ส้มไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ได้ทำให้ไทยเป็นรัฐล้มเหลว | คำ ผกา
คำ ผกา
ส้มไม่ได้เป็นรัฐบาล
ไม่ได้ทำให้ไทยเป็นรัฐล้มเหลว
ความพยายามของนักข่าวบีบีซีไทยในการติดต่อขอสัมภาษณ์เจมส์ เอ โรบินสัน ผู้เขียน Why Nations Fail นั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม
เพราะอย่างน้อยมันก็ได้ขยายขอบฟ้าของการสนทนาเรื่องนี้ให้กว้างขวางออกไปอีก
และมันดีมากๆ ที่เราจะได้อ่านด้วยตาและฟังด้วยหูของเราว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มองพลวัตของการเมืองไทยอย่างไรจากกรอบของการวิเคราะห์ที่เขาใช้ในการเขียนหนังสือของเขา
ซึ่งต้องหมายเหตุว่าเขาออกตัวแล้วว่าเขาไม่ได้ศึกษาสังคมไทยอย่างใกล้ชิด
แต่ก่อนที่เราจะไปที่เจมส์ เอ โรบินสัน ฉันมองว่ามันจำเป็นที่เราจะมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า บทสนทนานี้ดังกระหึ่มขึ้นมาเพราะอยู่ๆ ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะ “รัฐล้มเหลว” (และเราพึงเขียนโน้ตไว้ตรงนี้ว่า เจมส์ เอ โรบินสัน ไม่ใช่เจ้าของวลี “รัฐล้มเหลว”)
เมื่อมีคนโยนคำว่ารัฐล้มเหลวลงมาปุ๊บ คนที่เกลียดรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน สื่อมวลชน หรือแม้แต่นักรัฐศาสตร์ไทยก็กระโดดงับกันเร็วมาก
เช่น ดูสิบ้านเมืองเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ตึก สตง.ถล่ม แผ่นดินไหวไม่มีการแจ้งเตือน นายกฯ ก็เป็นคุณหนูไม่มีความรู้ความสามารถ เป็นนอมินีของพ่อ พรรคร่วมรัฐบาลรุมกินโต๊ะเพื่อไทย ฯลฯ แย่แล้วๆ เราเป็นรัฐล้มเหลวเพราะเพื่อไทยตระบัดสัตย์
ส่วนนางแบกอย่างฉันก็ถามกลับว่า ดูกรผู้เจริญส้ม ถ้ารัฐล้มเหลวจริง ทำไมรัฐยังตามเก็บภาษีเราได้ทุกบาททุกสตางค์ละเนี่ย
ไม่เพียงเท่านั้น สมัยนี้เราได้รับใบสั่งจราจรผ่านแอพพ์ทางรัฐ เรามีใบขับขี่ออนไลน์ เราสามารถทำพาสปอร์ตได้ง่ายๆ ผ่านระบบตู้อัตโนมัต เรามีเทเลเมดิซีน
อะไรเหล่านี้จะไม่มีวันทำได้หากเราอยู่ในสภาวะรัฐล้มเหลว ดังนั้น ผู้เจริญส้มโปรดตรองดูเถิด หากท่านยังโดนสรรพากรทวงภาษีผ่านระบบ e tax หรือท่านยื่นภาษี และได้เงินภาษีคืนผ่านระบบออนไลน์อย่างแม่นยำได้
มันคือข้อพิสูจน์ว่าเราห่างไกลจากคำว่า “รัฐล้มเหลว” มากเหลือเกิน
เมื่อจำนนว่าสภาพของประเทศไทยไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่ารัฐล้มเหลว จึงมีพสกนิส้มอีกกลุ่มหนึ่งพยายามหาคำอธิบายใหม่
แล้วเขาก็ไปเจอหนังสือที่ชื่อว่า Why Nations Fail โอ้ว เยส เยส เยส นี่ไง เราไม่ใช่รัฐล้มเหลว แต่เรามีอะไรหลายอย่างที่อาจกลายเป็น “ประเทศที่ล้มเหลว” แบบที่หนังสือเล่มนี้ว่าเอาไว้ก็ได้นะ แถมคนเขียนยังได้รางวัลโนเบลด้วย เรามาสนใจเรื่องนี้กันเถอะ
แล้วรู้ไหม สาเหตุที่ทำให้ประเทศชาติกลายเป็นประเทศชาติที่ล้มเหลวมันเกิดจากอะไร หนังสือเล่มนี้บอกว่ามันเกิดจากสถาบันทางการเมืองที่เอาเปรียบ กอบโกย กลุ่มอำนาจบิดเบือนกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ระบบการเมืองคอร์รัปชั่น ติดกับดักความยากจน ความเหลื่อมล้ำแบบไม่มีทางออก
