เกาะร้าง ขี้นกและไวรัสกลายพันธุ์
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
เกาะร้าง ขี้นกและไวรัสกลายพันธุ์
ลองจินตนาการสถานการณ์ในรถไฟฟ้า ในชั่วโมงเร่งด่วน ที่เต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียดเยียดยัด ไม่มีที่นั่ง
หญิงสาวคนหนึ่งจำต้องเอามือข้างหนึ่งจับเสาเอาไว้อย่างแม่นมั่นเพื่อไม่ให้เซไปกระแทกคนข้างหน้า
มืออีกข้างกำลังถือมือถือรุ่นยอดฮิต…หูทั้งสองข้างมีหูฟังเสียบอยู่
สายตาของเธอกำลังเพ่งมองจอมือถือตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ
คลิปใน YouTube คงกำลังถึงตอนตลก หรือไม่แฟนของเธอก็คงเล่นมุขอะไรซักอย่าง เธอยิ้มจนเห็นฟัน…
แต่สักพัก เธอเริ่มกระแอมไอ ดูท่าคงจะคันคอ
ฮ้าดดด เช่ยยยยย!!! ละอองน้ำลายฟุ้งกระจายออกมาจากปากของเธอแพร่ออกไปในโบกี้รถไฟฟ้า
สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่จอ
ฮ้าดดด เช่ยยยยย!!! เธอจามอีกครั้ง…พร้อมละอองฟุ้งฝอยที่ไม่น้อยไปกว่าครั้งก่อน
ไม่แม้แต่จะละสายตาจากมือถือ ไม่แม้จะขยับมือไปปิดก่อนจะจาม จามเสร็จ เธอก็ดูมือถือต่อด้วยทีท่าแบบทองไม่รู้ร้อน ในขณะที่คนรอบตัวเธอ เริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
หลายคนเริ่มหันรีหันขวางก่อนจะหยิบหน้ากากขึ้นมาสวม และมองเธอที่ไม่รู้ตัว (หรืออาจจะรู้แต่โนสน โนแคร์) ด้วยสายตาที่เขียวปั๊ด
ในช่วงที่โควิด (และหวัด) กำลังย้อนกลับมาระบาดอีกครั้ง คนที่ไอคือคนที่โดนเพ่งเล็ง คนที่จามคือคนที่โดนเพ่งมอง…และคนที่ถอดหน้ากากออกตอนที่ไอหรือจาม คือคนที่ควรโดนประณามอย่างแรง
แน่นอนในยามที่เราพูดถึงโรค ทั้งไวรัสโคโรนา ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสไข้หวัดนก คนคือหนึ่งในพาหะนำโรคที่น่ากลัวที่สุด
แต่ถ้าไวรัสติดได้แค่ในคน ความหวังที่จะล้างบางไวรัสก่อโรคให้หมดสิ้นไปจากโลก ก็มีความเป็นไปได้ เพราะถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิให้ครอบคลุมประชากรมนุษย์ให้ได้ทั้งหมด (หรือเกือบ) เชื้อไวรัสที่ติดได้แต่มนุษย์ก็จะหมดทางหนี และค่อยๆ สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปเอง อย่างเช่นกรณีของไวรัสฝีดาษ หรือ smallpox
ทว่า มีรายงานการพบเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในนาก เสือ สิงโต กวาง หนู และค้างคาวในหลายประเทศ ชัดเจนว่า COVID-19 มีทางหนีมากกว่าฝีดาษเยอะเพราะมีผืนป่า มีค้างคาว มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกสารพัดชนิดให้เป็นที่พักพิง
ซึ่งหากไวรัสเข้าไปอยู่ในสัตว์ป่าได้สำเร็จ พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมนุษย์เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของพวกมันอีกต่อไป
และเมื่อสัตว์ป่าเอาพวกมันไปติดเชื้อแพร่กระจายในฝูง หรือในกลุ่มประชากรของพวกมันในป่าได้สำเร็จ โอกาสที่จะกำจัดไวรัสพวกนี้ให้หมดไปจากโลกอย่างสิ้นเชิงให้เหมือนไวรัสฝีดาษ หรือไข้ทรพิษนั้น ยังไงก็เป็นได้ยาก
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่เรื่อง “สัตว์ติดเชื้อ”
แต่เป็นเรื่องของสัตว์ที่กลายเป็นแหล่งเก็บเชื้อ หรือที่นักระบาดวิทยาเรียกว่าแหล่งรังโรค (reservoir host)
