ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตาบอด
ข้อมูลเบื้องต้น
ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตาบอด
ผู้แต่ง Scince
คำโปรย
เมื่อเปลวเพลิงแห่งรักมอดไหม้ ความรักดับสูญพร้อมกับใจที่แหลกสลาย
ชายที่รักทรยศอย่างเลือดเย็น บังคับให้กลืนเลือดรับน้องสาวขึ้นเป็นภรรยารอง
ความตายคือหนทางเดียวที่จะหลุดพ้น ทว่าสวรรค์กลับเมตตาให้หวนคืนสู่วันวาน
เส้นวาสนาเดิมขอตัดขาด ชาตินี้ข้าไม่ขอเป็นสตรีตาบอดอีกต่อไป
สวัสดีค่า กลับมาแล้วค่ะทุกคน หลังจากที่หายไปนานแสนนาน ไม่รู้ว่าจะยังจำกันได้หรือเปล่า อิอิ เรื่องนี้เป็นโปรเจคที่ทำกับเพื่อนนักเขียนด้วยกันค่ะ ตอนแรกว่าจะทำไว้ขายในงานหนังสือ (มีนาคม 68) ที่ผ่านมา แต่ทำไม่ทัน ก็เลยส่งเรื่องเข้าประกวด Exclusive กับทางเด็กดีแทน ปรากฎว่าสวรรค์เมตตาเหมือนนางเอกในเรื่อง เลยได้ออกมาอย่างที่ทุกท่านจะได้อ่านหลังจากนี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามสำหรับนิยายจีนโบราณของไรท์ค่ะ ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ เลยจะออกแค่ปีละ 1 เรื่องเท่านั้น (เอาให้พอหายยาก เพราะชอบอ่านนิยายแนวนี้มาก)
สุดท้ายนี้ไรท์ขอฝากนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะคะทุกคน หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนและเอ็นดูไรท์ตัวบวมๆคนนี้เหมือนเดิมเสมอมา คิดถึงมากๆค่ะ ม่วนจอยกันคะทุกคน น น น นน น
***หมายเหตุ นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตรการของผู้แต่ง สถานที่ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเพียงจินตนาการณ์ของผู้แต่งเท่านั้น ไม่มีเจตนาพาดพิงหรืออ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
นิยายเรื่องนี้ทั้งหมด 90 ตอน ตอนที่ 21 จะมีการติดเหรียญล่วงหน้า (2 เหรียญ) และจะกลับมาติดเหรียญถาวร (4 เหรียญ) อีกครั้งหลังจากที่จำหน่าย E-book (ท่านใดที่ซื้อเหรียญล่วงหน้าไปแล้วไม่ต้องซื้อซ้ำค่ะ ซื้อแค่ครั้งเดียว ไม่มีกาารปิดตอนเพื่อขายเล่มอย่างแน่นอน) ราคาการติดเหรียญเพื่อให้ราคาสอดคล้องกับราคาขาย E-book ค่ะ
หวน 1/2
“ฮูหยิน อย่าได้โทษที่ข้าใจร้ายกับเจ้า แต่เป็นเพราะเจ้าไม่สามารถมีบุตรให้ข้าได้ ข้าจึงมีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่บุรุษผู้นี้กล่าวอ้าง นางแทบไม่อยากจะเชื่อหูของตนเอง ผู้นี้หรือที่นางเลือกมาเป็นคู่ผูกผม