เนี่ยๆๆๆ เราๆ ท่านๆ หากเราไม่เร่งปฏิรูประบบนิติรัฐ นิติธรรม ประเทศเราจะล้มเหลวเละเทะแน่ๆ
โดยนัยคือพสกนิส้มต้องการจะบอกว่า รัฐบาลเพื่อไทยตระบัดสัตย์มันไปหนุนส่งการเมืองระบบอุปภัมป์ การคอร์รัปชั่น การรวมหัวกันของนักการเมืองชั่ว เจ้าสัว นายทุน ขุนศึกกอบโกยผลประโยชน์ เลวมากๆ
ถ้าหากพ่อส้มเราเป็นรัฐบาล ประเทศเราจะไม่แย่แบบนี้
เมื่อมีคำอธิบายที่ “เข้าท่า” ขนาดนี้ พสกนิส้มก็ปรบมือ โห่ร้องกันใหญ่ว่า ใช่แล้ว เรายังไม่เป็นรัฐล้มเหลว แต่หากเราไม่ “ปฏิรูป” ไม่จัดการกับนักการเมืองคอร์รัปชั่น การซื้อเสียง การผูกขาดของนายทุน ประเดี๋ยวเถอะ อีกไม่นานหรอกประเทศชาติเราจะ fail พอ fail ต่อเนื่องก็จะเข้าข่ายรัฐล้มเหลวไง
อีพวกนางแบกมันโง่ มันไม่รู้เรื่อง
นางแบกอย่างฉันก็ต้องบอกว่า ดูกร พสกนิส้ม โปรดใจเย็น
แนวคิดเรื่องรัฐกับสังคม และสิ่งที่นักรัฐศาสตร์นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาพยายามจะหาคำตอบมาตลอดคือ ทำไมในบางสังคมประชาธิปไตยมันสร้างได้และลงหลักปักฐาน แข็งแรง สำเร็จ
แต่ในบางสังคมทำไมถึงล้มเหลว แม้แต่ในประเทศเดียวกันแค่ภาคเหนือกับภาคใต้ ลักษณะแห่งความเป็นประชาธิปไตยยังต่างกัน เช่น อิตาลีเหนือกับอิตาลีใต้
จึงนำมาซึ่งความพยายามจะมองหาปัจจัยฉุดรั้งและปัจจัยหนุนเสริมให้เกิดประชาธิปไตยเข้มแข็ง
นักรัฐศาสตร์บางคนก็มองว่าเป็นเรื่องรัฐราชการ ระบบอุปถัมภ์
บ้างก็ให้ความสำคัญกับปัจจัยเรื่องรัฐที่เข้มแข็งแปรผกผันกับ (ประชา) สังคมที่อ่อนแอ
บ้างก็ว่าต้องรัฐอ่อนแอ ภาคสังคมเข้มแข็งจะดี
บ้างก็มองปัจจัยทางวัฒนธรรมที่เอื้อหรือไม่เอื้อต่อการเกิดภาคประชาสังคม บ้างก็มองว่าระบบอุปถัมภ์ไม่ได้เป็นศัตรูต่อการสร้างประชาธิปไตย
และดูเหมือนว่าการศึกษาเกี่ยวกับอุปสรรคของประชาธิปไตยไทยนั้นจะไปไกลกว่าเรื่องระบบอุปถัมภ์ (Clientelism) ไปสู่เรื่อง Deep State ว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่เรื่องบังเอิญและมักจะผ่านการวางแผนมาอย่างแยบยล เป็นกลไกคู่ขนานกับการทำงานเชิงอุดมการณ์ที่ทำให้คนไทยเกิดความมั่นใจไปโดยปริยายว่า “ประชาธิปไตยกับความเป็นไทยและคนไทยนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อกันเสมอมา”
แม้แต่ในหมู่ของคนที่กระหายในประชาธิปไตยก็มักมีคำพูดติดปากเสมอว่า “คุณภาพคนไทยมีแค่นี้ อย่าหวังเลยว่าเราจะสร้างประชาธิปไตยได้”
“คนไทยชอบแต่นักการเมืองสายเปย์ แล้วเมื่อไหร่เราจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง” เป็นต้น
(และขอไม่ลงรายละเอียดว่า ยังมีอีกหลายคำอธิบาย งานวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการ “ไม่กลายเป็นประชาธิปไตย” ของสังคมไทย แต่ฉันเลือกหยิบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ สังคม และสถาบันเชิงสังคมการเมืองมาเพื่อจะโยงไปที่ประเด็นของเจมส์ โรบินสัน ว่าด้วย Why Nations Fail)
เจมส์ โรบินสัน นี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เขาจึงไม่ได้มองในมิติของรัฐในแง่ของกฎหมายหรืออำนาจล้วนๆ
