โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แค่หลากหลาย…ยังไม่พอ!! เมื่อโลกธุรกิจใหม่เดินหน้าสู่ ‘JEDI’

เดลินิวส์

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 16.31 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น. • เดลินิวส์
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion–DEI) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของนโยบายองค์กรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างเข้มข้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะกรณีความอยุติธรรมในระบบ เช่น การเหยียดเชื้อชาติ ความรุนแรงทางเพศ และช่องว่างเชิงโครงสร้าง แนวคิด “DEI” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า องค์กรในหลายประเทศเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางสู่คำว่า JEDI: Justice, Equity, Diversity and Inclusion ซึ่งเป็นการวางกรอบใหม่ของการบริหารองค์กรที่ไม่ได้แค่ “ส่งเสริมความหลากหลาย” แต่ต้อง “สร้างระบบที่ยุติธรรม” ด้วย

ทำความเข้าใจ: J – E – D – I ต่างกันอย่างไร?

ในขณะที่แนวคิด DEI มักเน้นไปที่การให้โอกาสและการเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่หลากหลาย แนวคิด JEDI กลับเริ่มต้นจาก ความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง” (Justice) ก่อน ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์รากของความเหลื่อมล้ำ และออกแบบกระบวนการที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากร โอกาส และการตัดสินใจได้อย่างเท่าเทียมกัน

Justice (ความยุติธรรม): เป็นการยอมรับว่า โครงสร้างหรือระบบในอดีตอาจกีดกันกลุ่มคนบางกลุ่ม และต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่คำนึงถึงประวัติศาสตร์ของการกีดกัน

Equity (ความเท่าเทียม): แตกต่างจาก “ความเสมอภาค” (Equality) ตรงที่ให้ความสำคัญกับ “ความจำเป็นเฉพาะบุคคล” ไม่ใช่การให้เท่ากันแบบตรงไปตรงมา

Diversity (ความหลากหลาย): ครอบคลุมถึงความแตกต่างทางเพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนา ความสามารถ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ

Inclusion (การมีส่วนร่วม): เป็นการออกแบบกระบวนการและวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ทุกคนรู้สึกว่ามีตัวตน มีเสียง และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

แรงผลักดันระดับโลก: จากESG สู่ความยุติธรรมในองค์กร

แนวคิด JEDI สอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 5 (ความเท่าเทียมทางเพศ), เป้าหมายที่ 8 (การจ้างงานที่เหมาะสม) และเป้าหมายที่ 10 (ลดความเหลื่อมล้ำ)

ในขณะเดียวกัน บริษัทที่มีการประเมิน ESG ก็เริ่มมีเกณฑ์วัดด้าน “Social” ที่ละเอียดขึ้น เช่น สัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งบริหาร ความโปร่งใสด้านค่าจ้าง และนโยบายที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน การที่องค์กรสามารถแสดงให้เห็นว่าได้ฝังแนวคิด JEDI ไว้ในโครงสร้างองค์กร ย่อมสะท้อนถึงความพร้อมในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลในยุคใหม่

บริบทของไทย: โอกาสหรืออุปสรรค?

แม้ประเทศไทยจะไม่ประสบกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติในระดับเดียวกับโลกตะวันตก แต่ประเด็นเรื่อง “ความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง” ยังคงฝังรากลึกในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างรายได้ระหว่างชนชั้น การเข้าถึงตำแหน่งผู้บริหารของผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง หรือแม้แต่โอกาสในการได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เช่น วันลาคลอดที่ไม่เท่าเทียมระหว่างรัฐและเอกชน

ขณะเดียวกัน หลายองค์กรยังเข้าใจแนวคิดความหลากหลายในรูปแบบที่จำกัด เช่น การจัดกิจกรรมวันพิเศษโดยไม่มีการออกแบบเชิงนโยบายหรือโครงสร้างให้รองรับอย่างถาวร ทำให้ผลกระทบไม่สามารถขยายในระยะยาว

กรณีศึกษา: องค์กรระดับโลกจัดการอย่างไร?

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เช่น Salesforce และ Microsoft ได้ฝังแนวคิด JEDI เข้าสู่นโยบายองค์กรแบบ Top-down โดยกำหนดเป้าหมายด้าน JEDI เป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารทุกระดับ เช่น การตั้ง KPI ว่าต้องมีผู้หญิงหรือคนผิวสีในระดับผู้จัดการมากกว่า 30% ภายในปี 2025 หรือมีระบบ mentor ให้กับพนักงานรุ่นใหม่จากกลุ่มที่ขาดโอกาส

ขณะที่ B Corp ทั่วโลกเริ่มใช้เครื่องมือ B Impact Assessment ที่วัดความยุติธรรมทางโครงสร้าง เช่น ช่องว่างค่าจ้างภายในองค์กร การเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มพนักงานเปราะบาง หรือการเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมออกแบบนโยบาย

แล้วองค์กรไทยจะเริ่มอย่างไร?

สำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐในไทย การขับเคลื่อนแนวคิด JEDI ควรเริ่มต้นจากการ “ทบทวนโครงสร้าง” ภายใน โดยไม่จำเป็นต้องมีงบประมาณสูงหรือการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายรัฐบาล แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ส่งผลกระทบได้จริง เช่นองค์กรควรประเมินว่า การสรรหาและเลื่อนตำแหน่งมีอคติแฝงหรือไม่ เช่น ผู้บริหารในองค์กรเป็นผู้ชายเพศเดียวกันทั้งหมดหรือมาจากภูมิภาคเดียวกันหรือไม่ ในขณะเดียวกัน องค์กรสามารถกำหนดมาตรการที่ส่งเสริมความเท่าเทียม เช่น ให้พนักงานสามารถใช้เวลาลาครอบครัวได้โดยไม่ต้องเสียงาน หรือเปิดพื้นที่ให้พนักงาน LGBTQ+ ได้แสดงตัวตนโดยไม่รู้สึกว่าถูกตัดสิน

นอกจากนี้ การกำหนดงบประมาณสำหรับสนับสนุนกิจกรรมหรือการอบรมด้าน JEDI อย่างต่อเนื่อง เช่น เวิร์กช็อปการสื่อสารไร้อคติ การฝึกอบรมผู้บริหารด้าน inclusive leadership ก็เป็นจุดเริ่มที่สร้างผลลัพธ์เชิงวัฒนธรรมได้ในระยะยาว

JEDI ไม่ใช่“CSR” แต่คือโครงสร้างธุรกิจยั่งยืน

หลายองค์กรอาจมองว่าประเด็น JEDI เป็นเรื่อง “จิตอาสา” หรือ “CSR เชิงกิจกรรม” เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การออกแบบระบบที่ยุติธรรมและเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมคือ “โครงสร้างธุรกิจ” ที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความยืดหยุ่นให้กับองค์กร

องค์กรที่ฝังแนวคิด JEDI จะมีความสามารถในการรักษาพนักงาน สร้างความภักดี และขยายฐานลูกค้าที่หลากหลายอย่างยั่งยืน และยิ่งในอนาคตที่การประเมิน ESG และ SDGs จะเข้มงวดขึ้น การขาดแนวทางด้าน JEDI อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงในระดับโครงสร้าง ทั้งในการจัดหาเงินทุนและการเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศ

สรุป: ความยั่งยืน ต้องมีความยุติธรรม

Justice, Equity, Diversity, and Inclusion คือเสาหลักใหม่ของความยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 ที่ไม่ได้วัดแค่จำนวนพนักงานจากหลากหลายกลุ่ม แต่ต้องวัดว่า “ระบบเปิดให้ทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างแท้จริงหรือไม่” สำหรับองค์กรภาคธุรกิจและภาครัฐในไทย การเริ่มต้นวันนี้ แม้ยังไม่สมบูรณ์แบบ ก็ย่อมดีกว่าการตกขบวนในวันที่ JEDI กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจที่ยั่งยืน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...