เราอาจควบคุม COVID-19 ได้ในเมือง แต่ถ้าไวรัสยังมีชีวิตซ่อนตัวอยู่ได้ในป่า การระบาด “รอบใหม่” ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่แปลกประหลาด มันจะย้อนกลับมาเป็นวัฏจักรแน่นอน
นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับเสนอว่า “เราต้องเฝ้าระวังไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาล แต่ในป่า ในตลาดสด ในเขตอนุรักษ์ และแม้แต่ในสวนสัตว์” เพื่อที่เราจะได้รู้ความเสี่ยง เพื่อวางแผนป้องกันและจัดการกับโรคได้ตั้งแต่ก่อนที่มันจะระบาด
ในช่วงปี โลกเคยมีโครงการหนึ่งชื่อว่า “PREDICT” ซึ่งเป็นความพยายามระดับโลกที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ตั้งแต่ปี 2009 ภายใต้โปรแกรม Emerging Pandemic Threats (EPT) มีเป้าหมายเพื่อป้องกันโรคอุบัติใหม่ที่มาจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ในพื้นที่เสี่ยงทั่วโลก ก่อนที่จะกลายเป็นการระบาดใหญ่
โครงการนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ที่เชื่อว่าสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ เพราะทั้งหมดจะต้องหลอมรวมและเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน
ในโครงการนี้ ข้อมูลจากสัตว์ป่าถูกเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ มีการตรวจพบไวรัสชนิดใหม่จำนวนมหาศาลกว่า 1200 ชนิด ทั้งจากค้างคาว ลิง อูฐ หนูและสัตว์ป่าอื่นๆ ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยง หามาตรการในการอุดรูรั่ว ไปจนถึงกลยุทธ์ป้องกันการระบาดได้อย่างทันท่วงที
หากแต่ในปี 2019 โครงการนี้ก็ถูกยกเลิก อาจจะเป็นจากหลายสาเหตุ งบประมาณไม่เพียงพอ นโยบายที่เปลี่ยนไป หรือผู้บริหารไม่เข้าใจในความสำคัญของการเฝ้าระวัง
และเพียงไม่กี่เดือนหลังจากการยุติโครงการ โลกก็เกิดเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เมื่อ COVID-19 ปะทุขึ้นมาจากอู่ฮั่น
เป็นโรคอุบัติใหม่ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็วและรุนแรง ทำให้เกิดการปิดเมืองปิดประเทศ และปิดฉากชีวิตผู้คนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก
ราวกับเป็นการลงโทษจากโลก ปิดโครงการปุ๊บ โรคอุบัติใหม่ก็ปะทุขึ้นมาแทบจะในทันที ที่จริง สถานการณ์คล้ายๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ซ้ำรอยมาแล้วหลายรอบ ยกตัวอย่างเช่น เคสของอีโบลา (Ebola Virus) และไข้หวัดนก (Avian Influenza Virus, AIV)
กรณีของไข้หวัดนกนี่เห็นได้ชัด ในปี 1997 เด็กชายวัยสามขวบในฮ่องกงเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1ซึ่งเป็นการติดจากสัตว์สู่คนครั้งแรกที่ยืนยันได้ การติด H5N1 มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50% และแม้จะยังไม่ได้กลายพันธุ์ให้แพร่จากคนสู่คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่มันก็ยังวนเวียนอยู่กับเราไม่เคยหายไปไหน มันวนกลับมาระบาดทุกปี และเพียงไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานการเสียชีวิตจาก H5N1 ในเด็กหญิงกัมพูชาคนหนึ่ง และเด็กชายชาวแม็กซิโกอีกคนหนึ่ง
ชัดเจนว่าไวรัสยังคงอยู่ และยังคงสร้างปัญหาไม่เสื่อมคลาย…ถึงขนาดที่ยังมีเด็กเสียชีวิตจากการติดเชื้ออยู่ตลอด คำถามคือ แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง?
