โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นตัวไหนเจ็บสุด ? หาก "ภาษีนำเข้าสหรัฐ" พุ่งสูง 18%

PostToday

อัพเดต 29 มิ.ย. 2568 เวลา 20.33 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 03.10 น.

การเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ! ท่ามกลางความกังวลเรื่อง "ภาษีนำเข้า" ที่อาจปรับสูงขึ้นถึง 18% ตามสมมติฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย

บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า การเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ เริ่มมีความคืบหน้า ไทย-สหรัฐฯ เริ่มเจรจาภาษีนำเข้าตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. และไทยได้ส่งข้อเสนอให้สหรัฐฯ พิจารณาตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. โดยคณะทำงานไทยคาดหวังว่าอัตราภาษีที่ไม่เกิน 10% ยังมีความเป็นไปได้ เทียบกับที่สหรัฐเคยประกาศไว้ที่ 36% ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.2568

จากนั้นได้ชะลอออกไปเป็นเวลา 90 วัน แต่ยังเก็บภาษีขั้นต่ำทุกประเทศ 10% และในระหว่างนี้ได้เปิดโอกาสให้คู่ค้าแต่ละประเทศยื่นข้อเสนอเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ โดยมีเวลาก่อนที่จะถึงเส้นตายวันที่ 9 ก.ค.2568 หากเจรจาไม่สำเร็จก็จะถูกเรียกเก็บภาษีตามที่ได้เคยประกาศไว้

โดยประเทศที่โดนภาษีสูงสุด คือ กัมพูชา 49% รองลงมาคือสปป.ลาว 48% เวียดนาม 46% เมียนมา 44% และ ไทย 36% ขณะที่ จีนโดน 34% อินเดีย 26% เกาหลีใต้ 25% ญี่ปุ่น 24%

สำหรับประเทศที่มีความคืบหน้าในการเจรจามากสุด คือ "จีน" ที่ทั้งสองประเทศเห็นด้วยกับภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯจะลดลงเหลือ 30% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขครั้งแรกที่ 34% เพียงเล็กน้อย

หุ้นส่งออก รอด หรือ ร่วง ?

ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐจากประเทศไทย ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บในอัตราที่สูงเกินกว่า 10% ที่รัฐบาลไทยคาดไว้ กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ยังมีความเสี่ยงมากสุด เนื่องจากมีรายได้สหรัฐสูงถึง 50-60%

ปัจจุบัน "บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI" มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐ 60% และ "บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC" 50% ขณะที่หากอิงอัตราภาษีนำเข้าก่อนการประกาศมาตรการในเดือน เม.ย.2568 เดิมสหรัฐไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงจากไทย ปัจจุบัน baseline tariffs อยู่ที่ 10%

ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมิน sensitivity กรณีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐอยู่ที่ 18% ตามตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เป็นข้อสมมติฐาน ในการจำลองผลกระทบทางเศรษฐกิจจะกระทบกำไร AAI ปี 2569 เต็มปีราว -10% และ ITC -7% อิงสมมติฐานว่ายอดขายจากสหรัฐจะลดลง 18% ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขอัตราภาษีที่คาดว่าจะถูกเรียกเก็บ

ขณะที่ หุ้น "บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU" แนะนำถือ เป้า 10.50 บาท มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐ 40% ขณะที่หากอิงอัตราภาษีนำเข้าก่อนการประกาศมาตรการในเดือน เม.ย.2568 เดิมสหรัฐมีการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องจากไทยราว 9-10%

เราประเมิน sensitivity กรณีอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐอยู่ที่ 18% จะกระทบกำไร TU ปี 2569 เต็มปีราว -3-5%

กดดัน"กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว" ได้แก่ "บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS" แนะนำถือ เป้า 3.50 บาท, "บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO" แนะนำซื้อ เป้า 11.50 บาท โดย PLUS มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ 44%

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินยอดขายสหรัฐที่ลดลง -8% ปัจจุบันเสียอยู่ที่ 10% จะกระทบกำไรปกติของบริษัทที่ -3.5% และ COCOCO มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ 24% ประเมินยอดขายสหรัฐที่ลดลง -8% จะกระทบกำไรปกติของบริษัทที่ -2%

อย่างไรก็ตามฝ่ายวิเคราะห์มองความต้องการผลิตภัณฑ์มะพร้าวไทยในตลาดโลกยังสูงและบริษัทได้มีการปรับขึ้นราคาไปแล้วก่อนหน้านี้ทำให้มองผลกระทบที่จำกัด

อีกทั้งปัจจัยลบต่อ "บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER" แนะนำถือ เป้า 5 บาท แม้ปัจจุบันไม่มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐโดยตรง แต่ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าบริษัทมีโอกาสได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ลูกค้าของบริษัทมีการส่งออกล้อยางไปสหรัฐ

เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์ประเมินสำหรับยอดขายโดยรวมของ NER ที่ลดลงทุกๆ -5% จะกระทบกำไรปี 2569 เต็มปี ราว -6%

ส่วนหุ้น "บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE" แนะนำถือ เป้า 33.50 บาท ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากระทบจำกัด เนื่องจาก distributor ที่สหรัฐเป็นผู้รับผิดชอบภาษี ทั้งนี้ SAPPE ส่งออกไปสหรัฐประมาณ 5%

พร้อมแนะนำขาย หุ้น"บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP" เป้า 12.00 บาท และ "บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC" เป้า 140 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าผลกระทบจำกัดเนื่องจากตลาดสหรัฐคิดเป็นประมาณ 4% ของรายได้รวมของ SCGP และเพียง 1% ของรายได้รวมของ SCC เท่านั้น

ด้านหุ้น "บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG" แนะนำ ซื้อ เป้า 3.40 บาท ด้วยกระทบจำกัด โรงงาน Aeroflex ที่สหรัฐฯมีการนำเข้าวัตถุดิบจากไทยจะกระทบต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น แต่บริษัทมีแผนที่จะปรับเพิ่มราคาขายขึ้นชดเชย ปัจจุบันคู่แข่งมีการปรับเพิ่มราคาขายแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...