โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โอกาส-ความท้าทาย “สินค้าเกษตรไทย” แนะสร้างแบรนด์ ยกระดับมาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 21.30 น.

นายพานุศักดิ์ พลาวัสถ์พงษ์ อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (Thai Food Processors’ Association : TFPA) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในปี 2567 ที่มีมูลค่า 52,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถูกเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกันแซงหน้าส่งออกสูงถึง 62,500 ล้านดอลลาร์ มีประเด็นชี้ชัดว่าเวียดนามได้เปรียบไทยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของภาครัฐที่ต่อเนื่อง ชัดเจน ค่าแรงงานก็ต่ำกว่าไทยถึง 1 ใน 3 ส่วน และไม่มี GST (Goods and Service Tax) ของยุโรป ทำให้สินค้าเกษตรของเวียดนามมีราคาแข่งขันได้ดีกว่าไทยในตลาดต่างประเทศ

ขณะที่ประเทศไทยกลับมีปัญหาเรื่องค่าแรงสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เรื่องนี้ยังเอื้อประโยชน์ให้กับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมากกว่าคนไทย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นแรงงานในภาคการเกษตร ผู้ประกอบการบางรายจึงเลือกจ้างแรงงานต่างด้าวในอัตราค่าจ้างเท่ากับคนไทย ประเด็นถัดมาคือปัญหาทางการเมืองที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง โครงการและนโยบายด้านเกษตรหลายอย่างไม่มีความต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เกษตรกรไทยยังขาดความรู้ด้านการตลาดและเทคโนโลยี ทั้งผลผลิต ยืดอายุสินค้า การเข้าถึงตลาด ใช้สารเคมีและยาฆ่าหญ้ามากเกินไป ทำให้ดินมีสารตกค้างและเสื่อมสภาพ ทั้งนิยมปลูกพืชตามกระแสโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของตลาด ทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ตลอดจนมีพฤติกรรมละเมิดสัญญาซื้อขาย (Contract Farming) มากกว่า 85% เมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมในระยะยาว

นายพานุศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้ด้านการเกษตรไทยจะมีปัญหาแต่ก็ยังมีจุดแข็งเป็น 1 ในผู้ผลิตสินค้าเกษตรอันดับ 1 ของโลกหลายชนิด เช่น มะพร้าว สับปะรด และข้าวโพดหวาน รวมถึงเครื่องปรุงรสที่ผู้บริโภคซื้อซ้ำ ซึ่งมีการเติบโตสูง 20% ต่อปี เช่น น้ำจิ้มไก่ ซีอิ๊ว น้ำปลา และเต้าเจี้ยว เป็นต้น

“ประเทศไทยเรามีโอกาสพัฒนาภาคเกษตรไปสู่ตลาดโลกได้ แต่ปัจจัยภายในยังแก้ไขได้ยาก เรายังขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถและทักษะการทำงานเรื่องนี้ ขณะเดียวกันธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตรไทย อย่างผู้ประกอบการร้านอาหารไทยก็มีมากกว่า 3 หมื่นร้าน กระจายอยู่ทั่วโลก สามารถโปรโมทสินค้าด้านการเกษตรและอาหารไทยได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนอย่างจริงจังให้มากขึ้น”

ยกตัวอย่างการสนับสนุนและวางแผนนโยบาย“ครัวไทยสู่ครัวโลก” ต้องปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบและความสามารถในการแปรรูปของไทยผลิตอาหารหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ใช่เฉพาะแค่อาหารไทยเท่านั้น ต้องประยุกต์ให้วัตถุดิบไทยเข้ากับตลาดอาหารที่ตรงกับความต้องการของพื้นที่นั้น ๆ โดยนำเทคโนโลยีใหม่ใช้ในการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต และต้องให้ความสำคัญกับ Functional Food เพื่อตอบโจทย์ตลาดอาหารสุขภาพตามเทรนด์โลก