“ท่านพี่ ข้าทำสิ่งใดผิดเช่นนั้นหรือ ก่อนที่ท่านจะแต่งข้าเข้าจวนโหวมา ท่านให้คำมั่นกับท่านพ่อของข้าว่าอย่างไรเล่า”
“ฮูหยิน เจ้าแค่รับหรงเอ๋อร์เข้ามาเป็นฮูหยินรองเท่านั้น อีกทั้งนางยังเป็นน้องสามของเจ้า เวลานี้นางกำลังตั้งครรภ์บุตรชายของข้าอยู่ ใจคอเจ้าจะทำร้ายลูกของข้าได้ลงคอเชียวหรือ”
“ท่านมันมิใช่คน แต่งข้าเข้าจวนมายังไม่พ้นขวบปีก็มีสตรีอื่น มิหนำซ้ำยังเป็นน้องสาวของข้าอีก ที่ผ่านมาข้าทำเป็นตาบอดมองไม่เห็น คิดว่าอย่างน้อยท่านก็ให้เกียรติข้า ไม่ให้นางเข้ามาในจวนโหว
เพียงแต่ครั้งนี้ท่านเหยียบย่ำน้ำใจข้าเกินไปแล้ว มิต้องพูดถึงฮูหยินรอง หากนางจะเข้าจวนมาก็คงเป็นได้แค่อนุเท่านั้น แต่ท่านถึงกับทำให้สตรีไร้ค่านางหนึ่งตั้งครรภ์ ไม่เท่ากับเหยียบย่ำตระกูลหลินของข้าหรอกหรือ
ข้าหลินซูซิน คุณหนูรองแห่งจวนโหว มิเคยถูกผู้ใดหยามเกียรติเช่นนี้มาก่อน
ท่านจงเลือก มีข้าย่อมไม่มีนาง หากมีนางก็ย่อมไม่มีข้า”
สตรีร่างผอมบางตามแบบฉบับคุณหนูในห้องหอ บัดนี้ร้องไห้จนแทบขาดใจ เมื่อได้ฟังข่าวร้ายจากสามี
สามีภรรยาแต่งงานยังไม่พ้นปี เขาพาสตรีนางหนึ่งเข้าจวนมาหยามเกียรติ ลักลอบเล่นชู้กับน้องสาวบ้านสายรอง ซ้ำยังตั้งครรภ์ก่อน นางผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภรรยาเอกจักยอมได้เช่นไร
“ฮูหยิน เจ้าบังคับข้าเกินไปแล้ว ถึงอย่างไรหรงเอ๋อร์กับลูก ก็ต้องอยู่ที่จวนโหวไม่เปลี่ยนแปลงแน่”
“ได้ ในเมื่อท่านเลือกแล้ว ข้าก็น้อมรับ” สิ้นเสียง นางก็ยกจอกสุราที่เตรียมเอาไว้ขึ้นดื่มโดยไม่ลังเลเลยแม้เพียงนิด ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของสาวใช้คนสนิทที่พบเห็น
เฮือก ร่างบางซึ่งนอนซมเพราะพิษไข้มาหลายวันรู้สึกตัว เสียงหายใจหอบแรง ทำให้สาวใช้ที่นอนเฝ้าสะดุ้งตื่น
“คุณหนู รู้สึกตัวแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงแหบปนดีใจอย่างเห็นได้ชัดเอ่ยถามขึ้น ไม่นานทั่วทั้งห้องก็สว่าง เพราะสาวใช้จุดเทียนเพิ่มความสว่าง
“อือน้ำ ข้าขอน้ำหน่อย”
“น้ำเจ้าค่ะ” สาวใช้เอียงหูฟังใกล้ ๆ ได้ยินเจ้านายพึมพำขอน้ำ
จากนั้นไม่นาน น้ำอุ่นก็ถูกป้อนเข้าปากจนหมดถ้วย ถึงอย่างนั้นคนขอก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ จึงเอ่ยปากขออีกถ้วย
“เจ้าไปตามท่านหมอมาเร็วเข้า ส่งคนไปแจ้งเรือนตะวันออกด้วย ว่าคุณหนูรองฟื้นแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
ภายในจวนของคุณหนูรองแห่งจวนโหวเริ่มวุ่นวายอีกครั้ง เนื่องจากว่าเมื่อสามวันก่อนคุณหนูรอง หลินซูซิน พลัดตกน้ำ ทำให้จับไข้ อาการน่าเป็นห่วง
