โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Wellness Economy 5.0 เครื่องยนต์ใหม่ดันไทยสู่ฮับสุขภาพโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 01.39 น.
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ

ท่ามกลางกระแสโลกที่เคลื่อนไปสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และวิกฤตสุขภาพที่รุมเร้า ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความเครียดสะสม และต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูง “Wellness Economy 5.0” หรือเศรษฐกิจสุขภาพ 5.0 กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย

ล่าสุด “หมอแอมป์-นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ” ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ได้ขึ้นกล่าวในงาน Splash-Soft Power Forum ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ถึงภาพอนาคตของ Wellness Economy 5.0 ที่จะมีบทบาทไม่เพียงแค่ฟื้นเศรษฐกิจ แต่คือการลงทุนในคุณภาพชีวิตของประชากรไทยทุกคน

“ความแก่” ไม่ใช่สัจธรรม-รักษาได้

“นพ.ตนุพล” ได้เริ่มต้นการเสวนาด้วยการอธิบายว่า เดิมสังคมมองความแก่เป็นสัจธรรม หรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในวันนี้ เมื่อการแพทย์ก้าวหน้า เราเข้าใจมากขึ้นถึงต้นเหตุของความชรา หรือที่ในเชิงวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Hallmarks of Aging”

ไม่ว่าจะเป็นภาวะอักเสบเรื้อรัง ความเสื่อมของสเต็มเซลล์ ความเครียด หรือสุขภาพลำไส้ที่เสียสมดุล ซึ่งหมายความว่า “ความแก่” จะไม่ใช่สัจธรรมอีกต่อไป แต่มันคือ “โรคแก่” ที่สามารถชะลอและรักษาได้

ทำให้ Health Span = Life Span

“นพ.ตนุพล” บอกว่า หนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของแนวคิด Wellness Economy 5.0 คือ การทำให้ Health Span หรือช่วงชีวิตที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย เท่ากับ Life Span หรืออายุขัยเฉลี่ยของประชากร เนื่องจากปัจจุบัน Life Span ของคนไทยจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 75 ปี แต่ Health Span กลับอยู่เพียง 65 ปี ซึ่งหมายความว่าคนไทยโดยเฉลี่ยจะต้องอยู่กับความเจ็บป่วยถึง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต

โดยมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่ก่อให้เกิดโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ปัจจุบันถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยสูงถึง 77% และคร่าชีวิตคนไทยชั่วโมงละ 44 คน

ดังนั้น เราจะทำอย่างไรให้ Health Span เท่ากับ Life Span เพื่อที่จะให้ผู้คนสามารถ “หลับตาย” ได้อย่างมีสุขภาพดี โดยที่ไม่ต้องนอนป่วยติดเตียง ไม่ต้องใช้เงินมากมายเพื่อรักษาโรคในวาระสุดท้ายของชีวิต

โดยหนึ่งในหนทางไปสู่เป้าหมายนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพียงแต่จะต้องเริ่มจากวินัยพื้นฐาน เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก ไม่เครียด และนอนหลับให้พอ เพราะถ้าหากทำได้จะยืดอายุเฉลี่ยได้มากถึง 35 ปี และที่สำคัญมันจะไม่ใช่แค่เป็นทางเลือก แต่จะเป็น “ทางรอด” ของประเทศไทยด้วย

ย้ำ “ประเทศไทย” มาถูกทาง

“นพ.ตนุพล” กล่าวต่อว่า หากดูข้อมูลจาก Global Wellness Institute ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลกในปี 2023 มีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2577 โดยมี 3 อุตสาหกรรมย่อยที่มีอัตราการเติบโตสูงเกิน 10% ต่อปี ได้แก่ Wellness Real Estate เติบโต 15%, Mental Wellness เติบโต 12.2% และ Wellness Tourism เติบโต 10.2%

จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 อุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะในด้าน Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่มีจุดแข็งครบทั้งธรรมชาติ อาหาร การบริการแบบไทย การแพทย์แผนไทย

และการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ที่แข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุดที่จะส่งเสริมให้ Wellness Tourism ประสบความสำเร็จ

โดยในปี 2023 ประเทศไทยสามารถครองอันดับ 1 ของโลกในด้านการเติบโตของตลาดเวลเนสที่อัตรา 28.4% และที่สำคัญคือ ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย มีอัตราการเติบโตสูงถึง 120% เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศจีนเพียงแค่ประเทศเดียว

และนี่คือสัญญาณว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะขนาดทำกันคนละภาคส่วนยังเติบโตได้ขนาดนี้ ถ้าวันนี้เราขับเคลื่อนเป็นทีมเดียวกันประเทศไทยมาแน่

มีทั้ง “ความท้าทาย-โอกาส”

นอกจากนี้ “นพ.ตนุพล” ยังได้กล่าวถึงความท้าทายจากสถานการณ์โลก เช่น วิกฤตตะวันออกกลาง ที่ถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับ Wellness Tourism ของไทย เนื่องจากชาวตะวันออกกลางเป็นกลุ่มผู้ป่วยอันดับหนึ่งที่เดินทางเข้ามารับการรักษาด้านสุขภาพ การชะลอวัย และการฟื้นฟู และถ้าหากสงครามปะทุขึ้นอีกครั้งก็อาจจะส่งผลต่อการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม เรายังมีความเชื่อมั่นว่าผู้ป่วยและลูกค้าจากตะวันออกกลางบางส่วนจะกลับเดินทางมาใช้บริการ Wellness Tourism ในไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากรู้สึกเครียดและต้องการหาที่พักผ่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate) ในไทยเป็นบ้านหลังที่ 2 หรือ 3

ขณะที่ “ตลาดจีน” แม้จะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ลดลง แต่ในตลาดสุขภาพนั้นยังถือว่าแข็งแรง เพราะผู้ที่เดินทางเพื่อ Wellness มักมีความรู้และความจำเป็นที่แท้จริง เช่น การมาติดตามผลสุขภาพ หรือเสริมวิตามิน ซึ่งจะแตกต่างจากนักท่องเที่ยวกลุ่มทั่วไป

Wellness โอกาสเศรษฐกิจใหม่

“นพ.ตนุพล” กล่าวทิ้งท้ายว่า Wellness Economy 5.0 จะไม่ใช่แค่แนวคิดด้านสุขภาพ แต่คือโอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตจากโรคเรื้อรัง สังคมสูงวัย และความเครียดสะสม

ซึ่งในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรม BDMS Wellness พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมประเทศไทย” ในการผลักดันให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยในการก้าวไปสู่การเป็นฮับสุขภาพอย่างแท้จริง

พร้อมย้ำว่า“จุดมุ่งหมายของผมคือ อยากจะช่วยทำอะไรก็ได้ให้ Ecosystem นี้มันเกิดขึ้นให้ได้ เมื่อเกิดขึ้นได้เสร็จแล้วทุกคนมาแบ่งกัน ผมเชื่อว่าธุรกิจก้อนนี้ไม่ต้องแย่งกัน รับกันไม่ไหวถ้าทำสำเร็จ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Wellness Economy 5.0 เครื่องยนต์ใหม่ดันไทยสู่ฮับสุขภาพโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...