โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิจัยชี้ ! ปลูกป่าช่วยโลกเย็นลงได้จริง แต่ยังไม่พอที่จะชดเชยผลกระทบจากฝีมือมนุษย์

BT Beartai

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 11.24 น.
นักวิจัยชี้ ! ปลูกป่าช่วยโลกเย็นลงได้จริง แต่ยังไม่พอที่จะชดเชยผลกระทบจากฝีมือมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ (UC Riverside) ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าที่สูญหายตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมอาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงราว 0.34 °C หรือประมาณหนึ่งในสี่ของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว ตามแบบจำลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Earth & Environment แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากฝีมือมนุษย์

ในปัจจุบัน เชื่อกันว่าโลกของเราได้สูญเสียต้นไม้ไปเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 3 ล้านล้านต้น นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทีมนักวิจัยได้สร้างแบบจำลองสมมุติให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าราว 12 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 1.35 เท่าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้ 1 ล้านล้านต้น

หากฟื้นฟูป่าได้ตามสมมุติฐานนี้ อุณหภูมิโลกจะลดลง 0.34 °C ซึ่งอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลบล้างความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยฝีมือของมนุษย์

บ็อบ อัลเลน นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและหัวหน้าทีมวิจัย UC Riverside ให้ความเห็นว่า การปลูกป่าไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง

ประโยชน์ของต้นไม้ที่มากกว่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นไม้ยังปล่อยสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ตามธรรมชาติ (BVOCs) ที่ไปจับกับก๊าซอื่น ๆ ในบรรยากาศ ก่อตัวเป็นละอองขนาดเล็ก ซึ่งช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ สองกระบวนการนี้ช่วยลดความร้อนของโลกได้

ซึ่งโมเดลในการคำนวณสภาพอากาศส่วนใหญ่ไม่ได้รวมทั้งสองคุณสมบัตินี้เข้าไป หากรวมเข้าไปจะทำให้ผลลัพธ์ของการเพิ่มพื้นที่ป่าในการลดอุณหภูมิโลกชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ แบบจำลองสมมุติในงานวิจัยนี้ยังพบด้วยว่าการปลูกป่าสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองภายในชั้นบรรยากาศในภูมิภาคซีกโลกเหนือได้ 2.5 เปอร์เซ็นต์

นักวิจัยยอมรับว่าสถานการณ์จำลองในงานวิจัยนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้ เพราะการฟื้นฟูให้กลับมาเติบโตได้ในพื้นที่ทั้งหมดที่เคยเติบโตมาก่อน จะต้องมีการเรียกร้องที่กระทบกับที่อยู่อาศัย และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารและลำดับความสำคัญของการใช้ที่ดิน

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ก็พบด้วยว่าในบริเวณเขตร้อน การปล่อยสาร VOC ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อคุณภาพอากาศทั้งทางบวกและทางลบ โดยเชื่อมโยงกับอากาศที่แย่ลงจากอนุภาคขนาดเล็กที่ก่อตัวเป็นละอองลอยมากขึ้น แต่คุณภาพอากาศดีขึ้นจากการวัดโอโซน

สุดท้าย แม้การฟื้นฟูป่าตามสถานการณ์จำลองในงานวิจัยนี้จะทำได้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่สามารถกู้คืนความเสียหายทางสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นไปแล้วได้อยู่ดี แต่ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูในรูปแบบใดก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือโลกไม่มากก็น้อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...