“คุณหนู เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เจ็บตรงไหนบอกข้าได้เจ้าค่ะ”
หลินซูซินคุ้นหูกับเสียงนี้ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็รู้สึกคุ้นกับภาพตรงหน้า นี่มันห้องเดิมของนางไม่ผิดแน่ สาวใช้นางนี้ก็คือ พี่จิ่วสาน สาวใช้ประจำตัวของนางนั่นเอง
“จิ่วสาน”
“เจ้าค่ะ ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ คุณหนูฟื้นแล้ว คุณหนูของบ่าวฟื้นแล้ว รอสักครู่นะเจ้าคะ ข้ากำลังให้คนไปตามหมอ แล้วก็ส่งคนไปแจ้งท่านโหวกับฮูหยินแล้วเจ้าค่ะ”
หลินซูซินหลับตาลงช้า ๆ จำได้ว่านางเพิ่งจะดื่มสุราพิษปลิดชีพตน เพื่อแสดงจุดยืนของตนเองมิใช่หรือ แล้วเหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า
“จิ่วสาน เจ้ายังไม่ตายหรอกหรือ” แม้จะรู้ว่าเป็นคำถามที่ไม่ควรพูดออกไป แต่ถ้าเป็นสาวใช้ข้างกายของนางจริง ๆ จะต้องตายไปแล้วถึงจะถูก
“คุณหนู จิ่วสานเกือบตายไปแล้วละเจ้าค่ะ ถ้าหากคุณหนูฟื้นขึ้นมาช้ากว่านี้ รายต่อไปก็คงจะเป็นข้าที่ต้องตายตามคุณหนูไปเจ้าค่ะ”
นางเป็นสาวใช้ข้างกาย แต่กลับปล่อยให้คุณหนูรองเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ต่อให้มีสิบชีวิตก็คงไม่สามารถชดใช้ได้หมด
ยังดีที่พรุ่งนี้เช้าจึงเป็นวันที่ขีดเส้นชะตาชีวิตของนาง ว่าจะอยู่หรือตายตามคุณหนูรองไป
“ยังไม่ตาย เจ้ายังไม่ตายจริง ๆ หรือ” หลินซูซินถามด้วยความไม่แน่ใจ
“คุณหนูของบ่าว คงจะตกใจมากเลยใช่ไหมเจ้าคะ รอฮูหยินใหญ่มาถึงก่อนนะเจ้าคะ จะได้มาปลอบคุณหนูของข้าให้หายตกใจ”
“ท่านแม่อย่างนั้นหรือ” หลินซูซินทวนคำ มิใช่ว่าท่านแม่ของนางตายไปแล้วหรอกหรือ
“ใช่เจ้าค่ะ บ่าวให้คนไปแจ้งที่เรือนตะวันออกแล้ว อีกไม่นานก็น่าจะมาถึง”
จากนั้นไม่นาน เสียงเอะอะโวยวายจากทางหน้าเรือนก็ดังเข้ามาถึงในห้องนอน ไม่นานร่างของสตรีนางหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น แม้จะมีร่องรอยของความมีอายุปรากฏขึ้นมาให้เห็นบ้าง ทว่าก็ยังคงเค้าโครงของความสวยหลงเหลือให้เห็นอยู่มาก
“ซินเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง ลูกแม่เจ้าฟื้นแล้วหรือ” หลี่ซื่อผู้ซึ่งถูกเรียกว่าฮูหยินใหญ่ มาถึงก็โผเข้ากอดบุตรสาวทันที
“ท่านแม่” เวลานี้นางพูดอะไรไม่ออก นอกจากสวมกอดมารดา ทั้งยังเรียกชื่อไม่หยุด เพื่อที่จะได้ย้ำเตือนว่าตนมิได้ฝันไป
