โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Sunscreen Paradox ยิ่งใช้ครีมกันแดด ยิ่งเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง จริงหรือ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 04.47 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 21.47 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

21 พฤษภาคม 2568
แปลและเรียบเรียงบทความโดย: อดิศร สุขสมอรรถ
ตรวจทานและพิสูจน์อักษร : คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

หนึ่งในความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ป้องกันสุขภาพผิวอย่างครีมกันแดด คือความเชื่อว่าการใช้ครีมกันแดดเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง เมื่อมีข้อมูลทางสถิติพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังมากขึ้นหลังครีมกันแดดเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย จนเป็นที่มาของข้อย้อนแย้งของครีมกันแดดหรือ Sunscreen Paradox

Sunscreen Paradox มีที่มาจากผลสำรวจที่พบว่า นับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดเริ่มใช้อย่างแพร่หลายช่วงทศวรรษที่ 1980s เป็นต้นมา กลับพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังในกลุ่มผู้ใช้ครีมกันแดดมากกว่าประชากรทั่วไป จนเกิดข้อสรุปที่ผิดพลาดว่า ครีมกันแดดคือสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนัง

การสำรวจความเห็นโดยสถาบันวิจัยมะเร็ง Orlando Health Cancer Institute เมื่อเดือนมีนาคม 2024 พบว่า ชาวอเมริกันอายุมากกว่า 18 ปีจำนวน 1,000 ราย มีอยู่ถึง 14% ของกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 35 ปีที่เชื่อว่า การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำส่งผลเสียต่อผิวหนังมากกว่าการตากแดด

รังสียูวีจากดวงอาทิตย์

รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ รังสีเหนือม่วง คือรังสีที่เกิดจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ แบ่งตามสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าได้ 3 ชนิด ได้แก่ UVC (คลื่นสั้น) UVB (คลื่นกลาง) และ UVA (คลื่นยาว)

รังสี UVC ถูกดูดซับในชั้นโอโซนและส่องมาถึงผิวโลกในปริมาณน้อยมาก
รังสี UVB บางส่วนจะถูกดูดซับในชั้นโอโซน แต่ยังคงส่งมาถึงพื้นโลก
รังสี UVA ซึ่งดูดซับในชั้นโอโซนได้น้อยที่สุด จะส่องมาถึงพื้นโลกปริมาณมากที่สุด

รังสี UVA และ รังสี UVB ส่งผลเสียต่อผิวต่างกัน

การแทรกซึมผิวหนังของรังสี UVA และ รังสี UVB มีระดับที่แตกต่างกัน

รังสี UVB ดูดซึมสู่ผิวหนังได้ตื้นกว่ารังสี UVA หากได้รับเป็นเวลานานจะทำลายผิวหนังกำพร้าทำให้ผิวไหม้ เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง

ส่วนรังสี UVA สามารถแทรกซึมสู่ผิวหนังชั้นใน หากได้รับปริมาณมาก จะทำให้เซลล์ผิวหนังเหี่ยวย่น และเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน

หน้าที่ป้องกันรังสียูวีของ Sunscreen

บทบาทการป้องกันรังสียูวีของครีมกันแดดประกอบด้วยคุณสมบัติ 2 ประการได้แก่ SPF (Sun Protection Factor) และ PA (Protection grade of UVA)

SPF คือระดับการป้องกันรังสี UVB มีค่าตั้งแต่ 6 จนถึง 50+ ยิ่งค่า SPF สูงระดับการป้องกันผิวหนังจากรังสี UVB จะยิ่งมีประสิทธิภาพ

PA คือระดับการป้องกันรังสี UVA มีค่าตั้งแต่ + จนถึง ++++ ยิ่งค่า PA สูงระดับการป้องกันผิวหนังจากรังสี UVA จะยิ่งมีประสิทธิภาพ

หลักเกณฑ์การเลือกใช้ครีมกันแดด ขึ้นอยู่กับความเข้มของสีผิวของผู้ใช้ ระดับของรังสียูวีในแต่ละช่วงเวลา และระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ข้อเท็จจริงเบื้องหลัง Sunscreen Paradox

ดร.ไอวาน ลิทวินอฟ รองศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ หัวหน้าภาควิชาโรคผิวหนัง มหาวิทยาลัยแม็คกิล ประเทศแคนาดา ได้ร่วมในงานวิจัย 2 ชิ้นเพื่อค้นหาคำตอบว่า ทำไมอัตราการป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังในกลุ่มคนที่ใช้ครีมกันแดดจึงมากกว่าคนทั่วไป