แต่มองเรื่องการจัดสรรปันส่วนทรัพยากรอย่างเป็นธรรม เขาจึงใช้คำว่า Inclusive institution กับ Extractive institution ซึ่งถอดความอย่างหยาบที่สุดคือ
Inclusive Institution คือสังคมประชาธิปไตย อำนาจ ทรัพยากร ถูกกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ทุกคนในสังคมต่างมีส่วนแบ่งในอำนาจ ทรัพยากรในสัดส่วนที่ไม่ต่างกันมาก
ตรงกันข้าม Extractive Institution คือสังคมที่สถาบันทางการเมืองถูกควบคุม ครอบครอง สืบทอดอำนาจโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและใช้อำนาจนั้น “สกัด” (extract) เอาทรัพยากร ความมั่งคั่ง ทุกสิ่งอย่างที่ดีที่สุดไปไว้ในกลุ่มและพวกพ้องของตนเอง และประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศได้กินแต่ส่วนที่เป็น “กาก”
จินตนาการเราเอาแคร์รอตไปสกัดแยกกาก กลุ่มชนชั้นนำกินน้ำแคร์รอตหวานหอมมีวิตามิน
ส่วนประชาชนส่วนใหญ่ได้กินส่วนที่เป็นกากของเหลือ (ในบทความของบีบีซีไทยแปล extractive institution ว่า สถาบันทางการเมืองแบบแสวงหาประโยชน์หรือขูดรีด)
เมื่อเป็นเช่นนี้ฉันคิดว่าความผิดฝาผิดตัวในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ของบีบีซีไทยคือการไปถามเจมส์ โรบินสัน ว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวแล้วหรือยัง?
เพราะ Why Nations fail พูดถึงปัจจัยที่ทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งประสบความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิต และจรรโลงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของพลเมืองในฐานะเจ้าของอำนาจ และ ปัจจัยใดที่ทำให้บางประเทศล้มเหลวที่จะสร้างประเทศชาติที่อยู่แล้วมีความสุข มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี อันเป็นคนละเรื่องกับ “รัฐล้มเหลว” เพราะหลายประเทศบนโลกใบนี้ที่มี extractive institution ก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่จะกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” เช่นในบางประเทศที่ปัจจุบันปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำ หรือประเทศเผด็จการหลายประเทศก็ไม่ได้กลายเป็นรัฐล้มเหลว
ดังนั้น ก่อนจะตีโพยตีพายเรื่องรัฐล้มเหลว หรือ วาย เนชั่น เฟล ต้องแยกให้ได้ว่า ประเทศที่ล้มเหลวในการสร้างประชาธิปไตยและสังคมที่มีความเสมอภาคกับประเทศที่ประสบกับสภาวะ “รัฐล้มเหลว” มันเป็นคนละเรื่องกัน
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของบทสัมภาษณ์นี้คือการที่เจมส์ โรบินสัน พยายามจะอธิบายว่า ประเทศไทยยังไม่ได้หลุดจากกรอบของการเป็นประเทศที่รัฐและสังคมมีความเข้มแข็ง (narrow corridor)
เขาพูดว่า “มันมีทั้งข่าวร้ายและข่าวดี แต่ข่าวดีคือประเทศไทยยังไม่หลุดออกจากระเบียงแคบไปไกล คุณไม่ได้เป็นเหมือนจีนกับเวียดนาม และไม่ได้อยู่ในภาวะล้มเหลวแบบเยเมนหรือโซมาเลีย นั่นแหละคือสิ่งที่ดี คุณยังมีโอกาสอยู่ในเกม แต่ต้องตัดสินใจว่าจะก้าวทางไหน”