“เด็กดี นี่แม่เอง ตอนนี้ท่านพ่อของเจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วย เพียงแต่มิได้เข้ามาข้างในด้วยก็เท่านั้น” ผู้ซึ่งถูกเรียกว่าท่านแม่ยิ้มอบอุ่นส่งไปให้บุตรสาว
“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ ท่านหมอหลวงซูมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้นางหนึ่งเข้ามารายงาน
“เร็วเข้า รีบพาท่านหมอหลวงเข้ามา”
ฝากนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะคะทุกคน ห่างหายไปนาน ตอนนี้กลับมาแล้วค่ะ คิดถึงมาก ก กก ทักทายกันได้นะคะ
หวน 2/2
สิ้นคำสั่งของหลี่ซื่อ สาวใช้ก็ปลดมุ้งที่เตียงนอนลง เพื่อป้องกันมิให้ท่านหมอเห็นใบหน้าของคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือน
ไม่นานหมอหลวงก็เข้ามา ทว่าหลินซูซินรู้สึกคุ้นหน้าผู้ที่เข้ามากับท่านหมอหลวงผู้นี้มาก เหมือนเคยพบเขาที่ใดมาก่อน
“ช้าก่อน”
“มะ มีอะไรหรือขอรับฮูหยินใหญ่” หมอหลวงซูที่ถูกเชิญมาถามเสียงตะกุกตะกัก
“ครั้งก่อนข้าจำได้ว่าท่านหมอหลวงมาคนเดียว เหตุใดวันนี้ถึงได้พาผู้อื่นมาด้วยเล่า” หลี่ซื่อถามด้วยสีหน้าไม่วางใจ
เนื่องจาก ข่าวเรื่องคุณหนูรองจวนโหวล้มป่วยนั้นยังมิได้ถูกแพร่งพรายออกไปข้างนอก หากผู้อื่นรู้ว่าบุตรสาวของนางพลัดตกน้ำ แล้วยังจักมีผู้ใดมาทาบทามสู่ขออยู่อีกเล่า
“ฮูหยินโปรดวางใจ ผู้นี้คือลูกศิษย์ของข้าเอง หากท่านไม่วางใจ จะให้เขารออยู่ด้านนอกก็ย่อมได้” ท่านหมอหลวงพูดขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
“ความจริงข้าก็หาได้อยากทำเช่นนี้ไม่ แต่เพราะบุตรสาวข้า ช่างเถิด ๆ แล้วแต่ท่านหมอหลวงเห็นสมควรก็แล้วกัน” หลี่ซื่อรู้สึกเหมือนคนน้ำท่วมปาก แม้ว่าจะป้องกันทุกวิถีทาง แต่หากมีผู้ประสงค์ร้ายเผยแพร่ข่าวนี้ออกไป ถึงเวลานั้นนางจะทำอันใดได้เล่า
“ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์ก็เข้าไปตรวจอาการของคุณหนูรองเถิดขอรับ ผู้น้อยจะรออยู่ข้างนอก”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ตัวหนาบึกบึน ทว่าหน้าตาหล่อเหลา มองเช่นไรก็เหมือนผู้ฝึกยุทธ์ถือดาบมากกว่าเข็มรักษาคน มิเหมือนกับผู้ที่จะมาเป็นลูกศิษย์ของหมอหลวงอันดับหนึ่งได้
“ได้ ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็รอข้าตรงนี้ หากมีอันใดผิดปกติ ข้าจักเรียกใช้เจ้าเอง”
“ท่านอาจารย์โปรดเดินระวัง”
หลี่ซื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกวางใจ จากนั้นก็เดินตามหมอหลวงเข้าไปห้องชั้นในของบุตรสาว
