โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กัญชาไม่เสรีอีกต่อไป เปิด 6 โรคที่ได้ประโยชน์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์

Amarin TV

เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 02.38 น.
เปิด 6 โรคที่ได้ประโยชน์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์ หลัง รมว.สาธารณสุขลงนามไม่เสรีอีกต่อไป เน้นใช้ทางการแพทย์เท่านั้น

เปิด 6 โรคที่ได้ประโยชน์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์ หลัง รมว.สาธารณสุขลงนามไม่เสรีอีกต่อไป เน้นใช้ทางการแพทย์เท่านั้น

จากกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) ปี 2568 ไม่เสรีอีกต่อไป เน้น “ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น” และยังห้ามจำหน่ายในสถานที่ประกอบการ เว้นแต่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมาย ห้ามจำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อการค้าในตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติหรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้ามโฆษณา และห้ามจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ อาทิ วัด หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนสนุก เป็นต้น

กัญชาทางการแพทย์ คืออะไร

กัญชาทางการแพทย์ (Medical Cannabis) คือ การนำกัญชาหรือสารสกัดจากกัญชามาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษา บรรเทาอาการ หรือปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หัวใจสำคัญของ "กัญชาทางการแพทย์" คือ การใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายและมีมาตรฐาน ซึ่งแตกต่างจากการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ (recreational use) หรือการใช้ที่ไม่ได้รับการควบคุมดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์

6 โรคที่ได้ประโยชน์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์

สถาบันกัญชาการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผย 6 โรคที่ได้ประโยชน์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์ ได้แก่

1.ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด

สำหรับ กัญชาทางการแพทย์ นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังได้รับความสนใจในการนำมาใช้เพื่อ ลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัด โดยเฉพาะในรายที่ยามาตรฐานไม่สามารถควบคุมอาการได้ หรือผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก

สารสำคัญในกัญชา โดยเฉพาะ THC (Tetrahydrocannabinol) มีฤทธิ์ช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนได้ดี โดยออกฤทธิ์ที่ตัวรับในสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการอาเจียน และยังช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้นและลดภาวะน้ำหนักลดได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อวัตถุประสงค์นี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นครับ เพื่อประเมินความเหมาะสม กำหนดปริมาณที่ถูกต้อง และติดตามผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการง่วงซึม วิงเวียน หรือผลต่อจิตประสาท

2.โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา

สำหรับ โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อต่อยา กัญชาทางการแพทย์ โดยเฉพาะสาร Cannabidiol (CBD) ได้รับการศึกษาและรับรองให้ใช้ในการรักษาในบางประเทศ สำหรับกลุ่มอาการลมชักที่รุนแรงและดื้อต่อยา โดยมีหลักฐานจากการวิจัยพบว่า CBD สามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการชักลงได้ในผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อยามาตรฐานได้ไม่ดี

การใช้กัญชาทางการแพทย์ในกรณีเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและโรคลมชัก เพื่อประเมินความเหมาะสม ขนาดยาที่ถูกต้อง และเฝ้าระวังผลข้างเคียง

3.ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (Spasticity) เป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยและสร้างความท้าทายอย่างมากในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) โรค MS เป็นโรคเรื้อรังที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายปลอกไมอีลิน (Myelin Sheath) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มเส้นประสาทในสมองและไขสันหลัง ทำให้การส่งกระแสประสาทผิดปกติไป

สารสำคัญในกัญชา โดยเฉพาะ THC และ CBD มีคุณสมบัติช่วยลดอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งและอาการปวดที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วย MS ได้ มีการศึกษาและยอมรับให้ใช้ในบางประเทศ ซึ่งสารสำคัญในกัญชามีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหว การรับรู้ความเจ็บปวด และการอักเสบ ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวด ทั้งนี้ การใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียง เช่น ง่วงซึม เวียนศีรษะ และมีข้อจำกัดในการใช้

4.ภาวะปวดประสาทส่วนกลาง

ภาวะปวดประสาทส่วนกลาง (Central Pain Syndrome หรือ Central Neuropathic Pain) เป็นอาการปวดเรื้อรังที่เกิดจากความเสียหายของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมองหรือไขสันหลัง ซึ่งแตกต่างจากการปวดทั่วไปที่เกิดจากความเสียหายของเนื้อเยื่อ

กัญชาออกฤทธิ์ต่อระบบสำคัญในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความเจ็บปวด อารมณ์ การนอนหลับ และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวด โดยเฉพาะในบริเวณสมองและไขสันหลังที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลความเจ็บปวด ลดการอักเสบ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท ปรับสมดุลของสารสื่อประสาท ช่วยลดการกระตุ้นของเซลล์ประสาทที่มากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดประสาท และช่วยเรื่องการนอนหลับและลดความวิตกกังวล ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยปวดเรื้อรัง

5.ภาวะเบื่ออาหารในผู้ป่วยเอดส์ที่มีน้ำหนักตัวน้อย

กัญชาทางการแพทย์ โดยเฉพาะสาร THC มีฤทธิ์ในการกระตุ้นความอยากอาหาร (Munchies Effect) และช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนในผู้ป่วยเอดส์ได้ดี มีงานวิจัยและรายงานจำนวนมากที่สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อเพิ่มความอยากอาหารและน้ำหนักตัวในผู้ป่วยกลุ่มนี้

การใช้กัญชาทางการแพทย์จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อพิจารณาขนาดยา รูปแบบการใช้ที่เหมาะสม (เช่น น้ำมันกัญชา หรือแคปซูล แทนการสูบ เนื่องจากผู้ป่วยเอดส์อาจมีปัญหาปอด) และเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ง่วงซึม วิงเวียน การดูแลผู้ป่วยเอดส์ที่มีภาวะเบื่ออาหารและน้ำหนักน้อยต้องเป็นไปอย่างองค์รวม โดยเน้นการรักษาโรคเอชไอวีเป็นหลัก ร่วมกับการจัดการอาการเฉพาะหน้า และการให้การสนับสนุนด้านโภชนาการและจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

6.การเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง

การเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ไม่ได้มุ่งเน้นที่การรักษาโรคให้หายขาด แต่เป็นการดูแลแบบองค์รวมที่เน้นการบรรเทาความทุกข์ทรมานทางกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตลอดช่วงเวลาของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรคลุกลามจนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แล้ว

กัญชาทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่ยากต่อการควบคุมด้วยยามาตรฐาน เช่น บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง ลดอาการคลื่นไส้และอาเจียน กระตุ้นความอยากอาหารและลดภาวะน้ำหนักลด ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ลดความวิตกกังวลและช่วยให้ผ่อนคลาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...