ด้าน ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป TFPA และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โอกาสและความท้าทายของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรและอาหารของประเทศไทย ปัจจุบันประสบปัญหาสำคัญ คือ 1.ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ทั้งจากการขาดแคลนน้ำชลประทาน, ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม, การนำเข้าปุ๋ยซึ่งควบคุมราคาไม่ได้และไม่สามารถผลิตใช้เองได้ภายในประเทศ

2. ปัญหาโครงสร้างประชากรเกษตรที่สูงอายุ และคนรุ่นใหม่ไม่สนใจเรื่องการเกษตร ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร 3.เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ยังมีอยู่น้อยมาก ยังไม่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ

4. ระบบราชการในการดำเนินการด้านธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรล่าช้าและซับซ้อน เช่น การยื่นขอจดทะเบียนจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ที่มีระยะเวลาการพิจารณาหลังจากยื่นเอกสารถึง 15 วัน และใช้เวลารอนาน 3-6 เดือน ช้าจนเสียโอกาสทางธุรกิจ ควรมีกระบวนการที่รวดเร็วและง่ายสำหรับผู้ที่มีหลักฐานถูกต้องชัดเจน

5. การแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ประเด็นนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและอาจเสียตลาดให้กับคู่แข่ง โดยเฉพาะจีนและเวียดนามที่ผลิตสินค้าเกษตรที่ราคาถูกกว่ามาก นอกจากนี้ยังมีอินเดียและอินโดนีเซียที่สามารถผลิตได้ในราคาถูกและมีคุณภาพทัดเทียมใกล้เคียงกันกับไทย เช่น สับปะรดและมะพร้าว ที่ได้เสียตลาดให้กับอินโดนีเซียแล้ว 6. ภาพลักษณ์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ที่รัฐบาลออกเป็นนโยบายยังไม่เกิดขึ้นจริง

“การจัดแสดงสินค้าอาหารไทยในต่างประเทศหลายงาน ยังขาดความยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรีของคำว่า “ครัวไทยสู่ครัวโลก” เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เราไม่ได้เป็น Kitchen of the World เพราะการบริหารและวัตถุประสงค์ของภาครัฐกับภาคเอกชนไม่สอดคล้องตรงกัน ส่วนใหญ่ภาครัฐจะสนใจเพียงแค่เรื่องงบประมาณ แต่ภาคเอกชนหวังผลสำเร็จจากงบประมาณ ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่เป็นที่น่าพอใจ”

ดร.องอาจ กล่าวว่า ส่วนจุดแข็งและโอกาสของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. สินค้าเกษตรและอาหารของไทยมีคุณภาพและมาตรฐานสูง มีจุดแข็งด้านความปลอดภัย ได้มาตรฐานโลก 2. มีความก้าวหน้าด้านการแปรรูป เช่น ยางพาราที่นำไปผลิตล้อยาง และข้าวที่แปรรูปไปเป็นส่วนผสมอื่น หรือสร้างพลังงานจากมันสำปะหลัง

3. ผู้ประกอบการไทยพึ่งพาตนเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลักกว่า 70-80% วัตถุดิบแปรรูปอาหารของไทยส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้อยมาก 4. ภูมิประเทศของไทยยังเอื้ออำนวยต่อภาคการเกษตร อยู่ในเขตเขตร้อนชื้น (Tropical Zone) ไม่มีหิมะตกหรือแผ่นดินไหวรุนแรง มีความมั่นคงด้านภูมิศาสตร์ 5. ไทยสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนได้ดี เช่น การจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศ 6. บทบาทของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจด้านการเกษตรและอาหาร สร้างรายได้ง่ายและรวดเร็ว

ดังนั้น ทิศทางในอนาคตของ “สินค้าเกษตรไทย” ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกัน เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนเพื่อสร้างสินค้าราคาถูกแข่งขันให้ได้ พัฒนาระบบให้รวดเร็วและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและอาหาร ทั้งสร้างแบรนด์ ความน่าเชื่อถือและมาตรฐานที่แตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อให้ประเทศไทยยังคงมีโอกาสในการพัฒนาและรักษาตำแหน่งในตลาดโลกเอาไว้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...