ทางด้านหลินซูซินเองก็นั่งรออยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อสาวใช้เข้ามารายงานว่าท่านหมอหลวงซูมาถึงแล้ว นางก็ให้ความร่วมมือ นอนนิ่ง ๆ ให้ท่านหมอหลวงตรวจชีพจร
“เป็นอย่างไรบ้างหรือท่านหมอหลวง อาการของบุตรสาวข้า ยังน่าเป็นห่วงอยู่หรือไม่” หลี่ซื่อถามด้วยความเป็นห่วง
“อืม จากที่จับชีพจร ดูเหมือนว่าร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่บ้าง นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจ อีกทั้งตลอดหลายวันที่ผ่านมา นอกจากน้ำและยาบำรุงที่จัดให้ก็มิได้กินอะไรอีกเลย เช่นนั้นข้าจะจัดยาบำรุงร่างกายอีกสักเทียบ ตามด้วยยาถนอมภายในช่องท้องให้ไปดื่มก่อนที่จะกินยา อย่างน้อยก็ให้ภายในร่างกายมีการปรับสมดุลเสียก่อน”
“ขอบคุณท่านหมอหลวงมากเจ้าค่ะ” พอได้ยินว่าบุตรสาวอาการไม่น่าเป็นห่วง หลี่ซื่อก็ยิ้มดีใจเป็นอย่างมาก ส่งสัญญาณให้แม่นมตกรางวัลชุดใหญ่
รอให้หมอหลวงออกไปแล้ว ฮูหยินใหญ่ก็เปิดมุ้งเข้ามานั่งบนเตียงกับบุตรสาว ไม่นานท่านโหวก็ตามเข้ามา
“ซินเอ๋อร์ ลูกของข้าเป็นอย่างไรบ้าง นางฟื้นแล้วใช่หรือไม่” เสียงของนายท่านโหวดังมาแต่ไกล ฟังดูก็รู้ว่าเป็นห่วงบุตรสาวมากเพียงใด
“ท่านพ่อ ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ นอนพักอีกสักตื่นก็ลุกไปเดินหมากเป็นเพื่อนท่านได้แล้ว”
“ลูกคนนี้ ยังจะพูดเล่นได้อีกหรือ เจ้ารู้หรือเปล่าว่าหลายวันมานี้ ทำพ่อกับท่านแม่ของเจ้าร้อนใจมากเพียงใด” ถึงปากจะตำหนิ ทว่าปากกลับยิ้มพอใจ เมื่อได้ยินเสียงของบุตรสาว แม้ว่าจะไม่กล้าเข้ามายังห้องชั้นในก็ตาม
“ลูกอกตัญญู ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องเป็นห่วง”
“เอาละ ๆ ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็พักผ่อนเถิด หลายวันนี้ก็พักผ่อนให้มาก ตื่นสายสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แล้วก็ไม่ต้องไปยกน้ำชา จนกว่าจะแน่ใจว่าหายดีแล้ว”
หลินซูซินได้ยินแบบนี้ก็เหมือนสุนัขเจอเจ้าของ นางยังมิอยากทำอันใดในตอนนี้ อยากใช้เวลาอยู่กับตนเองให้มั่นใจเสียก่อน ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง มิใช่กำลังฝันอยู่
“ให้ท้ายกันเข้าไปเถิด เพราะแบบนี้ถึงมิมีผู้ใดมาทาบทามสู่ขอเสียที” หลี่ซื่อไม่เห็นด้วยกับคำพูดของสามี แต่เพราะท่านโหวเอ่ยปาก ผู้ใดจะกล้าขัด
“ฮูหยินเองก็กลับพร้อมข้าเถิด พรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาเยี่ยมลูกใหม่”
