โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

6 หุ้นลุ้นรีบาวด์ หากไทย-กัมพูชา หยุดปะทะได้จริง

Wealthy Thai

อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 00.37 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 02.24 น.

หลังผลการประชุมไทย–กัมพูชาที่มาเลเซียได้ข้อสรุปหยุดยิงตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค.68และเตรียมตั้งโต๊ะถกร่วมในระดับแม่ทัพและ GBCเพิ่มเติมในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ซึ่งก่อให้เกิดความคาดหวังว่าความตึงเครียดต่อสถานการณ์ก่อนหน้านี้จะสามารถจัดการได้ และนำไปสู่ความคลี่คลายได้ในท้ายที่สุด
โดยหากปัญหานี้สามารถแก้ไขได้อย่างจริงจังจะส่งผลรวมไปถึงแวดวงตลาดทุนไทยที่ก่อนหน้านี้มีหุ้นหลายตัวถูกกดดันจนถูกแรงเทขายเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อมีการทำข้อตกลงหยุดยิงก็ทำให้นักวิเคราห์เริ่มประเมินโอกาสฟื้นตัวของหุ้นที่เคยถูกแรงขายจากความกังวลชายแดน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงกับตลาดกัมพูชาบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ มองเป็นลบน้อยลงต่อสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ที่มีการหยุดยิง จากเดิมที่คาดว่าจะรุนแรงและยืดเยื้อ และจัดให้มีการประชุมร่วมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์ โดยประเมินว่าจะทำให้หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา มีโอกาสกลับมา rebound ได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้จริงหรือไม่ในระยะต่อไป สำหรับหุ้นที่ประเมินจะได้รับผลกระทบ เชิงลบและราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากก่อนหน้านี้ที่มีโอกาสกลับมาฟื้นตัว ได้แก่
บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV (ซื้อ/เป้า 21.00 บาท) โดยมีรายได้ 100% ในกัมพูชา มีความเสี่ยงและเป็น overhang จากการดำเนินธุรกิจหลักวิทยุการบินในกัมพูชาได้สัมปทานถึงปี 2594โดยราคาหุ้นลดลง -7.9% ตั้งแต่ 24 ก.ค.68ที่กัมพูชาเริ่มยิงไทยก่อน
บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG (ซื้อ/เป้า 79.00 บาท) สัดส่วนรายได้จากกัมพูชาประมาณ 13% ของรายได้รวม ซึ่ง CBG มี market เป็นอันดับ 1 ของกัมพูชา โดยมากกว่า 50% และต่างกับอันดับ 2 ซึ่งเป็นผู้ผลิต local ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ CBG มีสต๊อกที่ 3 เดือน และปัจจุบันขนส่งทางเรือซึ่งจะใช้เวลามากกว่าขนส่งทางบกประมาณ 3-4 วัน อย่างไรก็ตาม distributor ที่กัมพูชาเผยยอด sell-out ปัจจุบันยังปกติ โดยกิจกรรมทางการตลาดและการบริโภคในประเทศกัมพูชายังเป็นปกติ ทั้งนี้ ราคาหุ้นลดลง -7.4% ตั้งแต่ 24 ก.ค.68
ขณะที่บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีการระบุถึงประเด็นนี้เดียวกันนี้เช่นเดียวกัน โดยมองว่า ตลาดหุ้นไทยถือว่าน่าสนใจในมุมมองของต่างชาติ สังเกตได้จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าน้อยกว่าค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า (WTD) แสดงว่า fund flow ยังวนเวียนอยู่ในไทย ไม่ได้ไหลออก หรืออาจมีการไหลเข้าเพิ่มด้วยซ้ำ ซึ่งปัจจัยสนับสนุนมาจาก 2 ปัจจัยกดดันที่ผ่อนคลายลง ได้แก่ Reciprocal tariff ไทย-สหรัฐฯ และข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเห็นนักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิทั้งตลาดหุ้น 16.3 พันล้านบาท (ใน 14 วันทำการ) และตลาดตราสารหนี้ 4.3 พันล้านบาท (ใน 3 วันทำการ)
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่ได้กระแสผ่อนคลาย สำหรับธีม Cambodia playได้แก่ CBG, OSP, OR, BDMS, BCH
โดย บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 19.00บาท โดยมองว่า ณ ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปีนี้ 14.7 เท่า (Mean-1.5SD) ฐานะเป็นเงินสดสุทธิ จ่ายปันผลดี คาด Dividend Yieldปีนี้ที่ 6% ต่อปี
ขณะที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 15.20 บาท ทั้งนี้ แม้กำไรระยะสั้นไตรมาส 2/68 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ถือว่าเป็นระดับที่ดี ซึ่งจะทำให้กำไรทั้งปีมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น อีกทั้งคาดว่ากำไรครึ่งหลังของปี 2568 จะเติบโตสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานที่ต่ำ และมีโอกาสจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นจาก 0.27 บาท ในปีที่แล้ว (อัตราจ่าย 52%) ตามกำไรครึ่งปีแรกที่เติบโต 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ด้าน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 30.50 บาท โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2/68ยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากฤดูฝนที่มาเร็วกว่าปกติ บวกกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่และ COVID-19ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง
สำหรับ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH บล.เอเซีย พลัส แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 21.70 บาท โดยคาดว่าไตรมาส 2/68 จะมีรายได้ที่ 3,099 ล้านบาท (+8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, +6.1% จากไตรมาสก่อน)และมีกำไรสุทธิที่ 326 ล้านบาท (+17.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน, +1.4% จากไตรมาสก่อน) เนื่องมาจากเป็นช่วงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากรอมฏอนและฐานที่ต่าปีก่อนและ GPMดีขึ้นมาอยู่ที่ 29.5%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...