โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ตึก สตง.' ถล่ม และ 'ครม.ตัวปลอม' ภาพฟ้อง 'การเมือง รัฐราชการทุจริต' : 'การเมืองสุจริต' คือ ทางรอดประเทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2568 เวลา 02.14 น.

บทความพิเศษ | ชวลิต วิชยสุทธิ์

‘ตึก สตง.’ ถล่ม และ ‘ครม.ตัวปลอม’

ภาพฟ้อง ‘การเมือง รัฐราชการทุจริต’

: ‘การเมืองสุจริต’ คือ ทางรอดประเทศ

ตึก สตง. เป็นตึกเดียวในประเทศไทยที่ถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มีนาคม 2568

หลังจากนั้น กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้พบความผิดปกติมากมาย

ตั้งแต่ข่าวการปลอมลายเซ็นวิศวกร เหล็กไม่ได้มาตรฐาน ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น

หลังจากตึก สตง.พังถล่ม ก็มีข่าวตึกของส่วนราชการ องค์กรอิสระ มีปัญหาในการก่อสร้างอีกมากมายตามมา เช่น ตึกของสำนักงาน กสทช. งบประมาณก่อสร้างกว่าสองพันล้านบาทเช่นกัน พบว่า การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ซึ่งล้วนแล้วแต่สันนิษฐานได้ว่ามีการทุจริต คอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในวงราชการ องค์กรอิสระ และเชื่อมโยงกับการเมืองที่เกี่ยวข้อง

การทุจริต มิใช่มีเพียงการทุจริตจากการใช้เงินงบประมาณของทางราชการเท่านั้น

อีกปรากฏการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ “ทางการเมือง” ที่ส่อว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้งเกิดขึ้น นั่นคือ การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 8 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2868 ที่ผ่านมา

ประชาชนทั่วประเทศคงได้เห็นการวิเคราะห์ทางการเมืองที่สื่อโทรทัศน์ทุกสำนักได้เชิญนักวิเคราะห์ทางการเมืองไปให้ความเห็น คาดการณ์การเลือกตั้ง ซึ่งล้วนให้ข้อมูลว่า “กระสุนดินดำ” ซึ่งก็คือ “เงินซื้อเสียง” เป็นปัจจัยสำคัญชี้ขาดในการเลือกตั้ง มีการใช้ “เงินซื้อเสียง” กันอย่างมหาศาล เอิกเกริก ถึงขนาดตั้งราคาเสียงละ 1,000 บาทขึ้นไป ไม่รวมค่าบริหารจัดการอีก เขตละ 20-30 ล้านบาท

การสื่อสารว่ามีการซื้อเสียงดังกล่าวผ่านทางโทรทัศน์ทุกสำนัก ได้ยินได้เห็นกันทั่วประเทศ ทุกวันๆ รู้สึกทั้งอับอาย ทั้งเศร้าใจที่นักวิเคราะห์การเมืองแจ้งข้อมูลการซื้อเสียงดังกล่าวต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย แต่ กกต.ไม่สามารถสืบสวน สอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้เลย

นับวันการซื้อเสียงทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมีแต่จะรุนแรงมากขึ้นๆ

เป็นที่แน่นอนว่า เมื่อผู้ซื้อเสียงที่ใช้เงินจำนวนมากได้รับเลือกตั้ง ก็ต้องเข้าไปถอนทุน และสะสมทุนไว้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

แล้วอย่างนี้งบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนา แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจะถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้อย่างไร

ผมยกตัวอย่างปรากฏการณ์สำคัญดังกล่าว เฉพาะปี 2568 เพื่อสะท้อนว่า การทุจริตในวงราชการและการเมืองได้แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของระบบการเมือง ราชการ ท้องถิ่น แม้กระทั่งองค์กรอิสระ โดยก่อนหน้านั้นการทุจริตในแวดวงการเมืองและรัฐราชการมีแต่จะฝังรากลึก แทรกซึมไปทุกอณูของทุกภาคส่วนต่างๆ

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจเลยที่องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI ) ได้แถลงเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 เผยแพร่ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต คอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index หรือ CPI ) ประจำปี 2567 จากจำนวน 180 ประเทศทั่วโลก พบว่า ในคะแนนเต็ม 100 คะแนน ประเทศไทยได้คะแนนเพียง 34 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 107 ของโลก และเมื่อดูคะแนนของประเทศในอาเซียนด้วยกัน พบว่า สิงคโปร์ได้ 84 คะแนน (ลำดับ 3 ของโลก) มาเลเซียได้ 54 คะแนน ติมอร์-เลสเต ได้ 44 คะแนน เวียดนามได้ 40 คะแนน อินโดนีเซียได้ 37 คะแนน ล้วนอยู่ในลำดับที่ดีกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น

