึง 1 หมื่นเมกะวัตต์ โดยในจำนวนนี้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 20 ราย ที่ต้องใช้ไฟ 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งห่วงเรื่องความเสี่ยงหากเกิดปัญหาเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรืออุบัติเหตุใดใดต่อระบบในอีอีซีก็อาจจะกระทบต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีความเป็นห่วงถึงแผนพลังงานชาติในอนาคตที่กำหนดสัดส่วนพลังงานทดแทนถึง 50% ซึ่งต้องมีการวางแผนที่ดี เนื่องจากมีตัวอย่างในประเทศสเปนที่ใช้พลังงานทดแทน60% เมื่อเกิดไฟฟ้าดับทั้งประเทศปลายเดือนเม.ย.68 ทุกภาคส่วนกระทบหนัก โดยไทยต้องนำมาเป็นกรณีศึกษาและวางมาตรการป้องกันเป็นอย่างดีไม่ให้เกิดในไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...