โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกาะร้าง ขี้นกและไวรัสกลายพันธุ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 07.41 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

เกาะร้าง ขี้นกและไวรัสกลายพันธุ์

ลองจินตนาการสถานการณ์ในรถไฟฟ้า ในชั่วโมงเร่งด่วน ที่เต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียดเยียดยัด ไม่มีที่นั่ง

หญิงสาวคนหนึ่งจำต้องเอามือข้างหนึ่งจับเสาเอาไว้อย่างแม่นมั่นเพื่อไม่ให้เซไปกระแทกคนข้างหน้า

มืออีกข้างกำลังถือมือถือรุ่นยอดฮิต…หูทั้งสองข้างมีหูฟังเสียบอยู่

สายตาของเธอกำลังเพ่งมองจอมือถือตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ

คลิปใน YouTube คงกำลังถึงตอนตลก หรือไม่แฟนของเธอก็คงเล่นมุขอะไรซักอย่าง เธอยิ้มจนเห็นฟัน…

แต่สักพัก เธอเริ่มกระแอมไอ ดูท่าคงจะคันคอ

ฮ้าดดด เช่ยยยยย!!! ละอองน้ำลายฟุ้งกระจายออกมาจากปากของเธอแพร่ออกไปในโบกี้รถไฟฟ้า

สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่จอ

ฮ้าดดด เช่ยยยยย!!! เธอจามอีกครั้ง…พร้อมละอองฟุ้งฝอยที่ไม่น้อยไปกว่าครั้งก่อน

ไม่แม้แต่จะละสายตาจากมือถือ ไม่แม้จะขยับมือไปปิดก่อนจะจาม จามเสร็จ เธอก็ดูมือถือต่อด้วยทีท่าแบบทองไม่รู้ร้อน ในขณะที่คนรอบตัวเธอ เริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ

หลายคนเริ่มหันรีหันขวางก่อนจะหยิบหน้ากากขึ้นมาสวม และมองเธอที่ไม่รู้ตัว (หรืออาจจะรู้แต่โนสน โนแคร์) ด้วยสายตาที่เขียวปั๊ด

ในช่วงที่โควิด (และหวัด) กำลังย้อนกลับมาระบาดอีกครั้ง คนที่ไอคือคนที่โดนเพ่งเล็ง คนที่จามคือคนที่โดนเพ่งมอง…และคนที่ถอดหน้ากากออกตอนที่ไอหรือจาม คือคนที่ควรโดนประณามอย่างแรง

แน่นอนในยามที่เราพูดถึงโรค ทั้งไวรัสโคโรนา ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสไข้หวัดนก คนคือหนึ่งในพาหะนำโรคที่น่ากลัวที่สุด

แต่ถ้าไวรัสติดได้แค่ในคน ความหวังที่จะล้างบางไวรัสก่อโรคให้หมดสิ้นไปจากโลก ก็มีความเป็นไปได้ เพราะถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิให้ครอบคลุมประชากรมนุษย์ให้ได้ทั้งหมด (หรือเกือบ) เชื้อไวรัสที่ติดได้แต่มนุษย์ก็จะหมดทางหนี และค่อยๆ สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปเอง อย่างเช่นกรณีของไวรัสฝีดาษ หรือ smallpox

ทว่า มีรายงานการพบเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในนาก เสือ สิงโต กวาง หนู และค้างคาวในหลายประเทศ ชัดเจนว่า COVID-19 มีทางหนีมากกว่าฝีดาษเยอะเพราะมีผืนป่า มีค้างคาว มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกสารพัดชนิดให้เป็นที่พักพิง

ซึ่งหากไวรัสเข้าไปอยู่ในสัตว์ป่าได้สำเร็จ พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมนุษย์เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของพวกมันอีกต่อไป

และเมื่อสัตว์ป่าเอาพวกมันไปติดเชื้อแพร่กระจายในฝูง หรือในกลุ่มประชากรของพวกมันในป่าได้สำเร็จ โอกาสที่จะกำจัดไวรัสพวกนี้ให้หมดไปจากโลกอย่างสิ้นเชิงให้เหมือนไวรัสฝีดาษ หรือไข้ทรพิษนั้น ยังไงก็เป็นได้ยาก

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่เรื่อง “สัตว์ติดเชื้อ”

แต่เป็นเรื่องของสัตว์ที่กลายเป็นแหล่งเก็บเชื้อ หรือที่นักระบาดวิทยาเรียกว่าแหล่งรังโรค (reservoir host)

