โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) แม่วังยุคธนบุรี ศูนย์กลางอำนาจของฝ่ายในสมัยพระเจ้าตาก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ม.ค. 2566 เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2566 เวลา 05.08 น.
พระราชวังเดิม หรือพระราชวังกรุงธนบุรี (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมษายน 2551)

ชาวมอญเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ไทยมาตลอดหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี โดยในช่วงยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ก็ปรากฏชื่อของสตรีชนชั้นสูงในราชสำนักแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง นามว่าเม้ยทอง หรือทองมอญ

นางเม้ยทองและบุตรหลานรอดชีวิตจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 มาได้ จนถึงสมัยกรุงธนบุรี สตรีนางนี้ได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าตาก ให้ดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาล เป็น “แม่วัง” มีอำนาจสิทธิขาดดูแลกิจการของฝ่ายใน

ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) เป็นใคร มีเส้นทางชีวิตอย่างไร? ปเรตร์ อรรถวิภัชน์ อธิบายไว้ในบทความ “บทบาทของชนชาติมอญ ต่อประวัติศาสตร์และสังคมไทย” ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมษายน 2551 ดังนี้

ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) แม่วังในรัชสมัยกรุงธนบุรี

ไม่เพียงแต่บุรุษชาวมอญเท่านั้นที่มีบทบาทและชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของไทย สตรีก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยและมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับราชสำนักทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรี โดยเฉพาะเมื่อได้รับความไว้วางใจให้เป็น “แม่วัง” ดูแลรับผิดชอบข้าราชการฝ่ายในทั้งหมดในพระราชวังกรุงธนบุรี ของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

หม่อมทิม ซึ่งเป็นบุตรสาวคนหนึ่งของท้าวทรงกันดาล ยังได้เป็นเจ้าจอมในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทำให้ท้าวทรงกันดาลมีส่วนสำคัญที่ทำให้เชื้อสายของทั้ง 3 ราชวงศ์ กล่าวคือราชวงศ์กรุงเก่า ราชวงศ์กรุงธนบุรี และราชวงศ์จักรี เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เนื่องจากต่อมาลูกหลานของท่านได้สมรสกับเจ้านายหลายพระองค์และหลายท่านได้เป็นบรรพชนฝ่ายหญิงของหลาย ๆ ราชสกุล เช่น กุญชรฯ, สุทัศน์ฯ, ชุมสายฯ, อรุณวงศ์ฯ, ศิริวงศ์ฯ และภาณุพันธุ์ฯ

นอกจากนี้ยังมีสกุลขุนนางอีกหลายสกุลที่สืบเชื้อสายหรือเป็นญาติสนิทของท้าวทรงกันดาล อาทิ ไชยนันทน์, ศรีเพ็ญ และ ณ พัทลุง เป็นต้น

เอกสารที่มีการกล่าวถึงท้าวทรงกันกาลนั้น บางแหล่ง เช่น ประวัติศาสตร์ ตระกูลสุลต่านสุลัยมาน (บุตรของดะโต๊ะโมกอล) ก็ว่าท่านได้สืบสกุลมาจากพระยาเกียรติและพระยาราม หัวหน้าจางวางอาสาชาวรามัญซึ่งได้แปรพักตร์จากฝ่ายพม่า มาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระนเรศวรฯ เนื่องจากทั้ง 3 ท่านเคยเป็นศิษย์ของท่านมหาเถรคันฉ่อง มาด้วยกันในวัยเยาว์

ส่วนบางแหล่งก็ว่าท้าวทรงกันดาลเป็นสตรีเชื้อสายมอญซึ่งได้เดินทางเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์สยามในสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในช่วงอยุธยาตอนปลาย

แต่แหล่งที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุดเกี่ยวกับท้าวทรงกันดาลคงจะหนีไม่พ้นบันทึกต้นตระกูลและวงศ์ญาติของพระยาไชยนันทน์พิพัทธพงศ์ (เชย ไชยนันทน์) ซึ่งท่านผู้นี้เป็นผู้สืบสกุลโดยตรงของพระยารัตนจักร (หงส์ทอง) และท่านยังมีศักดิ์เป็นหลานย่าของท้าวทรงกันดาลอีกด้วย

บันทึกดังกล่าวถูกเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2456 โดยพระยาไชยนันทน์พิพัทธพงศ์ (เชย ไชยนันทน์) ในขณะที่ยังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาบริหารราชมานพ โดยเขียนจากคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่และจากความทรงจำของตัวท่านเองว่า ตาและยายของท้าวทรงกันดาลนั้นเป็นสามีภรรยาชาวรามัญซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองโคราช มีบุตรี 3 คน บุตรีคนที่ 1 ชื่อ “สายบัว” ได้เป็นภรรยาปลัดขวาเมืองโคราช และมีบุตรชื่อแจ่มแจ้ง

