โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยยึด 11 พื้นที่หลักหลังหยุดยิง ศบ.ทก.เผยสถานการณ์ยังเปราะบาง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 09.58 น.
ศบ.ทก. แถลงหลังหยุดยิง ไทยรักษาการควบคุมพื้นที่ได้ 11 จุดสำคัญ ตำหนิกัมพูชายิงโจมตีต่อเนื่อง ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก ชี้สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย ขอประชาชนในศูนย์พักพิงอดทนรอคำสั่งอย่างเป็นทางการ

แม้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาจะมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 แต่การดำเนินสถานการณ์บนภาคสนามยังไม่เอื้อให้เรียกได้ว่า “สงบ” อย่างแท้จริง

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อเวลา 13.40 น. ว่าประเทศไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างครบถ้วนในทุกพื้นที่ แต่กลับพบว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเข้าสู่เวลาที่กำหนด ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้กำลังอาวุธจริงโจมตีเข้ามาในเขตแดนของไทยอย่างต่อเนื่อง

พฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการตอบโต้ตามหลักสิทธิป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยไทยยืนยันว่าทุกปฏิบัติการเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่การรุกราน

การใช้โบราณสถานเป็นโล่ ละเมิดอนุสัญญายูเนสโก

ศบ.ทก. ยังเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่ทำให้สถานการณ์น่าวิตกมากขึ้น เมื่อปรากฏหลักฐานว่า กัมพูชาใช้โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกเป็นที่ตั้งปืนและกำบังทางทหาร ซึ่งขัดต่อพันธะกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณีพิพาท การใช้แหล่งมรดกเป็นเกราะกันการสู้รบเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากล แต่ยังสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรมอันไม่อาจเรียกคืนได้

ศบ.ทก. ขอประณามพฤติกรรมดังกล่าว และย้ำว่าฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแหล่งประวัติศาสตร์อย่างเคร่งครัด แม้จะอยู่ในภาวะสู้รบ

ไทยรักษาควบคุมพื้นที่ 11 แห่ง

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิ ศบ.ทก. แถลงว่ากองกำลังไทยสามารถรักษาความได้เปรียบไว้ในพื้นที่ชายแดนสำคัญจำนวน 11 แห่ง ได้แก่ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, ช่องบก, ปราสาทโดนตวล, สัตตะโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู, พระวิหาร และพลาญยาว

พื้นที่เหล่านี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ เป็นจุดยุทธภูมิที่เคยเป็นเขตพิพาท หรือมีประวัติการเผชิญหน้าในอดีต การรักษาควบคุมของไทยในจุดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกดดันด้านความมั่นคง แต่ยังแสดงออกถึงความมั่นใจในการปกป้องเขตแดน

ยอดอพยพทะลุ 1.8 แสนคน ระบบสาธารณสุขรับภาระเต็มที่

ขณะเดียวกัน พลเรือตรีสุรสันต์ ระบุว่าสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมยังคงตึงเครียด ยอดผู้พลัดถิ่นจากพื้นที่ปะทะสูงถึง 188,729 คน โดยมีผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน 15 ราย บาดเจ็บรวม 53 ราย และมีผู้รักษาตัวในโรงพยาบาล 14 ราย

สถานพยาบาลในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง 20 แห่งต้องหยุดให้บริการอย่างสิ้นเชิง 13 แห่ง ปิดบางส่วนอีก 7 แห่ง ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้รับผลกระทบมากถึง 175 แห่งทั่วแนวชายแดน

ในอีกมิติที่หลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงมากขึ้น คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ศบ.ทก. เตือนว่ากำลังมีความพยายามเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ หวังบ่อนทำลายความมั่นใจของประชาชน

ประชาชนจึงควรตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนเผยแพร่ และหากพบเห็นความผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยตรง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามและจัดการกับการโจมตีไซเบอร์

กต. เรียกร้องกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวย้ำว่าการหยุดยิงคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ หากแต่การหยุดยิงจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามอย่างจริงจัง

ไทยเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการใช้อาวุธโดยทันที และดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศกัมพูชาให้ปลอดภัย เช่นเดียวกับที่ไทยดูแลคนกัมพูชาภายในประเทศ

ท้ายที่สุด ศบ.ทก. ยืนยันว่า รัฐบาลไทยจะไม่ประนีประนอมในเรื่องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทุกมาตรการที่ดำเนินไปเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

ขณะนี้สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง การตัดสินใจส่งผู้พลัดถิ่นกลับบ้านจะต้องอาศัยการประเมินความปลอดภัยอย่างรอบคอบ และจะมีการแจ้งประชาชนอย่างเป็นทางการทันทีเมื่อพร้อมให้เดินทางกลับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...