เราอาจควบคุม COVID-19 ได้ในเมือง แต่ถ้าไวรัสยังมีชีวิตซ่อนตัวอยู่ได้ในป่า การระบาด “รอบใหม่” ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่แปลกประหลาด มันจะย้อนกลับมาเป็นวัฏจักรแน่นอน

นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับเสนอว่า “เราต้องเฝ้าระวังไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาล แต่ในป่า ในตลาดสด ในเขตอนุรักษ์ และแม้แต่ในสวนสัตว์” เพื่อที่เราจะได้รู้ความเสี่ยง เพื่อวางแผนป้องกันและจัดการกับโรคได้ตั้งแต่ก่อนที่มันจะระบาด

ในช่วงปี โลกเคยมีโครงการหนึ่งชื่อว่า “PREDICT” ซึ่งเป็นความพยายามระดับโลกที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ตั้งแต่ปี 2009 ภายใต้โปรแกรม Emerging Pandemic Threats (EPT) มีเป้าหมายเพื่อป้องกันโรคอุบัติใหม่ที่มาจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ในพื้นที่เสี่ยงทั่วโลก ก่อนที่จะกลายเป็นการระบาดใหญ่

โครงการนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ที่เชื่อว่าสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ เพราะทั้งหมดจะต้องหลอมรวมและเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน

ในโครงการนี้ ข้อมูลจากสัตว์ป่าถูกเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ มีการตรวจพบไวรัสชนิดใหม่จำนวนมหาศาลกว่า 1200 ชนิด ทั้งจากค้างคาว ลิง อูฐ หนูและสัตว์ป่าอื่นๆ ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยง หามาตรการในการอุดรูรั่ว ไปจนถึงกลยุทธ์ป้องกันการระบาดได้อย่างทันท่วงที

หากแต่ในปี 2019 โครงการนี้ก็ถูกยกเลิก อาจจะเป็นจากหลายสาเหตุ งบประมาณไม่เพียงพอ นโยบายที่เปลี่ยนไป หรือผู้บริหารไม่เข้าใจในความสำคัญของการเฝ้าระวัง

และเพียงไม่กี่เดือนหลังจากการยุติโครงการ โลกก็เกิดเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เมื่อ COVID-19 ปะทุขึ้นมาจากอู่ฮั่น

เป็นโรคอุบัติใหม่ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็วและรุนแรง ทำให้เกิดการปิดเมืองปิดประเทศ และปิดฉากชีวิตผู้คนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก

ราวกับเป็นการลงโทษจากโลก ปิดโครงการปุ๊บ โรคอุบัติใหม่ก็ปะทุขึ้นมาแทบจะในทันที ที่จริง สถานการณ์คล้ายๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ซ้ำรอยมาแล้วหลายรอบ ยกตัวอย่างเช่น เคสของอีโบลา (Ebola Virus) และไข้หวัดนก (Avian Influenza Virus, AIV)

กรณีของไข้หวัดนกนี่เห็นได้ชัด ในปี 1997 เด็กชายวัยสามขวบในฮ่องกงเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1ซึ่งเป็นการติดจากสัตว์สู่คนครั้งแรกที่ยืนยันได้ การติด H5N1 มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50% และแม้จะยังไม่ได้กลายพันธุ์ให้แพร่จากคนสู่คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่มันก็ยังวนเวียนอยู่กับเราไม่เคยหายไปไหน มันวนกลับมาระบาดทุกปี และเพียงไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานการเสียชีวิตจาก H5N1 ในเด็กหญิงกัมพูชาคนหนึ่ง และเด็กชายชาวแม็กซิโกอีกคนหนึ่ง

ชัดเจนว่าไวรัสยังคงอยู่ และยังคงสร้างปัญหาไม่เสื่อมคลาย…ถึงขนาดที่ยังมีเด็กเสียชีวิตจากการติดเชื้ออยู่ตลอด คำถามคือ แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?

แม้โครงการ PREDICT จะปิดตัวลง แต่ยังมีอีกหลายทีมทั่วโลกที่ยังสนใจการเฝ้าระวัง

ธัมมิกะ เลชาน วันนิกามะ (Dhammika Leshan Wannigama) แพทย์โรคติดเชื้อและนักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยยามากาตะ (Yamagata University) ในประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นอีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่เล็งเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังและสนใจพัฒนากระบวนการต่างๆ เพื่อการติดตามการระบาดของเชื้อ

ไอเดียในการเลือกตัวอย่างสำรวจของเลชานออกจะแปลก อาจจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นพิสดารเลยก็ว่าได้