ส่วนบุตรคนที่ 2 และสามีไม่ปรากฏนาม แต่มีบุตรชื่อบุญช่วยได้เป็นเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชในสมัยกรุงธนบุรีและมีบุตรชื่อพระยารัตนจักร (หงส์ทอง) ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมอาษาธมาต์ ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งน่าจะหมายถึง “อาทมาต” ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองของสยาม และนิยมที่จะใช้ชาวมอญเพราะสามารถพูดภาษาพม่าได้

บุตรีคนที่ 3 และสามีไม่ปรากฏนาม มีบุตรธิดา ดังต่อไปนี้

1. เป็นชายชื่อมะซอน ต่อมาได้เป็นเจ้าพระยารามจัตุรงค์ หรือจักรีมอญ (บรรพบุรุษของสกุลศรีเพ็ญ) หนึ่งในทหารคู่พระทัยที่ถูกประหารชีวิตพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ

2. เป็นหญิงชื่อเม้ยทอง หรือทองมอญ (ท้าวทรงกันดาล)

3. เป็นงูตัวหนึ่ง!

4. เป็นหญิงชื่อแป้น ต่อมาได้เป็นคุณหญิงของพระยาพัทลุง หรือขุนคางเหล็ก (บรรพบุรุษของสกุล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง)

เรื่องเล่าที่ว่าท้าวทรงกันดาลมีน้องเป็นงู นี้เป็นเรื่องที่ทราบกันดีในสกุลไชยนันทน์ เพราะเป็นเรื่องที่เล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ทวด และยังได้มีการพิมพ์เรื่องดังกล่าวแจกในอนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพของ ฯพณฯ เทียม ไชยนันทน์ เมื่อปี พ.ศ. 2540 อีกด้วย แต่ผู้เขียนจะไม่ขอนำเสนอรายละเอียดในที่นี้ เพราะเกรงว่าจะเป็นการออกนอกเรื่องมากเกินไป

ที่ผ่าน ๆ มาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ที่เป็นสามีของท้าวทรงกันดาลนั้นก็มีความสับสนอยู่พอสมควรเช่นกัน เนื่องจากในหนังสือ “ต้นตระกูลไทย” เล่าว่า ท้าวทรงกันดาลเป็นสนมในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวมี 2 พระองค์ องค์แรก ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) แต่ต่อมา พระองค์ได้ถูกกล่าวหาว่าลักลอบเป็นชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์ พระมเหสีของพระราชบิดา (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) จึงถูกราชทัณฑ์ด้วยการโบยและเอาไฟนาบ จนสิ้นพระชนม์ระหว่างถูกลงโทษ และต่อมาพระอนุชาเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิจ (ขุนหลวงหาวัด) จึงได้ดำรงตำแหน่งวังหน้าแทน

ส่วนอีกทางหนึ่ง ในหนังสือประวัติศาสตร์ ตระกูลสุลต่านสุลัยมาน กล่าวว่า สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (ผู้ทรงเชื้อสายท้าวทรงกันดาล ทางสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชชนนี พระชนนีของพระองค์) ได้ทรงเล่าถึงบรรพชนว่าสามีของท้าวทรงกันดาลเป็นหม่อมเจ้า โอรสของพระองค์เจ้าในราชตระกูลกรุงเก่า

ส่วนในบันทึกของพระยาไชยนันทน์ฯ เองนั้น ก็เขียนปะปนกัน บางตอนก็ว่า ท้าวทรงกันดาลเป็นหม่อมห้ามของหม่อมเจ้าในเจ้าฟ้าจีด (ในบันทึกฯ สะกดว่า “จิตต์”) แต่ในบางตอนก็เขียนว่า นางเป็นหม่อมห้ามของเจ้าฟ้าจีดเสียเอง

เจ้าฟ้าจีดเป็นพระโอรสของพระองค์เจ้าแก้ว จึงหมายความว่าท่านเป็นพระเจ้าหลานเธอของสมเด็จพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พลูหลวง โดยพระองค์ประสูติจากเจ้าฟ้าเทพ ราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จึงทำให้พระองค์ท่านมีฐานันดรเป็นเจ้าฟ้า โดยนับทางฝ่ายพระชนนี