งานวิจัยชิ้นแรกศึกษาการป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังของชาวแคนาดาที่อาศัยแถบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีสถิติการป่วยมะเร็งผิวหนังมากกว่าปกติและมีอัตราการใช้ครีมกันแดดมากกว่าคนปกติเช่นกัน โดยพบว่าแม้ชาวเมืองจะเข้าใจถึงภัยของรังสียูวีต่อปัญหาผิวหนัง แต่ก็ยังนิยมทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฤดูร้อนเช่นเดิม

งานวิจัยชิ้นที่สอง พบว่าการใช้ครีมกันแดดเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังมากขึ้นถึง 2 เท่าในสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังที่ใช้ครีมกันแดด ไม่ได้เป็นผลจากครีมกันแดดโดยตรง แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะผู้ใช้ขาดความเข้าใจหรือเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการป้องกันแสงยูวีของครีมกันแดดมากเกินไป

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลพบว่า ผู้ใช้ครีมกันแดดมักเชื่อมั่นว่าตนเองได้รับการปกป้องจากรังสียูวีที่เพียงพอ จึงมักอยู่กลางแจ้งนานกว่าปกติ ส่งผลให้ได้รับปริมาณรังสียูวีปริมาณมากและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง

ยังมีกรณีการใช้ครีมกันแดดไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม หรือใช้ในปริมาณไม่เพียงพอต่อการป้องกันรังสียูวี ก็จะทำให้ผู้ใช้ครีมกันแดดเสี่ยงมะเร็งผิวหนังโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ ครีมกันแดดในอดีตยังเน้นลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังจากการป้องกันรังสี UVB เป็นหลัก ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดที่ไม่ป้องกันรังสี UVA จึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังอย่างมาก ภายหลังจึงมีการเสริมตัวยาสำคัญเพื่อป้องกันรังสี UVA ด้วย เช่น Titanium Dioxide, Zinc Oxide และ Avobenzone

สัดส่วนประชากรป่วยมะเร็งผิวหนังมากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้มีประชากรป่วยโรคผิวหนังมากขึ้น ยังมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เมื่อประชากรสูงวัยมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ที่ความเสี่ยงจะเพิ่มตามอายุที่มากขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังพบผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังอายุน้อยมากขึ้น จากกระแสนิยมผิวสีแทนในประเทศตะวันตก ที่เชื่อว่าผิวสีแทนคือสัญลักษณ์ของการมีสุขภาพดี นำไปสู่ค่านิยมการอาบแดดเพื่อให้มีผิวสีแทน

การสำรวจความเห็นโดยสถาบันวิจัยมะเร็งสถาบันโรคผิวหนังแห่งอเมริกา (American Academy of Dermatology) ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2024 พบว่า ครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันรุ่นใหม่ในช่วง Generation Z ที่เกิดระหว่างปี 1997-2012 ไม่รู้ว่าการผิวไหม้จากการตากแดดทำให้แก่ก่อนวัยและเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งผิวหนัง ส่วนอีก 28% มีความเห็นว่า การมีผิวสีแทนสำคัญกว่าการป้องกันมะเร็งผิวหนัง

อันตรายจากค่านิยมผิวแทนยังรวมถึงความนิยมใช้เตียงอาบแดด (Tanning Bed) ซึ่งสถาบันโรคผิวหนังแห่งอเมริการะบุว่า การใช้เตียงอาบแดดก่อนอายุ 20 ปี เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาถึง 47% และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่ใช้

ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังต่างลงความเห็นว่า ครีมกันแดดมีความปลอดภัยและจำเป็นต่อการป้องกันรังสียูวี โดยแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB, มีคุณสมบัติกันน้ำ และควรมีค่า SPF ที่เหมาะสมต่อกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น SPF 30 ขึ้นไปเมื่ออยู่กลางแจ้ง

แต่กระนั้น การใช้ครีมกันแดดยังเป็นวิธีป้องกันรังสียูวีที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการเลี่ยงแสงแดดด้วยการอยู่ในที่ร่ม หรือใส่ชุดป้องกันแสงแดด

ข้อมูลอ้างอิง :

https://www.mcgill.ca/newsroom/channels/news/sunscreen-paradox-mcgill-university-researchers-warn-false-sense-security-352205
https://healthfeedback.org/claimreview/sunscreen-doesnt-cause-melanoma-most-melanoma-cases-excess-uv-radiation-sun/
https://healthfeedback.org/claimreview/unprotected-sun-overexposure-not-sunscreen-or-sunglasses-causes-sunburn-and-skin-cancer/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...