“เจ้าค่ะ” หลี่ซื่อเดินตามสามีกลับเรือน แต่ก็ยังมิวายกำชับสาวใช้ให้ดูแลบุตรสาวของตนให้ดี พร้อมทั้งบอกว่าจะยังลงโทษพวกนางอยู่ เพียงแต่เรื่องนี้ให้รอไปก่อน
ทางด้านหมอหลวงซู เมื่อขึ้นรถม้า ก็เห็นว่ามีบุรุษรูปงามนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมทั้งถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ถูกจับได้
“ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ” หมอหลวงเฒ่ามองหน้าคาดโทษ
“ขอรับท่านตา ท่านตาใจดีกับหลานที่สุด” ชายหนุ่มรับปากแบบไม่อิดออด
“เฮอะ เจ้าเด็กเหลือขอ ว่าแต่เจ้ากับคุณหนูรองจวนโหวผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องอันใดกัน เหตุใดถึงดูเป็นห่วงเป็นใยนางเช่นนี้” ท่านหมอหลวงเอ่ยถามหลานชาย
ในตอนแรกที่ได้ยินว่ากั๋วกงมาขอพบ เขาเองก็ประหลาดใจ เพราะตั้งแต่ที่บุตรสาวจากไป จวนสกุลซูก็มิเคยไปมาหาสู่กับจวนกั๋วกงอีก
“สหายเดินหมาก”
“อืม ได้ข่าวว่าฝีมือการเดินหมากของคุณหนูรองจวนโหวมิเป็นรองผู้ใด กระทั่งฮ่องเต้ยังทรงตรัสให้ท่านโหวพานางเข้าวังเพื่อเดินหมากด้วยบ่อยครั้ง”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือขอรับ” เขาย่นคิ้วหนาดุจกระบี่เมื่อได้ยินเรื่องเล่า
“มี เพียงแต่ทุกครั้งที่เข้าวัง ก็มักจะให้แต่งตัวเป็นบุรุษ เพื่อป้องกันมิให้ชื่อเสียงของคุณหนูในห้องหอเสื่อมเสีย”
ชายหนุ่มมิได้สงสัยในคำพูดของท่านตา เพราะถึงอย่างไรครึ่งค่อนชีวิตของท่านตาก็อยู่แต่ในวังหลวง และที่สามารถออกมาได้ นั่นก็น่าจะเป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อจวนโหว หรือถ้าจะพูดให้ถูก คงต้องบอกว่าทรงมีต่อสหายเดินหมากผู้นี้ถึงจะถูก
หลีกหนี 1/2
หลังฟื้นกลับคืนมาจากความตาย หลินซูซินก็ใช้เวลาส่วนใหญ่รักษาตนเอง หากนางจำไม่ผิด อีกไม่กี่วัน จวนโหวสกุลเซี่ยจะจัดงานชมดอกเบญจมาศเพื่อคัดเลือกฮูหยินซื่อจื่อโหวให้กับซื่อจื่อ เซี่ยซือเฉิน สามีของนางในชาติก่อนนั่นเอง
“คุณหนูเจ้าคะ ทางจวนโหวสกุลเซี่ยส่งเทียบเชิญมา ให้คุณหนูสายหลักและสายรองไปร่วมงานชมดอกเบญจมาศเจ้าค่ะ” จิ่วสานตื่นเต้นเมื่อเทียบเชิญส่งมาถึง
“เช่นนั้นหรือ” ทว่าเจ้านายกลับนิ่ง มิได้แสดงอาการดีใจออกมาเหมือนที่ควรจะเป็น
หากเป็นเมื่อก่อนหลินซูซินคงจะดีใจจนนั่งไม่ติดห้อง รีบไปหามารดา เพื่อขอให้เชิญร้านตัดเสื้อที่แพงที่สุดในเมืองหลวงมาตัดชุดใหม่ให้ทันวันงานแน่
เพียงแต่เวลานี้นางก็เพิ่งจะนึกถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งออกเหตุใดถึงต้องระบุสายหลักสายรองด้วยเล่า ในเมื่อจวนโหวของนางยังมิได้แยกบ้าน