ทางฝ่ายเจ้าฟ้าจีดเองนั้นถึงจะเป็นเจ้านายสูงศักดิ์แต่ก็ต้องประสบเคราะห์กรรมมาไม่น้อย เพราะทรงต้องโทษถูกกักขังอยู่ในบริเวณพระราชวัง เนื่องจากพระองค์เจ้าแก้วพระบิดาของพระองค์เป็นฝ่ายของเจ้าฟ้าปรเมศร์ ซึ่งพ่ายแพ้ในศึกช่วงชิงราชบัลลังก์กับพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงต้องตกอยู่ในสถานะกบฏ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้รับชัยชนะและได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ช่วงนั้นบ้านเมืองอยู่ในภาวะระส่ำระสายจากการรุกรานของพม่า และในช่วงที่ใกล้จะเสียกรุงอยู่นั้น เจ้าฟ้าจีดและครอบครัวได้รับการช่วยเหลือจากหลวงโกษา ซึ่งเป็นผู้คุมทัพจากเมืองพิษณุโลกมาช่วยรบกับพม่าทางด้านทิศเหนือของกรุงศรีอยุธยาได้กระทำการช่วยเหลือเจ้าฟ้าจีดให้หนีจากการคุมขังและได้เสด็จลี้ภัยไปยังเมืองพิษณุโลก

กลอุบายของกองทัพเมืองพิษณุโลกในการช่วยเหลือเจ้าฟ้าจีดนั้น น่าจะเป็นแผนของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ที่จะเชิดเจ้าฟ้าจีดขึ้นเป็นกษัตริย์หลังจากกรุงแตก เช่นเดียวกับที่เจ้าเมืองพิมายตั้งใจจะยกกรมหมื่นเทพพิพิธ เนื่องจากทั้ง 2 พระองค์ต่างก็เป็นพระบรมวงศ์ชั้นสูงของกรุงศรีอยุธยา จึงอาจจูงใจให้ผู้คนเชื่อถือเลื่อมใสได้ง่ายกว่าสามัญชนทั่วไป

แต่ในช่วงที่เจ้าฟ้าจีดเสด็จไปถึงเมืองพิษณุโลกนั้นมีแต่คุณหญิงภริยาของเจ้าพระยาพิษณุโลก และข้าราชการเพียงบางส่วนหลงเหลืออยู่ เพราะเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ได้ยกทัพขึ้นไปรบกับพม่าที่สุโขทัยและสวรรคโลก ในเวลานั้นเจ้าฟ้าจีดจึงได้ฉวยโอกาสยึดทรัพย์สมบัติของเจ้าพระยาพิษณุโลก และสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นเจ้าครองเมือง

แต่ทางฝ่ายของเจ้าฟ้าจีด สามารถยึดตำแหน่งดังกล่าวอยู่ได้ไม่นาน เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ทราบเรื่องจึงรีบเดินทางกลับมา และบุกยึดเมืองคืนได้สำเร็จ และจับเจ้าฟ้าจีดขังกรงถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์ ส่วนหม่อมทองมอญและลูก ๆ ต้องตกค้างอยู่ที่เมืองพิษณุโลก อยู่ในความปกครองของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2310 ก็เกิดการรบพุ่งกันระหว่างก๊กต่าง ๆ ที่ตั้งตัวเป็นอิสระ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ซึ่งก็ถือเป็นหัวหน้าก๊ก ๆ หนึ่งเช่นกัน ได้ทรงกอบกู้เอกราชและหลังจากนั้นได้ยกทัพไปปราบก๊กอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงศึกพระเจ้าฝางและเมืองพิษณุโลกเพื่อรวบรวมอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นดังเดิม

คงเพราะหม่อมทองมอญ ท่านเคยเป็นหม่อมห้ามของเจ้านายในราชวงศ์พลูหลวงและมีความคุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมประเพณีในราชสำนักมาก่อน นางและลูก ๆ จึงได้เดินทางจากเมืองพิษณุโลกมาอยู่ที่กรุงธนบุรี และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “เจ้าคุณใหญ่ท้าวทรงกันดาล”

ในรัชสมัยกรุงธนบุรี ตำแหน่งท้าวทรงกันดาลเป็นตำแหน่งสูงสุดในหมู่ข้าราชบริพารฝ่ายในของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทำหน้าที่คล้ายกับเป็น “แม่วัง” ซึ่งในปัจจุบันคงพอเทียบได้กับ “เลขาธิการพระราชวัง” ดังนั้นจึงน่าจะกล่าวได้ว่า ท้าวทรงกันดาลเป็นจุดศูนย์กลางของอำนาจการบริหารฝ่ายใน

เมื่อใกล้ชิดกับราชสำนัก พวกมอญกลุ่มของเจ้าพระยารามจัตุรงค์ และท้าวทรงกันดาล จึงได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมคลองฝั่งธนบุรีใกล้กับพระราชวังเดิม บริเวณแถวนั้นจึงเรียกว่า “คลองมอญ” นับตั้งแต่บัดนั้นมา

เคหสถานของเครือญาติท้าวทรงกันดาล ตั้งอยู่ระหว่างเขตบางกอกน้อยและเขตบางกอกใหญ่ใกล้กับวัดชิโนรสในปัจจุบันซึ่งเป็นบริเวณคูเมืองเดิมของกรุงธนบุรี ห่างจากพระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ไปเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 กรกฎาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...