การที่ประเทศไทยมีผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต คอร์รัปชั่น หรือ CPI ได้เพียง 34 คะแนนดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะต้นทุนของนักลงทุนจะสูงขึ้น

ที่สำคัญ งบประมาณที่ลงไปพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือไม่ถึงมือประชาชนเท่าที่ควร การพัฒนาประเทศของเราจึงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ประเทศไทยมี

โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติที่เรามี ทั้งอยู่ในที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลจากภัยธรรมชาติ ควรจะได้เปรียบกว่าประเทศอื่น

ณ ปัจจุบัน จากปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นในแวดวงการเมืองและรัฐราชการที่สะสมมาช้านาน ส่งผลให้ประเทศไทยเริ่มกลายเป็นประเทศที่ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ถูกแซงไปทีละประเทศๆ

ทั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศในเอเชียที่เจริญแล้ว อย่าง เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่ก้าวหน้าไปอย่างมากแล้ว

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังประสบปัญหาพายุใหญ่อีก 2 ลูก พัดเข้ามาพร้อมกัน ดังนี้

ลูกแรก การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีนโยบายประกาศอัตราภาษีศุลกากรกับประเทศไทย สูงถึง 36%

ลูกที่สอง การที่มูดีส์ สถาบันจัดอันดับทางการเงินระดับโลก ได้ประกาศลดสถานะความน่าเชื่อถือทางด้านการเงิน การคลังของประเทศไทย เป็น “เชิงลบ” จากเดิม “มีเสถียรภาพ” โดยยังคงอันดับ Baa1 ไว้

การที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาสำคัญในประเด็น “การเมืองและรัฐราชการทุจริต” ทั้งยังประสบกับพายุใหญ่อีก 2 ลูกดังกล่าว นับเป็นเรื่องน่ากังวลที่ฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีจะมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

แต่เมื่อศึกษาถึงโครงสร้างของฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรี ที่คนไทยเราจะฝากความหวังไว้กับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น การพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีปัญหาสลับซับซ้อน ทั้งปัญหาสังคมที่ยาเสพติดแพร่หลายทุกหมู่บ้าน ตำบล ปัญหาเศรษฐกิจ ที่หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูงติดเพดาน

ปัญหาการเมืองภายในที่ร้าวฉานในรัฐบาลเอง ตลอดจนปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่ประเทศไทยอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่จะจัดวางยุทธศาสตร์ให้สมดุลได้อย่างไร เป็นเรื่องน่ากังวลยิ่ง

เพราะดูสภาพการณ์แล้ว คนไทยไม่น่าจะฝากความหวังอะไรไว้ได้กับคณะรัฐมนตรีที่มีสภาพและโครงสร้างเช่นนี้ที่ไม่อาจรับมือกับปัญหาที่หนักหน่วง สลับซับซ้อนดังกล่าวได้

เพราะคณะรัฐมนตรีชุดนี้ “ไม่ใช่ตัวจริง” แต่เป็น “ตัวปลอม” ที่มีบุคคลที่มีอำนาจจริงอยู่เบื้องหลังในการบริหารประเทศ กล่าวคือ

– ลูกแทนพ่อ

– พ่อแทนลูก

– น้องแทนพี่

– คนใกล้ชิดแทนคนมีบารมีหรือนายทุนที่สนับสนุนพรรค

ฯลฯ

การบริหารประเทศเป็นเรื่องของชาติ บ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องของครอบครัว ไม่ใช่ทำเป็นเด็กเล่นขายของ

จากโครงสร้างดังกล่าว จึงไม่เห็นทางออกของการแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองของรัฐบาลชุดนี้

และเมื่อมองไปข้างหน้าหากมีการยุบสภา ลาออก หรือลากยาว อยู่กันจนครบเทอม แล้วคนไทยต้องมาเลือกตั้งภายใต้โครงสร้าง “การเมืองและรัฐราชการทุจริต” เราก็จะได้กลุ่ม ก๊วนการเมืองทุจริตใช้เงินซื้อเสียงรวมตัวกันเข้ามาเป็นรัฐบาล มาถอนทุนจากการซื้อเสียง และสะสมทุนไว้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ประชาชนจะได้เงินในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น จากนั้นก็จะจนลงๆ เหมือนเช่นทุกวันนี้ เห็นได้จากหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนติดเพดาน มูดีส์ลดเครดิตประเทศไทยลง

องค์กรความโปร่งใสนานาชาติเผยผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตที่มีคะแนนตกต่ำ น่าอับอายของประเทศไทยทุกปีๆ

