โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเจ็บแค่ไหน ถ้าลดภาษีให้สหรัฐฯ เหลือ 0% แลกภาคส่งออกดีขึ้น แต่ธุรกิจในประเทศอาจไม่รอด

Thairath Money

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 13.40 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

สถานการณ์ของประเทศไทยในตอนนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง เพราะปัจจัยหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชา, น้ำท่วมน่าน รวมไปถึงการเจรจานโยบายภาษีนำเข้ากับสหรัฐอเมริกา ที่ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้

แม้ว่าการส่งออกครึ่งปีแรกของไทยจะมีการขยายตัวดีต่อเนื่อง แต่การปิดดีลกับโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายประเทศล้วนแต่ยื่นข้อเสนอที่แทบจะเรียกได้ว่าเสียเปรียบเพื่อให้ได้อัตราภาษีระดับต่ำ เช่น ลดภาษีนำเข้าให้กับสหรัฐฯ เหลือเพียง 0%

หากลดภาษีให้สหรัฐฯ เหลือ 0% ไทยจะได้ - เสียอะไรบ้าง?

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงถึง 36% ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่งผลให้ในแง่การแข่งขันนั้น เรายังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือญี่ปุ่น ที่เจรจาปิดดีลกับสหรัฐแล้ว และได้รับการปรับอัตราภาษีใหม่ที่น้อยลงกว่าเดิมในระดับ 15% - 20%

แม้ว่าการส่งออกครึ่งปีแรกของไทยจะมีการขยายตัวดีต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณ 15.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำ แต่ครึ่งปีหลังนั้น ภาคการส่งออกไทยมีแนวโน้มที่จะหดตัวราว 10% เพราะความกังวลเรื่องภาษีทรัมป์ ทำให้ไทยเร่งเจรจาเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ภาษีต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่การจะปิดดีลกับโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศเหล่านี้ล้วนแต่ยื่นข้อเสนอที่แทบจะเรียกได้ว่าเสียเปรียบเพื่อให้ได้อัตราภาษีระดับต่ำ เช่น ตกลงที่จะซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ หรือลดภาษีนำเข้าให้กับสหรัฐฯ เหลือเพียง 0% แต่สหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศนั้นอยู่แม้จะลดให้

ซึ่งเกิดการตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมากับประเทศไทยว่า หากเราจะไปเจรจาให้ถูกใจทรัมป์ ต้องลดภาษีให้เหลือ 0% เหมือนประเทศอื่นไหม? หากยอมลดให้ จะเกิดผลดีและผลเสีย อย่างไรกับประเทศไทยต่อไป?

จากรายงานของวิจัยกรุงศรี พบว่า ในกรณีที่ไทยปิดดีลด้วยการเสนอเก็บภาษีสหรัฐ 0% เพื่อให้สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าเหลือ 20% นั้นมีทั้งข้อดีคืออาจช่วยลดความเสียหายของภาคการส่งออกได้มากถึง 9 เท่า และข้อเสียคือการนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่หลั่งไหลเข้าไทยนั้นอาจพุ่งสูงขึ้น และสร้างความเสี่ยงในระยะยาว เช่น

  • ความเสียหายต่อการส่งออกไทย

ลดลงจาก -162,100 ล้านบาท เหลือแค่ -17,400 ล้านบาท

  • การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ

เพิ่มขึ้นจาก 161,300 ล้านบาท เป็น 188,300 ล้านบาท

และยังระบุว่า ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ “Twin Influx” หรือการไหลทะลักของสินค้านำเข้าจากจีนและสหรัฐฯ พร้อมกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมากสำหรับภาคธุรกิจไทย ที่ต้องเอาตัวรอดจากทั้งเศรษฐกิจซบเซา คนใช้จ่ายน้อย และการแข่งขันเรื่องราคากับสินค้าต่างประเทศ

นอกจากสินค้าจีนที่จะไหลเข้ามาแล้ว ไทยยังเสี่ยงที่จะเผชิญกับการไหลทะลักของสินค้าสหรัฐฯ ที่มาจากภาษีนำเข้า 0% ด้วย ซึ่งอาจส่งผลเสียในระยะยาวต่อภาคธุรกิจไทย โดย ศูนย์วิจัยกรุงศรี ประเมินว่า สินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะทะลักเข้ามาในไทยในภาวะ Twin Influx นั้น มีดังนี้

  • อาหาร และเครื่องดื่ม 155%
  • เกษตรกรรม 134%
  • ยานยนต์ และอุปกรณ์ขนส่ง 74%
  • สิ่งทอ เครื่องหนัง และรองเท้า 50%
  • ยางและพลาสติก 43%

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันภาวะ Twin Influx ภาคธุรกิจไทยอาจจะต้องปรับตัว ลดต้นทุนและราคาให้สามารถสู้กับสินค้าที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศได้ เพราะหากไทยปิดดีลเจรจากับสหรัฐฯ ด้วยการลดภาษีนำเข้าสู่ไทยให้เหลือแค่ 0% เหมือนที่ประเทศอื่นทำ เราอาจได้ทั้งรับและเสียผลประโยชน์ในคราวเดียวกัน

ดังนั้น หากภาคธุรกิจอยากอยู่รอดในกรณีที่ไทยอาจเผชิญกับการที่สินค้าทะลักเข้าไทย ต้องปรับตัวให้ไวตามสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจ

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกร, วิจัยกรุงศรี

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยเจ็บแค่ไหน ถ้าลดภาษีให้สหรัฐฯ เหลือ 0% แลกภาคส่งออกดีขึ้น แต่ธุรกิจในประเทศอาจไม่รอด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...