“นิกรเดช” จวก “เขมร” ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน
“นิกรเดช” เผย “รัฐบาล” ยึดหลักความสำคัญมิตรประเทศ หลังมีกระแสข่าวปิดชายแดน ย้ำไม่มีการขับไล่แรงงาน จวก “เขมร” ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน ด้าน “ประศาสน์” แจงประชุม JBC ราบรื่นดีในรอบสิบปี
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 ที่กระทรวงการต่างประเทศ มีนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แถลงหลัก พร้อมด้วยนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูต และประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ฝ่ายไทย และนายเบจมินทร์ สุกาญจนัทจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เข้าร่วมด้วยแถลงข่าวสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา
นายนิกรเดช เผยว่ารัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในหลักการใช้กลไกพหุภาคีในการแก้ไขปัญหาเขตแดน ด้วยความสุจริตใจ โดยเฉพาะการใช้เวที JBC ที่ดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 25 ปี และเป็นกลไกที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการลดความตึงเครียด และหาทางออกอย่างสันติ ที่ผ่านมาไทยเข้าร่วมประชุมด้วยความหวังดีและจริงใจ แต่ฝ่ายกัมพูชาเลือกที่จะไม่หารือในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณี 4 พื้นที่พิพาทที่กำลังจะถูกยื่นต่อศาลโลก
สำหรับพื้นที่ 4 จุดซึ่งอยู่ระหว่างข้อพิพาท ได้แก่ ช่องโหว่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ฝ่ายไทยเห็นว่าทั้งหมดควรถูกหารือภายใต้กรอบ JBC เท่านั้น เนื่องจากเป็นประเด็นทางเทคนิคที่อยู่ในขอบเขตของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งมีองค์ประกอบครบถ้วนและมีอำนาจตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายร่วมลงนาม
นายนิกรเดช ยังกล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ว่า รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่า ไม่รับเขตอำนาจของ ICJ มาตั้งแต่ปี 2506 ซึ่งจุดยืนดังกล่าวได้รับการยืนยันในที่ประชุม JBC และได้รับทราบโดยฝ่ายกัมพูชาแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศเตรียมให้กรมสนธิสัญญาฯ ชี้แจงรายละเอียดทางกฎหมายเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาอาจพิจารณาปิดด่านชายแดนเป็นมาตรการกดดันตอบโต้ นายนิกรเดช ย้ำว่า ไทยยึดหลักความสัมพันธ์แบบมิตรประเทศ ไม่ใช้วิธีการยื่นคำขาดหรือมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง มาตรการของไทยที่ผ่านมาเป็นการตอบโต้ในระดับรัฐบาล ไม่เคยมีเป้าหมายโจมตีประชาชน อีกทั้งรัฐบาลไทยยังดำเนินการด้วยความมีสติและวิสัยทัศน์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ทางการเมืองมากำหนดนโยบายต่างประเทศ และข้อความบางส่วนที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ของกัมพูชา มีลักษณะสร้างความเข้าใจผิดและสะท้อนถึงความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน
ส่วนกรณีแรงงานต่างชาติ นายนิกรเดช ยืนยันว่า ไทยไม่เคยมีแนวคิดขับไล่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน หากมีแรงงานตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ ก็เป็นการดำเนินการตามสิทธิของแต่ละบุคคล ไม่ใช่คำสั่งจากรัฐบาลไทย
ด้าน นายประศาสน์ เปิดเผยรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับผลการประชุม JBC ครั้งล่าสุด โดยย้ำว่าการหารือในครั้งนี้เป็นหนึ่งในครั้งที่ “ราบรื่นที่สุด” เท่าที่เคยเข้าร่วมตลอด 5 ครั้งในรอบหลายสิบปี โดยอธิบายว่า กระบวนการทำงานของ JBC ตามที่ตกลงกันตั้งแต่ปี 2546 แบ่งเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
1. ตรวจสอบหลักเขตเดิม ที่เคยฝังไว้ช่วงปี 2502–2503 ซึ่งมี 74 หลักเขต ปัจจุบันเหลือ 73 หลัก (อีกหนึ่งหลักถูกตัดออกเพราะอยู่ใกล้กันเกินไป) โดยในจำนวนนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแล้ว 45 หลัก และเห็นต่างอีก 29 หลัก ซึ่งต้องหารือเพิ่มเติม
2. การบินถ่ายภาพทางอากาศ เพื่อจัดทำ “แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ” หรือ orthophoto map ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวเขตแดนชัดเจนขึ้นกว่าแผนที่เดิม
3. การกำหนดแนวเดินสำรวจ ทั้งสองฝ่ายร่วมกันหารือแนวสันเขา และทำแผนที่เพื่อเป็นคู่มือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน
4. ลงพื้นที่สำรวจและปักหลักเขตเพิ่มเติม ในกรณีที่เห็นตรงกัน
5. สรุปและจัดทำแผนผังเขตแดนฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนแผนที่เก่า