ทรัมป์กดดัน “พาวเวลล์” หั่นดอกเบี้ยแรง 1% ชี้ เศรษฐกิจดี แม้จ้างงานแกร่งเกินคาด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 1% เต็ม แม้รายงานการจ้างงานล่าสุดจะออกมาดีเกินคาด โดยทรัมป์ยังคงยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังไปได้ดีเยี่ยม และระบุว่าการลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่นี้จะเปรียบเสมือน "เชื้อเพลิงจรวด"
วันที่ 7 มิถุนายน 2568 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 1% เต็ม แม้ว่ารายงานการจ้างงานเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมาจะออกมาดีเกินคาดก็ตามโดยทรัมป์ยันว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯกำลัง ไปได้ดีเยี่ยม
โดยนักวิชาการหลายคนในตลาด ได้คาดการณ์ว่าโอกาสที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้นแทบจะเป็นศูนย์ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งต่อไปในปลายเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้
ที่ผ่านมา เฟดเคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 1% เต็มในช่วงปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในเดือนมีนาคม 2020 เพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด-19
การโจมตีพาวเวลล์ครั้งล่าสุดของประธานาธิบดีเกิดขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่าการจ้างงานในสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 139,000 ตำแหน่งในเดือนดังกล่าว ซึ่งสูงกว่าที่ Dow Jones ประมาณการไว้ที่ 125,000 ตำแหน่ง
ทรัมป์ให้เหตุผลหลักว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถลดอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะยาวและระยะสั้น "สำหรับหนี้ที่กำลังจะครบกำหนด"
นักวิเคราะห์ต่างเตรียมรับมือกับผลลัพธ์ที่อ่อนแอลง ซึ่งจะสะท้อนถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์ และสัญญาณอื่น ๆ ของเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว โดยทรัมป์เสริมว่าธนาคารกลางหลักอื่น ๆ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยของตนลงแล้ว ในขณะที่เฟดยังคงนิ่งเฉย ในขณะที่ ผู้กำหนดนโยบายของเฟดกังวลว่ามาตรการภาษีของทรัมป์อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง 0.25% เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 8 นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และ ECB ได้ส่งสัญญาณว่าจะเป็นการปรับลดครั้งสุดท้ายของปี ซึ่ง ECB ได้ผ่อนคลายมาตรการโดยพิจารณาจากแนวคิดที่ว่าทั้งอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังอ่อนแอลง
อ้างอิง cnbc.com