“คุณหนู เป็นอันใดไปเจ้าคะ โกรธที่ซื่อจื่อไม่ยอมมาเยี่ยมหรือเจ้าคะ ถ้าเป็นเรื่องนั้นคุณหนูสบายใจได้เจ้าค่ะ วันแรกที่คุณหนูตกน้ำ ข้ายังไม่ทันได้ส่งข่าว ซื่อจื่อก็มาเยี่ยมคุณหนูแล้ว เพียงแต่ว่าคุณหนูยังไม่ฟื้น คุณหนูสามเลยออกหน้าต้อนรับให้เจ้าค่ะ” จิ่วสานรีบแก้ตัวแทนว่าที่บุตรเขยรองของตระกูลหลิน ซื่อจื่อโหว เซี่ยซือเฉิน
หลินซูซินจำได้ว่าชาติที่แล้วนางซาบซึ้งในน้ำใจของน้องสามที่เป็นธุระจัดการทุกอย่างให้ เพียงแต่ตอนนี้มิใช่เช่นนั้นอีกต่อไป
ผู้ที่นางรักดุจพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน กลับทอดสะพานให้สามีของนาง ปีนเตียงเพื่อจะใช้สามีร่วมกับพี่สาว ถึงขั้นยอมเป็นอนุ สุดท้ายอยากจะตบแต่งเข้ามาด้วยตำแหน่งที่สูงกว่า การกระทำของนางมิต่างอันใดจากที่พวกอนุชอบทำกัน
เป็นผู้ใดนางก็มิเจ็บปวดเท่าคนสกุลหลินด้วยกันเอง พี่สาวมีสามีร่วมกับน้องสาว แค่คิดนางก็สะอิดสะเอียนจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้
“คุณหนู” จิ่วสานเห็นว่าคุณหนูของนางนิ่งไป จึงเขย่าแขนเรียกอีกรอบ
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าซื่อจื่อมาเยี่ยมข้าเช่นนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ” จิ่วสานพยักหน้ายิ้มกว้าง ในที่สุดคุณหนูของนางก็ใจอ่อน จะว่าไปแล้วคุณหนูมิเคยใจแข็งกับซื่อจื่อได้เลยสักครั้ง
“เช่นนั้นเจ้าได้ถามเขาหรือไม่เล่า ว่ารู้ข่าวได้เช่นไร”
พอถูกถามเช่นนี้ สาวใช้อันดับหนึ่งถึงกับพูดไม่ออก “นั่นสิเจ้าคะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าซื่อจื่อรู้ได้เช่นไร”
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด ไปเอากระดานหมากมา ข้าจะฝึกมือสักหน่อย”
หลินซูซินไม่สนใจสาวใช้ข้างกายอีก นางหมกมุ่นอยู่กับกระดานหมาก
ตั้งแต่แต่งเข้าสกุลเซี่ย นางก็มิได้แตะต้องกระดานหมากอีกเลย เขาให้เหตุผลว่า สตรีมิควรเทียบชั้นกับบุรุษ และทุกครั้งที่ไปงานรื่นเริง หากมีผู้ขอให้นางเดินหมากกับพวกเขาเหล่านั้นให้เห็นเป็นบุญตา นางก็มักจะปฏิเสธเพื่อไว้หน้าสามีอยู่ร่ำไป
ในที่สุดวันงานชมดอกเบญจมาศก็มาถึง หลี่ซื่อเรียกให้บุตรสาวทั้งสองไปพบ ก็เพื่อจะมอบเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินส่วนตัวให้กับบุตรสาวทั้งสอง
“คารวะท่านแม่” หลินซูซินและหลินซานซานยอบกายคารวะพร้อมกัน
“ลุกขึ้นเถิด อาการป่วยเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ค่อยยังชั่วขึ้นหรือไม่” หลี่ซื่อพยุงบุตรสาวคนรองด้วยตนเอง