ฉันโควตคำพูดประโยคนี้มาจากบทสัมภาษณ์บีบีซีไทย อันน่าประหลาดใจว่าไม่เห็นใครโควตประโยคนี้เลย ทั้งๆ ที่มันเป็นประโยคที่ตอบคำถามเรื่อง “ไทยเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่” ได้ชัดเจนที่สุด
และฉันก็ประหลาดใจมากว่าบีบีซีไทยไม่เลือกประโยคนี้ขึ้นพาดหัว แต่กลับเลือกพาดหัวว่า “ไทยเป็นรัฐล้มเหลวแล้วหรือไม่”
สำหรับเจมส์ ผู้เขียน วาย เนชั่น เฟล เขาชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคของประเทศไทยที่จะกลายเป็นประเทศ “เจริญแล้ว” ในทุกมิติ เกิดจากการที่กองทัพยังไม่ยอมถอนตัวออกจากการเมือง
จุดนี้ทำให้ไทยต่างจากเกาหลีใต้ และเหตุผลที่กองทัพของไทยไม่ยอมถอนตัวออกจากการเมือง เกิดจากสิ่งที่เขาเรียกว่า political project ที่อาจแปลว่า “แรงจูงใจทางการเมือง” (ไม่ใช่โครงการการเมือง)
สำหรับเจมส์ เขามองว่ากองทัพเกาหลีใต้ไม่เคยมองว่าการบริหารประเทศเป็นหน้าที่หรือภารกิจของกองทัพ การรัฐประหารปี 1961เป็นความจำเป็นที่เกิดขึ้นชั่วคราว เมื่อหมดหน้าที่อันเกิดจากความจำเป็นนั้นก็ถอยออกไปแต่โดยดี
ตรงกันข้าม เจมส์บอกว่า เขาไม่แน่ใจว่า กองทัพ หรือสถาบันอื่น project ตัวเองในทางการเมืองอย่างไร เช่น มองว่าตนเองมีความชอบธรรมตามธรรมชาติอยู่แล้วที่จะเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ดังนั้น จึงไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องออกจากตรงนี้ แถมยังอาจจะคิดว่าตนเองมีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและประชาชนจากนักการเมืองที่เลวทรามด้วยซ้ำ
แต่ดูเหมือนนักข่าวบีบีซีไทยจะไม่เข้าใจเรื่อง political project เลยใส่ในคำถามต่อมาว่า “แปลว่าประเทศไทยต้องการ strong man แบบประธานาธิบดีพัคหรือลีกวนยู หรือ?”
เจมส์เลยตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่” (และอันที่จริงนักข่าวท่านนั้นควรเข้าใจว่าจะเอาพัคกับลีกวนยูมาวางในระนาบเดียวกันแล้วเรียกว่า strong man ก็ผิดฝาผิดตัว เพราะเจมส์ก็อธิบายแล้วเรื่อง political project ดังนั้น หากจะเทียบก็ต้องเทียบไทยกับเกาหลีใต้ต่อ ไม่ใช่กระโดดไปที่ลีกวนยู)
เจมส์ก็อุตส่าห์เมตตานักข่าวด้วยการยกตัวอย่างอีกว่า หากจะมีผู้นำสายแข็ง ฮุน เซน จะเป็นตัวอย่างที่ดีกว่า และนิยามของผู้นำอย่างฮุน เซน คือ good leader ไม่ใช่ strong man (และ strong man ในภาษาทางรัฐศาสตร์ มันหมายถึงผู้นำสายเจ้าพ่อ นักเลง มาเฟียที่เปี่ยมไปด้วยคาริสม่าเป็นที่รักของคนจนอะไรแบบนั้น)
และเจมส์ยังถือโอกาส “สอนหนังสือ” นักข่าวไทยต่อว่า อย่าเอาสิงคโปร์เป็นบรรทัดฐานเลย สิงคโปร์เป็นรัฐที่เป็นเกาะขนาดเล็ก เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอังกฤษ และมีความเป็นประเทศโลกที่หนึ่งตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แล้ว
ในแง่ “การเมือง” ปัญหาของสิงคโปร์ไม่ซับซ้อนแบบประเทศไทย ไม่ได้บอกว่าลีกวนยูไม่เก่ง
แต่ลองให้ลีกวนยูไปบริหารประเทศไทย เขาอาจจะล้มเหลวก็ได้
ประเด็นสำคัญที่สุดในบทความนี้และแทบไม่มีใครพูดถึงคือช่วงที่เจมส์บอกว่า
“ถ้าเรามีใครสักคนที่ดีมาก เก่งมากมาพัฒนาประเทศมันก็ดี แต่จะไปหาคนคนนั้นมาจากไหน?
แต่อย่างน้อยทุกคนรู้ว่าประชาธิปไตยนี่แหละคือวิธีที่ดีที่สุดในการหาผู้นำ ถึงแม้มันจะได้ผู้นำแย่ๆ ในบางครั้ง
แต่มันเปิดโอกาสให้คนได้เลือก ได้พิจารณา และให้นักการเมืองค่อยๆ สร้างชื่อเสียงจากผลงาน นั่นคือสิ่งที่มนุษยชาติและประวัติศาสตร์ได้บอกกับเราว่าประชาธิปไตยคือวิธีที่ดีที่สุดในการคัดเลือกผู้นำและดูแลผลประโยชน์ในระยะยาว และโดยเปรียบเทียบกัน ผมมองว่าประเทศไทยก้าวไปไกลกว่าเวียดนามในการสร้างสังคมการเมืองที่พยายามโอบอุ้มทุกคนเอาไว้ไม่ให้ตกหล่นสูญหายไปในสมการทางการเมือง (inclusive political system)”
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เขียนหนังสือ Why Nation Fail ยังถือโอกาส “สอน” ต่อว่า การเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่มีสถาบันสกัดผลประโยชน์ไม่ค่อยยอมกระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศ (Extract Institutions) ไปสู่สังคมที่แชร์ทรัพยากรและผลประโยชน์ร่วมกัน (Inclusive Institutions) สิ่งที่จำเป็นมากๆ คือการสร้างแนวร่วมที่กว้างหรือ Broad Coalition เพื่อ “ยัน” กับกลุ่มอำนาจของชนชั้นนำเดิมที่ผูกขาดผลประโยชน์และอำนาจทางการเมืองอย่างไร และสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากคือ “การจินตนาการถึงอนาคต”
เขาย้ำว่า “หากจินตนาการถึงสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ ก็จะไม่มีวันเดินไปข้างหน้าได้เลย”
สําหรับฉันคำว่า “จินตนาการถึงสิ่งใหม่” เป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับสังคม เพราะการจินตนาการถึงสิ่งใหม่มันตั้งอยู่บนความคิดที่เชื่อว่า “ไม่มีอะไรในโลกที่เป็นไปไม่ได้”
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการจินตนาการว่า มนุษย์ก็บินได้เหมือนนก ฟังดูเหลวไหลไร้สาระ แต่ด้วยจินตนาการนี้ก็ทำให้เรามีเครื่องบิน โดยเนื้อหาของคำว่าจินตนาการถึงสิ่งใหม่ มันคือจิตวิญญาณของ “มนุษยนิยม” ซึ่งถึงที่สุดแล้วมันคือหัวใจและกำเนิดของ “ประชาธิปไตย” เพราะหากเราไม่เชื่อในมนุษย์ เราคงยังมีจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ เรายังคงเชื่อเรื่องกษัตริย์คืออวตารของเทพ
คำพูดง่ายๆ ว่า “จินตนาการถึงสิ่งใหม่” จึงลึกซึ้งมาก หันกลับมาดูสังคมไทยที่คนร้อยละร้อยของเราเป็น “อนุรักษนิยม”
แค่รัฐบาลทักษิณเคยเสนอให้เราเปลี่ยนไทม์โซนจากอินโดไชน่าไทม์โซนไปอยู่ในไทม์โซนของสิงคโปร์ คนไทยยังกรีดร้องเหมือนโลกจะแตก
แล้วเราจะจินตนาการถึงสิ่งใหม่กันได้เมื่อไหร่?
สิ่งที่ปิดกั้นสังคมไทยไม่ให้จินตนาการถึงสิ่งใหม่ได้คืออุดมการณ์ “อนุรักษนิยม” และแม้แต่กลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นคนก้าวหน้าในประเทศนี้ก็มีจิตวิญญาณเป็นอนุรักษนิยม
ผู้เขียน Why Nations Fail บอกว่า “เราต้องพร้อมที่จะลองผิดลองถูก ผิดก็ลองใหม่ไปเรื่อยๆ”
หันกลับมาดูสังคมไทย เสนอให้เปลี่ยนไทม์โซนก็กรีดร้อง
เสนอให้ทำแลนด์บริดจ์ก็กรีดร้อง
เสนอให้ทำ Entertainment complex ก็กรีดร้อง
รัฐบาลจะทำ G Token ก็กรีดร้อง
สมัยก่อนทำหวยบนดินก็เคียดแค้นจนต้องยกเลิกไป
นายกฯ ไลฟ์ช่วยชาวสวนขายทุเรียนก็กรีดร้อง
เสนอให้ต่างชาติมาเช่าที่ดิน 99 ปีก็กรีดร้องไว้ก่อน ขายชาติแน่ๆ โดยไม่ต้องอ่านรายละเอียด
ฉันคิดเล่นๆ ว่า จินตนาการใหม่ของฉันคือเสนอให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติเพิ่มเติมจากภาษาไทย ลองคิดดูว่าหากรัฐบาลเสนอสิ่งนี้ แผ่นดินน่าจะลุกเป็นไฟ เพราะอะไร? เพราะเราขาดความสามารถจะจินตนาการถึงอะไรใหม่ๆ ในสังคมของเราได้
พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่บอกว่าตนเองหัวก้าวหน้ายังคงพร่ำบ่นโวหารของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองยุคสงครามเย็นเรื่องการปลูกต้นไม้ประชาธิปไตย การเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ประชาชน ฯลฯ
นี่คือ “สันดาน” กลัวความเปลี่ยนแปลงของคนไทย และขาดความสามารถในการจินตนาการถึง “สิ่งใหม่” เวลาไปพบเจออะไรดีๆ ในต่างประเทศก็จะกลับมาพูดว่า
“ประเทศอื่นทำได้เพราะประชาชนของเขามีคุณภาพ ประเทศไทยทำไม่ได้หรอก เพราะคนไทยยังไม่มีวินัย ไม่มีความรู้”
จินตนาการใหม่ที่คนไทยต้องการมากที่สุดและควรมีมากที่สุดคือจินตนาการว่าประเทศไทยไม่ได้มีลักษณะพิเศษหรือแปลกว่าชาวบ้านจนดูราวกับว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสังคมประชาธิปไตย และประชาธิปไตยเกิดจากการลองผิดลองถูกผ่านระบบการเลือกตั้งนี่แหละ
แต่จนถึงทุกวันนี้คนไทยส่วนมากแม้แต่คนหัวก้าวหน้าก็ยังมองว่า ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้เพราะเรามีนักการเมืองที่ “ดี” ซึ่งนักการเมืองที่ดี ก็ไล่มาตั้งแต่ ปรีดี พนมยงค์ ชวน หลีกภัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจนถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล รังสิมันต์ โรม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ : นักการเมืองที่ดีย่อมทำให้เรามีรัฐบาลที่ดี รัฐบาที่ดีย่อมสร้างประชาธิปไตยที่ดีให้เกิดขึ้นจริง
นี่คือจินตนาการเก่าที่เราต้องยกทิ้ง
เจมส์ โรบินสัน บอกว่าอุปสรรคของการเจริญเติบโตของประเทศเกิดจากการคอร์รัปชั่น การซื้อเสียง
ถามว่าแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร สุดท้ายก็วนไปที่การเลือกตั้ง การลองผิดลองถูก การเรียนรู้ และไม่ถลำตัวไปเปลี่ยนระบอบการปกครองไปสู่อะไรก็ตามที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เช่น การละเมอหารัฐประหาร