แม้โครงการ PREDICT จะปิดตัวลง แต่ยังมีอีกหลายทีมทั่วโลกที่ยังสนใจการเฝ้าระวัง
ธัมมิกะ เลชาน วันนิกามะ (Dhammika Leshan Wannigama) แพทย์โรคติดเชื้อและนักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยยามากาตะ (Yamagata University) ในประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นอีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่เล็งเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังและสนใจพัฒนากระบวนการต่างๆ เพื่อการติดตามการระบาดของเชื้อ
ไอเดียในการเลือกตัวอย่างสำรวจของเลชานออกจะแปลก อาจจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นพิสดารเลยก็ว่าได้
เขาและทีมคือนักวิจัยกลุ่มแรกๆ ที่บุกเบิกการใช้น้ำเสียในการติดตามและเฝ้าระวังไวรัสโควิดมาตั้งแต่ปี 2021และได้ริเริ่มพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโรคฝีดาษลิง (Monkeypox virus) จากถุงยางใช้แล้วในปี 2024
แต่ในกรณีของไข้หวัดนก เลชานตัดสินใจเลือก “ขี้นก” เพราะในขี้นกมีสารพันรหัสพันธุกรรมของไวรัสที่นกพกพามา
และขี้นกที่เขาสนใจไม่ใช่ขี้นกธรรมดา แต่ต้องเป็นขี้นกที่เก็บมาจากพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ทุรกันดาร ร้างผู้คน ในประเทศที่กำลังพัฒนาในแถบ Global South โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางนกอพยพ
หลังจากเฝ้าติดตามเก็บตัวอย่างขี้นกมาเกือบสองปี (2021-2023) เขาและทีมก็เก็บได้ตัวอย่าง “มูลนก” มากว่า 27,000 ตัวอย่าง และผลที่ได้จากการวิเคราะห์สารพันธุกรรมในขี้นก ชี้ชัดว่า “มีราวๆ 1.33 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างขี้นกที่เก็บมา พบมีไวรัสไข้หวัดนก แม้ว่าอาจจะฟังดูเหมือนไม่ได้เยอะอะไรมาก แต่จากกว่าสองหมื่นเจ็ดพันตัวอย่าง นั่นคือสามร้อยหกสิบตัวอย่างนะ”
และที่เจอนี่ แค่ไวรัสไข้หวัดนกแค่เพียงอย่างเดียว ไม่รวมไวรัสหรือเชื้อก่อโรคอื่นๆ ที่ยังมีอยู่อย่างดาษดื่น ที่ยังไม่เคยตรวจสอบ ไม่รู้ว่ามีอีกมากเท่าไร
พีกกว่านั้น สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดก็คือ ไวรัส H5N1 หนึ่งในมัจจุราชที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดแห่งยุคที่เพิ่งคร่าชีวิตเด็กน้อยไปเมื่อเดือนก่อน
แต่ที่น่าสยดสยองมากที่สุดก็คือ บางสายพันธุ์มีการกลายพันธุ์ที่เชื่อมโยงกับการดื้อยาต้านไวรัส oseltamivir ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ที่น่าสนใจ คือ ในหลายจุดที่เจอไวรัสจะเป็นจุดที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ บางจุดอาจจะเป็นเกาะร้างที่ไร้ชื่อในแผนที่ เป็นจุดที่นกอพยพใช้เพียงแค่แวะพัก
และถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น หลังจากพักจนหายเหนื่อยแล้ว พวกมันอาจจะบินจากไปพร้อมไวรัสชนิดใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงพลวัตของมวลมนุษยชาติและโลกทั้งใบได้ (ไม่ต่างจากที่โควิดเคยทำ)
โดยทั่วไปแล้ว นกพวกนี้จะอพยพจากไซบีเรียไปแอฟริกา (ซึ่งที่จริงแล้ว มีที่ผ่านทางประเทศไทยด้วย)
ลองจินตนาการเล่นๆ ดูว่าถ้ามูลนกตกลงบนทุ่งนาหรือบ่อน้ำในหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง แล้วเกิดการระบาดขึ้นมาแบบไม่ตั้งใจ แล้วจะไปโทษนกได้มั้ย นกมันไม่ได้รู้สักหน่อยว่ากำลังแพร่เชื้อ มันก็แค่ทำธุระธรรมชาติของมัน
เรื่องนี้มันสะท้อนสิ่งที่เราเรียกว่า One Health ได้อย่างเจ็บแสบ สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมมันโยงกันยุ่งยิ่งกว่าละครช่วงไพรม์ไทม์ และถ้าเราไม่ดูแลระบบนี้ให้ดี พรุ่งนี้เราอาจจะต้องรักษาโรคที่มาจาก ‘นกที่บินผ่านหลังคาบ้านคุณเมื่อวานนี้’
เพราะใครจะรู้ล่ะครับ นกตัวหนึ่งที่บินผ่านหัวเราไป อาจะปล่อยทุ่นระเบิดแห่งโรคระบาดทิ้งไว้ให้เราได้ดูต่างหน้าก็เป็นได้
งานวิจัยนี้เผยแพร่ออกมาในวารสาร Nature Communications เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกาะร้าง ขี้นกและไวรัสกลายพันธุ์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly