โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องดินแดน "วัลฮัลลา" (Valhalla) อาณาจักรนักรบหลังความตาย ท้องพระโรงของโอดิน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ก.ค. 2565 เวลา 09.24 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2565 เวลา 09.17 น.
ภาพจินตนาการของวัลฮัลลา (Valhalla)

“Valhalla” หรือ “วัลฮัลลา” คืออาณาจักรแห่งชีวิตหลังความตายในตำนานเทพเจ้านอร์ส (Norse mythology) ตามความเชื่อของชาวสแกนดิเนเวียน โดยเฉพาะสำหรับชาวไวกิ้งที่เชื่อว่าเป็นดินแดนสำหรับเหล่าวีรบุรุษวีรสตรีที่เสียชีวิตในการสงคราม โดยจะมี “วัลคีรี” (Valkyrie) เทพีของเพทเจ้า “โอดิน” (Odin) มารับไปอยู่ในดินแดนแห่งนั้น เพื่อเตรียมทำสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในวันสิ้นโลก หรือ “Ragnarok”

เดิมคำว่า “Valhalla” สันนิษฐานว่ามีต้นเค้ามาจากคำว่า “Valholl” อันหมายถึงหินหรือภูเขา ไม่ได้หมายถึงท้องพระโรง (Hall) ของเทพเจ้าโอดิน ซึ่งเข้าใจว่า Valholl นี้มีความเกี่ยวข้องกับหินแห่งการสังหาร (หรือสังเวย?) ของผู้ศรัทธาเทพเจ้านอร์สในยุคแรก ส่วนวัลคีรีเองก็ถูกมองว่าแต่เดิมนั้นเข้าใจว่าเป็นปีศาจแห่งความตายที่พาวิญญาณไปดินแดนของผู้วายชนม์

จากข้างต้นสามารถอนุมานได้ว่าแนวคิดนี้ถูกแปรเปลี่ยนความหมายไปตามยุคสมัย และเกี่ยวข้องกับอิทธิพลของคริสต์ศาสนาเป็นสำคัญ เพราะแต่เดิมนั้นตำนานเทพเจ้านอร์สจะถูกเล่าขานผ่านบทเพลงและบทกวี ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 มีการบันทึกตำนานอย่างเป็นระบบ และศาสนาก็ส่งอิทธิพลต่อการจัดทำและเรียบเรียงตำนานของชาวสแกนดิเวียนอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ในยุคหลัง วัลฮัลลาจึงแปรความหมายไปเป็นท้องพระโรงของเทพเจ้าโอดิน และวัลคีรีก็กลายเป็นเทพเจ้าผู้นำพาวิญญาณนักรบไปสู่ดินแดนแห่งความนิรันดร์

วัลฮัลลาตั้งอยู่ในแอสการ์ด ป้อมปราการแห่งสวรรค์ของเหล่าทวยเทพ ซึ่งมีโอดิน เทพเจ้าแห่งสงครามเป็นผู้ปกครองดูแล ท้องพระโรงแห่งนี้มีหลังคาเป็นโล่สีทองคำอร่าม ค้ำจุนโครงสร้างด้วยหอก และมีชุดเกราะวางเกลื่อนอยู่บนม้านั่ง และท้องพระโรงแห่งนี้ประกอบด้วยประตูถึง 540 บาน แต่ละบานนั้นกว้างใหญ่เพียงพอที่นักรบจำนวน 800 คน สามารถเดินผ่านได้ในเวลาเดียวกัน

ชาวสแกนดิเนเวียนเชื่อว่าวัลฮัลลาเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญา เมื่อพวกเขาสิ้นชีพในการทำสงคราม วัลคีรีจะพายังไปยังดินแดนแห่งนี้ ซึ่งนับเป็นเกียรติยศอันสูงส่ง

ณ วัลฮัลลา กิจวัตรจะเป็นเหมือนเดิมทุก ๆ วัน คือ ช่วงกลางวัน พวกเขาจะทำสงครามฆ่าฟันกันอย่างดุเดือด เสมือนเป็นกีฬาแห่งความตาย แต่พอตกเย็น พวกเขาจะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และจะร่วมกันรับประทานอาหาร ดื่มกิน เฉลิมฉลอง สังสรรค์กันด้วยมิตรภาพและความรัก

