โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต ทุ่มพลัง Save Our Sea ปี 3 ปล่อยเต่าทะเล–บ้านปลา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 11.13 น.

ท่ามกลางผืนน้ำสีฟ้าของทะเลอันดามัน และแนวชายหาดที่ทอดยาว แต่ใต้ท้องทะเลที่เคยงดงามกลับกำลังเผชิญภัยเงียบ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขยะทะเลที่เพิ่มขึ้น และการเสื่อมโทรมของแนวปะการังที่หลายคนอาจมองไม่เห็น อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ยอมปล่อยให้สมบัติแห่งท้องทะเลไทยสูญหายไป

ดังเช่น บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ที่ล่าสุด พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาหลายสิบคนได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเดินหน้าภารกิจ "Save Our Sea ปีที่ 3" ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับ มูลนิธิลากูน่า ภูเก็ต และ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในแผนงานด้านความยั่งยืน แต่เป็นความตั้งใจที่จะเข้าถึงรากของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล

"Save Our Sea" กำลังส่งสัญญาณสำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทบทวนว่า เรากำลังดูแลทะเลของเราอย่างไร? การปกป้องท้องทะเลไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนเดียว แต่คือพันธกิจร่วมกัน เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความงดงามของท้องทะเลไทยให้คงอยู่ต่อไป

บริษัทประกันไม่ประกันแค่ชีวิต แต่ฟื้นฟูระบบนิเวศ

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่อย่างกรุงไทย-แอกซ่า จะก้าวเข้ามามีบทบาทในเวทีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทะเลไทย เพราะกรุงไทย-แอกซ่า เลือกจะเป็นมากกว่านั้น ด้วยการประกาศตัวเป็น “Green Insurer” หรือผู้รับประกันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และลงมือจริง ทั้งปลูกหญ้าทะเล ฟื้นฟูแนวปะการัง และดึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามาร่วมในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งทำอย่างต่อเนื่องมาถึงปีที่ 3

“ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “หน้าที่” ขององค์กรในศตวรรษที่ 21

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นด้าน Climate Change & Biodiversity บริษัทเชื่อว่าการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันเกี่ยวข้องกับชีวิต สุขภาพ และอนาคตของทุกคน

"เราจึงพยายามเป็นแรงขับเคลื่อน ส่งเสริม และกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ไม่เพียงแค่ในระดับองค์กร แต่ต้องขยายออกไปยังสังคมโดยรวม”

นโยบายและยุทธศาสตร์หลัก

"ณัฐพิสิษฐ์" กล่าวด้วยว่า กลุ่มแอกซ่าระดับโลกได้ยกระดับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นหนึ่งใน 5 กลยุทธ์หลักขององค์กร และในประเทศไทย กรุงไทย-แอกซ่า ก็ได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็น นโยบายและยุทธศาสตร์หลัก สำหรับการดำเนินงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

“เราดำเนินงานผ่านโครงการต่างๆ ที่เน้นการลงมือทำจริง ร่วมมือกับทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ เราหวังว่า ทุกโครงการที่เราทำ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะช่วยจุดประกายให้เกิดแรงขับเคลื่อนต่อไปในวงกว้าง

เพราะท้ายที่สุด การดูแลสิ่งแวดล้อมก็คือการดูแลชีวิตของพวกเราทุกคน — เคียงข้าง คุ้มครอง พร้อมใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนให้กับลูกหลานของเราในอนาคต”

เสียงสะท้อนจากผู้นำองค์กรไม่ได้เพียงสร้างความมั่นใจว่า "Save Our Sea" จะไม่ใช่แค่กิจกรรมชั่วคราว แต่กำลังบอกเราว่า โลกใบนี้จะดีขึ้นได้ หากผู้นำคิดลึกลงไปเกินกว่าผลประกอบการ และกล้าลงมือทำ

ปลุกพลังพนักงาน ฟื้นทะเล

“บุปผาวดี โอวรารินท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า โครงการ Save Our Sea ปีที่ 3 ไม่ใช่แค่กิจกรรมระยะสั้น แต่คือความตั้งใจระยะยาวที่เราเดินหน้าร่วมกันในฐานะ Green Insurer

“เราทำงานร่วมกับมูลนิธิลากูน่า ภูเก็ต และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน เพื่อดูแลทะเลไทยอย่างจริงจัง และลงมือทำทุกปี”

ในปีที่ผ่านมา กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตและพันธมิตรได้ช่วยฟื้นฟู บ่ออนุบาลเต่าทะเล ซึ่งเป็นที่พักพิงของสิ่งมีชีวิตอันเปราะบางอย่าง “เต่ามะเฟือง” — เต่าทะเลขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์ และประเทศไทยถือเป็น 1 ในเพียง 5 ประเทศในโลกที่ยังมีความสามารถในการอนุบาลพวกมันได้

“ในปี 2568 นี้ บริษัทได้สานต่อภารกิจ ด้วยการปล่อยลูกเต่าตนุและปลาฉลามกบกลับสู่ท้องทะเล — ไม่ใช่แค่ปล่อยชีวิตคืนธรรมชาติ แต่คือการปล่อยความหวังให้ระบบนิเวศได้หายใจ”

นอกจากนี้ ทีมงานยังเก็บขยะชายหาดและคัดแยกอย่างเป็นระบบ โดยขยะบางส่วนถูกส่งต่อไปรีไซเคิลเป็น สื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับประเภทขยะ สำหรับเด็กอนุบาลที่โรงเรียนลากูน่า ภูเก็ต เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับรากของสังคม

“อีกหนึ่งภารกิจที่เราภูมิใจ คือการจัดทำ ‘บ้านปลา’ ร่วมกับชุมชนบ้านบางโรง จังหวัดภูเก็ต เพื่อให้สัตว์น้ำอย่างปลาทะเลและปลาหมึกมีแหล่งอนุบาล และช่วยฟื้นความสมดุลให้ท้องทะเลอันดามันได้อีกครั้ง”

ปล่อยเต่าทะเลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

"แอนโทนี่ โลห์" รองประธาน ลากูน่า ภูเก็ต กล่าวว่า ลากูน่า ภูเก็ต ร่วมกับ กรุงไทยแอกซ่า จัดกิจกรรม Save Our Sea ปีที่ 3 ณ บริเวณชายหาดของโรงแรม ในวันพุธที่ 11 มิถุนายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และเน้นย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการเป็นผู้นำด้านการดูแลระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

ตั้งแต่ปี 2537 ลากูน่า ภูเก็ต ได้เป็นพันธมิตรที่มุ่งมั่นในความพยายามอนุรักษ์เต่าทะเลในประเทศไทย โดยให้การสนับสนุนการดำเนินงานที่สำคัญแก่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินภาคที่ 3 ของกองทัพเรือไทย และศูนย์ชีววิทยาทางทะเลภูเก็ต (PMBC)
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีของการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ลากูน่า ภูเก็ต ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกในการอนุรักษ์ โดยสามารถฟื้นฟูและปล่อยเต่าทะเลคืนสู่ธรรมชาติได้ถึง 2,269 ตัว และมีผู้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์มากกว่า 5,200 คน

อนาคตของเต่าทะเลไทย

"รัสวรรณ ธรรมิกบวร" นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยชีววิทยาทางทะเลภูเก็ต (Phuket Marine Biological Center) กล่าวว่า การอนุบาลลูกเต่าทะเลหลังฟักเป็นตัวแล้ว ไม่ใช่เพียงเรื่องของความรักสัตว์ทะเล แต่มันคือการให้ ‘โอกาสรอดชีวิต’ อย่างมีนัยสำคัญ

หากปล่อยให้ลูกเต่าทะเลฟักและใช้ชีวิตตามธรรมชาติโดยไม่มีการดูแล อัตราการรอดชีวิตอาจต่ำมากจน “ไม่ถึง 1 ตัวจากไข่ 1,000 ฟอง” เพราะภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า พลาสติกในทะเล หรือแม้แต่การพัฒนาชายฝั่งที่รุกล้ำพื้นที่วางไข่

แต่เมื่อลูกเต่าถูกนำมาอนุบาลในศูนย์ฯ ตั้งแต่ช่วงแรกเกิด และเลี้ยงดูภายใต้สภาพแวดล้อมควบคุมจนเติบโตครบ 1 ปี ก่อนจะถูกปล่อยคืนทะเล อัตรารอดชีวิตสามารถพุ่งสูงได้ถึง 95%

“หน้าที่ของเราคืออนุบาลให้เต่าเหล่านี้มีโอกาสได้กลับสู่ธรรมชาติ

แพขยะ บนชายหาด

"พีระ ป้อมสุข" ที่ปรึกษาอิสระด้านความยั่งยืน ผู้ช่วยหัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน กล่าวกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ปัญหาขยะพลาสติกบนชายหาดในจังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ

โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งลมทะเลได้พัดพา "แพขยะ" จำนวนมหาศาลจากแหล่งอื่นเข้ามาสู่ฝั่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม้จะมีการเก็บกวาดไปแล้ว ขยะชุดใหม่ก็ยังคงไหลเวียนเข้ามาไม่หยุดหย่อน

ที่มาและประเภทของขยะ จากการสำรวจพบว่า ขยะพลาสติกเหล่านี้มีที่มาที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขวดน้ำดื่มจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเมียนมา นอกจากนี้ยังพบขวดจากประเทศจีน ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจถูกทิ้งจากเรือที่สัญจรไปมา

นอกเหนือจากขวดน้ำดื่มแล้ว "น้ำถ้วย" หรือแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งก็เป็นอีกหนึ่งประเภทขยะที่พบมาก ซึ่งสันนิษฐานว่าส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมการท่องเที่ยว

จากแค่เก็บ สู่การสร้างการมีส่วนร่วม

"พีระ" กล่าวด้วยว่า แม้การทำความสะอาดชายหาดจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่การที่ขยะยังคงถูกพัดเข้ามาใหม่ทุกวัน ทำให้เกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรให้กิจกรรมเก็บขยะไม่น่าเบื่อและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน มีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมเก็บขยะให้ "สนุก" มากขึ้น ด้วยการต่อยอดไปสู่การเรียนรู้และสร้างความตระหนัก เช่น การคัดแยกประเภท การสังเกตที่มาของขยะ หรือแม้กระทั่งการระบุยี่ห้อสินค้าที่พบมากที่สุด เป้าหมายคือการกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดแนวคิดว่า "ผู้ผลิตควรรับผิดชอบอย่างไรบ้าง" ต่อปัญหาขยะที่เกิดขึ้น

ความรับผิดชอบของผู้ผลิตในทางปฏิบัติ ประเด็น "ความรับผิดชอบของผู้ผลิต" (Producer Responsibility) ถูกนำมากล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนแล้วในตลาด เช่น ขวดน้ำดื่มบางยี่ห้อได้ปรับเปลี่ยนการออกแบบฝาขวดให้ติดกับตัวขวด ไม่แยกขาดออกจากกัน ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการจัดเก็บและลดปัญหาฝาขวดขนาดเล็กที่เก็บยาก การปรับเปลี่ยนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่บริษัทต่างๆ เริ่มนำมาปรับใช้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...