เขาและทีมคือนักวิจัยกลุ่มแรกๆ ที่บุกเบิกการใช้น้ำเสียในการติดตามและเฝ้าระวังไวรัสโควิดมาตั้งแต่ปี 2021และได้ริเริ่มพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโรคฝีดาษลิง (Monkeypox virus) จากถุงยางใช้แล้วในปี 2024

แต่ในกรณีของไข้หวัดนก เลชานตัดสินใจเลือก “ขี้นก” เพราะในขี้นกมีสารพันรหัสพันธุกรรมของไวรัสที่นกพกพามา

และขี้นกที่เขาสนใจไม่ใช่ขี้นกธรรมดา แต่ต้องเป็นขี้นกที่เก็บมาจากพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ทุรกันดาร ร้างผู้คน ในประเทศที่กำลังพัฒนาในแถบ Global South โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางนกอพยพ

หลังจากเฝ้าติดตามเก็บตัวอย่างขี้นกมาเกือบสองปี (2021-2023) เขาและทีมก็เก็บได้ตัวอย่าง “มูลนก” มากว่า 27,000 ตัวอย่าง และผลที่ได้จากการวิเคราะห์สารพันธุกรรมในขี้นก ชี้ชัดว่า “มีราวๆ 1.33 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างขี้นกที่เก็บมา พบมีไวรัสไข้หวัดนก แม้ว่าอาจจะฟังดูเหมือนไม่ได้เยอะอะไรมาก แต่จากกว่าสองหมื่นเจ็ดพันตัวอย่าง นั่นคือสามร้อยหกสิบตัวอย่างนะ”

และที่เจอนี่ แค่ไวรัสไข้หวัดนกแค่เพียงอย่างเดียว ไม่รวมไวรัสหรือเชื้อก่อโรคอื่นๆ ที่ยังมีอยู่อย่างดาษดื่น ที่ยังไม่เคยตรวจสอบ ไม่รู้ว่ามีอีกมากเท่าไร

พีกกว่านั้น สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดก็คือ ไวรัส H5N1 หนึ่งในมัจจุราชที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดแห่งยุคที่เพิ่งคร่าชีวิตเด็กน้อยไปเมื่อเดือนก่อน

แต่ที่น่าสยดสยองมากที่สุดก็คือ บางสายพันธุ์มีการกลายพันธุ์ที่เชื่อมโยงกับการดื้อยาต้านไวรัส oseltamivir ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ที่น่าสนใจ คือ ในหลายจุดที่เจอไวรัสจะเป็นจุดที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ บางจุดอาจจะเป็นเกาะร้างที่ไร้ชื่อในแผนที่ เป็นจุดที่นกอพยพใช้เพียงแค่แวะพัก

และถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น หลังจากพักจนหายเหนื่อยแล้ว พวกมันอาจจะบินจากไปพร้อมไวรัสชนิดใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงพลวัตของมวลมนุษยชาติและโลกทั้งใบได้ (ไม่ต่างจากที่โควิดเคยทำ)

โดยทั่วไปแล้ว นกพวกนี้จะอพยพจากไซบีเรียไปแอฟริกา (ซึ่งที่จริงแล้ว มีที่ผ่านทางประเทศไทยด้วย)

ลองจินตนาการเล่นๆ ดูว่าถ้ามูลนกตกลงบนทุ่งนาหรือบ่อน้ำในหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง แล้วเกิดการระบาดขึ้นมาแบบไม่ตั้งใจ แล้วจะไปโทษนกได้มั้ย นกมันไม่ได้รู้สักหน่อยว่ากำลังแพร่เชื้อ มันก็แค่ทำธุระธรรมชาติของมัน

เรื่องนี้มันสะท้อนสิ่งที่เราเรียกว่า One Health ได้อย่างเจ็บแสบ สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมมันโยงกันยุ่งยิ่งกว่าละครช่วงไพรม์ไทม์ และถ้าเราไม่ดูแลระบบนี้ให้ดี พรุ่งนี้เราอาจจะต้องรักษาโรคที่มาจาก ‘นกที่บินผ่านหลังคาบ้านคุณเมื่อวานนี้’

เพราะใครจะรู้ล่ะครับ นกตัวหนึ่งที่บินผ่านหัวเราไป อาจะปล่อยทุ่นระเบิดแห่งโรคระบาดทิ้งไว้ให้เราได้ดูต่างหน้าก็เป็นได้

งานวิจัยนี้เผยแพร่ออกมาในวารสาร Nature Communications เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกาะร้าง ขี้นกและไวรัสกลายพันธุ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...