มื้อเย็นนี้มีอาหารและเครื่องดื่มไม่อั้น โดยมี Andhrimnir พ่อครัวใหญ่ของเหล่าทวยเทพ เสิร์ฟอาหารจากสัตว์ร้ายที่มีนามว่า Saerimnir (บางครั้งเรียกว่าหมูป่า) ที่ย่างมันเหนือเปลวไฟที่แผดเผาตลอดเวลา และเช่นเดียวกัน ในทุก ๆ วัน Saerimnir จะเกิดใหม่เพื่อให้เนื้อสำหรับวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแพะนามว่า Heidrun ที่มอบเหล้ามีด (Mead) อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากเต้าของมัน ในขณะที่กวางนามว่า Eikthyrnir ก็มอบหยดน้ำเย็นแสนบริสุทธิ์จากเขาของมัน ซึ่งทำให้วัลฮัลลามีน้ำที่ใสสะอาดอยู่โดยตลอด

ณ ท้องพระโรง เทพเจ้าโอดินจะนั่งบนบัลลังก์ท่ามกลางวิญญาณของเหล่าวีรบุรุษวีรสตรี มีอีกาสองตัวนามว่า Huginn และ Muninn เกาะอยู่บนบ่า อีกาคู่นี้จะบินผ่านโลกทุกวัน และนำข่าวกลับมาแจ้งแก่ผู้เป็นเจ้านายในเวลาอาหารเย็น เทพเจ้าโอดินจึงรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอาณาจักรทั้ง 9 อยู่ตลอดเวลา ในงานเลี้ยงนั้น พระองค์เองไม่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น เพียงแต่ดื่มไวน์เท่านั้น และจะป้อนเนื้อให้กับหมาป่าสองตัวนามว่า Geri และ Freki ในขณะที่วัลคีรีนำวิญญาณไปที่ท้องพระโรงเพื่อเริ่มมื้อเย็นแบบบุฟเฟ่ต์

และเมื่องานเลี้ยงจบลง สงครามในวันใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น ทุ่งหญ้าแห่งวัลฮัลลาเต็มไปด้วยกองศพเหลือคณานับ แต่ก็กลับฟื้นคืนมาเฉลิมฉลองหลังอาทิตย์อัสดง เป็นเช่นนี้ร่ำไป

นักวิชาการเชื่อว่าแนวความคิดของท้องพระโรงของเทพเจ้าโอดิน หรือวัลฮัลลา อาจจะพัฒนามาจากความเชื่อหรือวิสัยทัศน์ของชาวสแกนดิเนเวียนเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของนักรบ ซึ่งในช่วงยุคก่อนคริสต์ศักราช ในดินแดนแถบนี้เหมือนจะไม่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการเกิดใหม่ แต่เน้นที่การตายอันรุ่งโรจน์ซึ่งจะถูกจดจำผ่านบทเพลงของกวี

นอกจากนี้ นักวิชาการยังแสดงความเห็นว่าความคิดของชาวสแกนดิเนเวียนในลักษณะของการพลีชีพในสงครามที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและรุนแรงนี้ เป็นลัทธิความตายชนิดหนึ่งซึ่งในทางจิตวิทยาจะช่วยทำให้พวกเขาต่อสู้กับศัตรูอย่างไม่เกรงกลัวความตาย

ในอีกทางหนึ่ง “หลังบ้าน” หรือครอบครัวของบรรดานักรบหญิงชาย ก็จะได้รับการประโลมจากการสูญเสียคนที่รัก เพราะผู้วายชนม์นั้นจะได้มีชีวิตอยู่ในท้องพระโรงของเทพเจ้าโอดิน ซึ่งมีงานเลี้ยงที่ไม่วันสิ้นสุด มีทุ่งหญ้าที่ไร้ขอบเขต รายล้อมไปด้วยสาวพรหมจรรย์ที่งดงามในคณะของราชาแห่งทวยเทพ ภาพฝันนี้คงช่วยปลอบโยนผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และให้ความหวังกับบรรดานักรบ ผู้เสี่ยงภัยความตายในสงคราม

อ่านเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

Joshua J. Mark. “Valhalla”. Access 10 July 2022, from

NOAH TETZNER. “Valhalla: How Viking Belief in a Glorious Afterlife Empowered Warriors”. Access 10 July 2022, from

The Editors of Encyclopaedia Britannica. “Valhalla”. Access 10 July 2022, from

VALHALLA. Access 10 July 2022, from

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 กรกฎาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...