เพราะมีแต่การเลือกตั้งที่ยาวนานและมากพอเท่านั้นที่จะสร้าง inclusive institution ได้
น่าขำกว่านั้นคือคำถามสุดท้ายนักข่าวบีบีซีไทยก็ยังจะถามให้ได้ว่า “ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่”
มันน่าหงุดหงิดมาก เพราะหากฉันเป็นเจมส์ โรบินสัน ก็คงบอกว่า ก็ตอบไปแล้วไงว่า ประเทศไทยของเธอ even better than เวียดนาม
และฉันก็พร่ำบรรยายว่าหนทางที่เราจะได้ผู้นำที่เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนคือการเลือกตั้งเท่านั้น
และปัจจุบันนี้แม้กองทัพจะไม่ถอนตัวออกจากการเมืองไทย แต่ประเทศนี้ก็ยังมีการเลือกตั้ง มีนายกฯ มาจากพลเรือน พรรคอันดับสองได้ตั้งรัฐบาลก็เป็นเรื่องปกติ แล้วทำไมนักข่าวถึงวนกลับมาถามในสิ่งที่ (กู) ตอบไปแล้วฟะ
ฉันอยากจะบอกว่า ศาสตราจารย์เจมส์ว่า
อาจารย์คะ อุปสรรคของประชาธิปไตยในประเทศนี้ มันไม่ใช่การดูว่า ชนชั้นนำ หรือกองทัพ มี political project อะไร
มันต้องมาดูว่าคนไทย โดยเฉพาะคนชั้นกลางมี political project อะไร
ถ้าอาจารย์เจมส์มาศึกษาเมืองไทย อาจารย์จะพบว่า ชนชั้นกลางไทยนี่แหละตัวดี พวกเขา entitle อย่างสำคัญที่สุดว่ามีแต่นักการเมือง พรรคการเมืองที่พวกเขามีสามแสนเสียงคุณภาพเลือกมาเท่านั้นที่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ หากเป็นพรรคการเมืองอื่น มันคือควายเลือกมา
ดังนั้น ณ วันนี้ ที่รัฐบาลไม่ได้มาจากพรรคที่เขาเลือก พวกเขาจึงพากันตะโกนว่า failed state failed state รัฐล้มเหลวแล้วเจ้าข้าเอ๊ย
จนต้องไปรบกวนถามอาจารย์เจมส์นั่นแหละว่ามาคอนเฟิร์มหน่อย ไทยเป็นรัฐล้มเหลวแล้วยัง?
ซึ่งตัวอาจารย์ก็คงงงว่า มาถามตรูทำไม ตรูไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ ตรูเขียนเรื่อง ทำไมบางประเทศถึงเฟลที่จะพัฒนาเป็นประเทศประชาธิปไตย
แค่นั้นเลย
และประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจำนวนมากบนโลกใบนี้ก็ไม่ได้กลายเป็นรัฐล้มเหลว แถมยังเป็นรัฐที่เข้มแข็งในการทำให้ประชาชนศิโรราบต่ออำนาจรัฐด้วยซ้ำ
ส่วนคนที่แชร์บทความนี้ไปอย่างมากมายก็ดูเหมือนจะไม่ได้อ่าน แชร์ไปเพราะคิดว่าเขาด่ารัฐบาลเฉยๆ
ส่วนบทสัมภาษณ์นี้ให้คะแนนความพยายามสิบเต็มสิบ แต่คุณภาพการเขียน การแปล การถอดความเป็นภาษาไทยถือเป็นบทความที่น่าผิดหวัง
คุณภาพการเรียบเรียงต่ำกว่ามาตรฐานของบีบีซีในความคาดหวังของฉัน ความสามารถในการเขียนภาษาไทยเกือบสอบตก
ไปอ่านและพิสูจน์กันได้ที่ https://www.bbc.com/thai/articles/cq85vll0pzyo
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส้มไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ได้ทำให้ไทยเป็นรัฐล้มเหลว | คำ ผกา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com