ถือว่านางเป็นสตรีมากวาสนาผู้หนึ่ง คลอดบุตรชายคนแรกให้กับจวนโหว คุณชายใหญ่ หลินซือฉี ปีนี้อายุย่างยี่สิบ เข้าพิธีแต่งตั้งให้เป็นซื่อจื่ออย่างถูกต้อง ทั้งยังควบตำแหน่งรองแม่ทัพ รักษาการอยู่ที่ชายแดนทิศปัจฉิม
หลินซูซินคือคุณหนูรอง ผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาสองปี อายุย่างเข้าสิบเจ็ดปี หลังจากผ่านวัยปักปิ่นแล้วก็ยังไม่มีสกุลใดมาทาบทามสู่ขอ จึงจำเป็นจะต้องหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่นาง ไม่เช่นนั้นอายุสิบแปดนางจักต้องเข้าพิธีปักปิ่นอีกรอบ
ส่วนบุตรสาวอีกคนชื่อ หลินซานซาน ปีนี้ย่างสิบสามปีบริบูรณ์ ปีหน้าก็ถึงวัยปักปิ่นพอดี
“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง” หลินซูซินส่งยิ้มให้กับมารดา ในขณะที่ประคองท่านไปยังเก้าอี้ตัวโปรด
“อืม ที่แม่เรียกพวกเจ้าสองพี่น้องมาที่นี่ เป็นเพราะมีของจะมอบให้” หลี่ซื่อพยักหน้าให้แม่นม จากนั้นสาวใช้ก็ถือถาดเครื่องประดับออกมาส่งให้กับแม่นมอีกทอดหนึ่ง
“ของเหล่านี้ล้วนเป็นสินเดิมของแม่ทั้งสิ้น หากพวกเจ้าชอบก็เลือกไปคนละชุดเถิด”
เครื่องประดับทั้งสี่ถาดวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ หลินซานซานทำเพียงชำเลืองตามองทว่าไม่ยอมขยับ เนื่องจากว่านางรอให้พี่สาวเป็นผู้เลือกก่อน
“เจ้าเลือกก่อนเถิด” หลินซูซินบอกน้องสาวให้เป็นฝ่ายเลือกก่อน
ชาติที่แล้วนางไม่ได้สนใจน้องสาวแท้ ๆ ของตนเองมากนัก แต่กลับไปให้ความสำคัญกับหลินซูหรงมากกว่า
“ข้าหรือเจ้าคะ” หลินซานซานมิอยากจะเชื่อหูตนเอง โดยปกติแล้วพี่สาวมักจะเป็นฝ่ายเลือกของสวย ๆ งาม ๆ ก่อนเสมอ
“ใช่แล้ว เจ้านั่นแหละเลือก” หลินซูซินพยักหน้า เพื่อเป็นการยืนยันคำพูดของตนเอง
หลี่ซื่อเห็นเช่นนี้ก็พยักหน้าพอใจ ในที่สุดสองพี่น้องก็เริ่มรักใคร่ปรองดองกันเสียที
นางรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่เห็นบุตรสาวคนรองให้ความสำคัญกับบุตรสาวของบ้านรองมากกว่าน้องสาวแท้ ๆ ของตนเอง เวลาที่มีเครื่องประดับดี ๆ ก็มักจะให้บ้านสายรองเลือกก่อนซานเอ๋อร์อยู่เสมอ
“ข้าเอาชิ้นไหนก็ได้เจ้าค่ะ” จนใจที่หลินซานซานมิกล้าตัดหน้าพี่สาว
“เช่นนั้นพี่เลือกให้เจ้าแล้วกัน” พูดจบหลินซูซินก็เดินไปหยิบเครื่องประดับที่น้องสาวชอบเมื่อชาติที่แล้วมาส่งให้
ทับทิมเม็ดสีแดงส่องประกายระยิบระยับ ยิ่งขับให้ผิวขาวราวหิมะของน้องสาวดูดีเพิ่มขึ้นไปอีก