เราคนไทยจะปล่อยให้ประเทศไทยของเรา ของคนไทยทุกคนเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ

บทความนี้ ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะตำหนิใครเลย แต่เมื่อโครงสร้างของระบบหลอมรวมเอาความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อันเป็นกิเลสของมนุษย์สะสมเข้าๆ จนตกผลึกยากที่จะแก้ไขโดยลำพัง ต้องอาศัยพลังมหาชนในการโค่นล้ม “การเมือง และรัฐราชการทุจริต” เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าๆ ประเทศไทยก็จะกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” ในที่สุด

ผมเห็นว่า “การเมือง” เป็น “หัวใจของปัญหา”

เมื่อเราค้นพบ “หัวใจของปัญหา” แล้ว ต้องแก้ให้ตรงจุด

ที่ผ่านมา การเมืองบ้านเราเป็น “การเมืองทุจริต”

การจะ “ปราบโกง” และ “ปราบความจน” ได้ ผู้ปราบต้อง “สุจริต” และต้องได้ “อำนาจรัฐ” จากความพร้อมใจของ “ประชาชน”

ท้ายที่สุดของบทความนี้ต้องการชี้ให้สังคมเห็นภาพจำที่เป็นโจทย์สำคัญของคนไทยที่จะต้องร่วมกันแก้ไขใน 3 ประเด็น ดังนี้

1. ภาพจำแรกเป็นวิดีโอที่แสดงภาพเคลื่อนไหวขณะตึก สตง.พังกล่มลงมาทั้งตึก กองเป็นขนมชั้น มีคนงานตาย เจ็บ จำนวนมาก โดยเป็นตึกเดียวในประเทศไทยที่มีการพังถล่มเสียหายอย่างสิ้นเชิง สะท้อนว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น เป็นภาพที่เห็นแล้วเสียดแทงความรู้สึกคนไทยว่าตึกพังและมีคนบาดเจ็บล้มตายเพราะมีการทุจริตในโครงการ

ที่สำคัญ การทุจริตนั้นเกิดในหน่วยงานองค์กรอิสระ คือ สตง.ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตของส่วนราชการต่างๆ แต่การทุจริตนั้นกลับมาเกิดในหน่วยตรวจสอบเสียเอง

แสดงว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในทุกองค์กร แม้กระทั่งองค์กรในการตรวจสอบ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าถึงขั้นเป็นมะเร็งร้าย ลุกลามไปทั่ว จำเป็นต้องผ่าตัด หรือใช้ยาแรง

2. ภาพจำการเลือกตั้ง ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 8 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุด ได้มีนักวิเคราะห์ทางการเมืองให้ความเห็นต่อสื่อมวลชนทุกสำนักว่า ปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้ง คือ กระสุนดินดำ หรือเงินซื้อเสียง ซึ่งผิดกฎหมายเลือกตั้ง กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวบ้านรับรู้ทั่วไป

แต่ กกต.แทบจะสืบสวน สอบสวนหาตัวผุ้กระทำผิดไม่ได้เลย ทำอย่างไรจะเป็นภาพจำของประชาชนเพื่อที่จะได้ร่วมกันรวมพลังต่อต้านการทุจริตในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

3. ภาพจำคณะรัฐมนตรีชุดนี้ซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรีที่ไม่ใช่ตัวจริงเสียหลายท่าน ส่งผลให้ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และขาดความน่าเชื่อถือ ทำอย่างไรประชาชนจะจำภาพจำนี้ได้ว่า ถ้าได้ผู้บริหารประเทศเช่นนี้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศชาติและความเดือดร้อนของประชาชนได้

ทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวล้วนมีสาเหตุจาก “การเมืองและรัฐราชการทุจริต”

ดังนั้น การสร้าง “การเมืองสุจริต” จึงเป็นทางรอดของประเทศที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาทางออกที่นับว่าเป็นโจทย์สำคัญยิ่ง

จึงขอเป็นผู้หนึ่งที่เปิดประเด็นต่อสาธารณะว่า บ้านเมืองของเรามีปัญหาสำคัญด้วยปมปัญหาใหญ่ คือ “การเมืองและรัฐราชการทุจริต”

เราคนไทยซึ่งประสบปัญหาด้วยกันจะรวมพลังเพื่อร่วมกันสร้าง “การเมืองและรัฐราชการสุจริต” ได้อย่างไร

นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ตึก สตง.’ ถล่ม และ ‘ครม.ตัวปลอม’ ภาพฟ้อง ‘การเมือง รัฐราชการทุจริต’ : ‘การเมืองสุจริต’ คือ ทางรอดประเทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...