โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ตุ่มแบบไหนคล้ายฝีดาษลิง?

Health Daily

เผยแพร่ 19 ส.ค. 2565 เวลา 05.00 น. • สุขภาพดีดี

ตุ่มแบบไหนคล้ายฝีดาษลิง?

โรคฝีดาษลิง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “monkeypox” ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือเกี่ยวการการระบาดของโรคฝีดาษลิง โดยยืนยันว่าเบื้องต้นพบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 80 ราย และอีก 50 รายที่น่าสงสัยอยู่ระหว่างสอบสวน กระจายอยู่ใน 11 ประเทศ และเตือนว่าอาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก วันนี้ สุขภาพดีดี.com ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ฝีดาษลิง คืออะไร ? มาให้ทุกคนได้อ่านกันและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันค่ะ

ฝีดาษลิงคืออะไร? นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายว่า โรคฝีดาษลิง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส orthopoxvirus เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่พบได้น้อย โรคนี้พบมากในแอฟริกากลาง และตะวันตก โดยเชื้อไวรัสฝีดาษลิงเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษในคน และฝีดาษวัว พบในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงก็อาจติดเชื้อได้ รวมทั้งคนก็สามารถติดเชื้อนี้ได้เช่นกัน

โรคฝีดาษลิง แบ่งออกเป็น2 สายพันธุ์ คือ

  • สายพันธุ์แอฟริกากลาง มีความรุนแรงมาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต

  • สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แอฟริกากลางมาก ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ขณะนี้ โรคฝีดาษลิงติดต่อกันได้อย่างไร ?

  • จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด

  • สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ

  • หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน

  • การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า

  • หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย

  • การแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย

  • แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม

  • หรืออุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ เมื่อคนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน อาจนานถึง 21 วันระยะเวลาฟักตัว

ระยะเวลาฟักตัว (ช่วงเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนถึงเริ่มแสดงอาการ) ของโรคฝีดาษวานรมีตั้งแต่ 7-21 วัน โดยอาการจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ

  • ระยะก่อนออกผื่น ประมาณ 0-5 วัน มีไข้, ปวดศีรษะมาก, ต่อมน้ำเหลืองโต, ปวดหลัง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียมาก ภาวะต่อมน้ำเหลืองโตเป็นลักษณะเด่นของโรคฝีดาษวานร เปรียบเทียบกับโรคอื่นที่อาจแสดงอาการแรกเริ่มคล้ายกัน (อีสุกอีใส หัด และฝีดาษ)
  • ระยะออกผื่น ปกติเริ่มภายใน 1-3 วันหลังจากเริ่มมีไข้ ตุ่มผื่นมักขึ้นหนาแน่นบนใบหน้าและแขนขามากกว่าลำตัว โดยผื่นจะมีขนาด 2-10 มิลลิเมตร ในช่วง 2-4 สัปดาห์ต่อมา สามารถเกิดตุ่มผื่นได้ทั้ง ใบหน้า ,ฝ่ามือฝ่าเท้า,เยื่อบุช่องปาก ,อวัยวะเพศ,เยื่อบุตา และกระจกตาก็ได้รับผลกระทบด้วย

โดยผื่นเริ่มจากผื่นแดง จากนั้นค่อย ๆ เป็นเป็น ผื่นนูน (เป็นตุ่มแข็งนูนเล็กน้อย) กลายเป็นถุงน้ำ (มีของเหลวใสบรรจุอยู่ภายใน) เกิดตุ่มหนอง (มีของเหลวสีเหลืองบรรจุอยู่ภายใน) และเป็นฝี จนตุ่มหนองแตกและแห้งเป็นสะเก็ด ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีขึ้น และหมดระยะในการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น

อาการโรคฝีดาษลิง

  • มีไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดหลัง
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • หนาวสั่น
  • อ่อนเพลีย
  • ผื่นขึ้นบริเวณแขน ขา หน้า และ ลำตัว
  • ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนองตุ่มฝีดาษลิงเป็นอย่างไร?

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อแล้วในเวลาต่อมาต่อมต่าง ๆ ในร่างกายจะเริ่มบวมขึ้น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันระดมกำลังต้านทานการติดเชื้อส่งผลให้เกิดตุ่มและผื่นตามตัว ซึ่งจะเริ่มจากผิวหนังกลายเป็นสีแดงและยกตัวนูนขึ้น จากนั้นจะเกิดของเหลวสีขาวข้นคล้ายหนองอยู่ภายใน ซึ่งตุ่มของเหลวนี้จะแตกออกเป็นแผลในเวลาต่อมา และในท้ายที่สุดมันจะแห้งตกสะเก็ดจนหลุดออกไปได้เอง

ดร. โรซามันด์ ลูอิส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่าการที่ผื่นจากฝีดาษลิงมีลักษณะและความเปลี่ยนแปลงคล้ายกับโรคอีสุกอีใสเช่นนี้ ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยากมาก แต่ผื่นของฝีดาษลิงนั้นมักจะเริ่มเกิดขึ้นบนใบหน้าหรือภายในช่องปากก่อน แล้วจึงกระจายไปยังแขนขารวมทั้งมือเท้าและส่วนแขนงต่าง ๆ ของร่างกาย

ผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงที่พบใหม่บางรายมีผื่นขึ้นแถบอวัยวะเพศ ทำให้สังเกตเห็นได้ยากเพราะอยู่ในจุดซ่อนเร้น ผื่นจะมีลักษณะต่างออกไปเล็กน้อยในกลุ่มคนที่สีผิวต่างกัน ทำให้สำนักงานความปลอดภัยทางสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UKHSA) ออกคำเตือนว่าหากพบแผลหรือความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่ดูผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณอวัยวะเพศ ให้ปรึกษาสายด่วนสุขภาพหรือพบแพทย์เพื่อตรวจสอบในทันที

ในประเทศไทย ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2565 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีพบ ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร หรือ ฝีดาษลิง รายที่ 2 ในกรุงเทพมหานคร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ได้กำชับและดูแลการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคฝีดาษวานร พร้อมสั่งการให้กรมควบคุมโรค ประสานงานกับคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ในการติดตามเฝ้าระวังโรค

ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะยังไม่มีการแพร่ระบาดอย่างเป็นวงกว้าง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ควรจะชะล่าใจเนื่องจาก ฝีดาษลิงเป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายและอาจก่อให้เกิดความรุนแรงจนถึงชีวิตได้

ดังนั้นเราควรเตรียมความพร้อมป้องกันไว้เสมอ โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพอยู่เสมอ และควรรับประทานวิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอยู่เสมอ วันนี้สุขภาพดีดี.com ขอแนะนำ ACDE-MAX plus Bioflavonoid และ B-Complex plus Bioflavonoid (บี1,2,6,12)

ACDE- Max และ B-Complex 30 แคปซูล กระปุกละ 290.- Promotion พิเศษ 4 กระปุก 1,000.-

คละได้ทุกแบบ ส่งฟรี เท่านั้นยังไม่พอ แถม Zinc เพิ่มไปอีก 1 กล่อง ขนาด 30 เม็ด!!! (ส่วนประกอบ MaxxLife Zinc สำคัญใน 1 แคปซูล Zinc Amino Acid Chelate 20% 75 mg. (ให้ Zinc 15 mg.) บำรุงสมอง ระบบประสาท และ เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

ACDE-MAX plus Bioflavonoid

ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุง ผิว ผม เล็บ และสายตา

ดูแลอาการอักเสบ

ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ

ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด

1. วิตามิน A (Vitamin A) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญในการดูแล ผิวพรรณ ดวงตา และการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมถึงสร้างภูมิคุ้มกันได้

2. วิตามิน C (Vitamin C) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงที่ช่วยปกป้องเซลล์ เสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย บรรเทาอาการภูมิแพ้ ชะลอความแก่ และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย หากรับประทานคู่กับ คอลลาเจน จะช่วยให้คอลลาเจนดูดซึมและคงสภาพดีขึ้น ช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้นอย่างชัดเจน

3. วิตามิน D (Vitamin D) เป็นวิตามินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินซีและวิตามินเอได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยให้ร่างกายใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัสได้เต็มประสิทธิภาพ ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรงขึ้น หากรับประทานร่วมกับวิตามินเอ และวิตามินซี จะช่วยป้องกันหวัดได้ดียิ่งขึ้น

4. วิตามิน E (Vitamin E) ช่วยลดอาการอักเสบในร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ หรือเนื้อเยื่อในร่างกายที่ถูกทำลาย เป็นวิตามินแห่งความงามและการย้อนวัย ชะลอความแก่ ลดริ้วรอย บำรุงผิว ผม และเล็บ อีกทั้งยังช่วยดูแลระบบเลือดและป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด

B-Complex plus Bioflavonoid (บี1,2,6,12)

บำรุงสมองและระบบประสาท

บำรุงการไหลเวียนและคุณภาพของเลือด

ดูแลภูมิต้านทานในร่างกาย

1. วิตามินบี 1 และ บี 2 ช่วยบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจให้ทำงานเป็นปกติ ช่วยบำรุงสมอง ความคิด และสติปัญญา ช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และความรุนแรงของไมเกรน

2. วิตามินบี 3 (ไนอะซินาไมด์) มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมระบบประสาท และระบบขับถ่ายในร่างกาย สร้างสมดุลในร่างกายในการดึงน้ำตาลไปเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงาน ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นอยู่เสมอ และช่วยต้านและควบคุมอาการแพ้

3. วิตามินบี 5 (ดี-แคลเซียม แพนโททิเนต) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย ฟื้นฟูสภาพผิว และลดการเกิดสิว

4. วิตามินบี 6 (ไพริดอกซีน ไฮโดรคลอไรด์) ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน สร้างเม็ดเลือด บำรุงผิว ดีต่อระบบประสาทและสมอง ทำงานร่วมกันกับวิตามินบี 12 ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

5. วิตามินบี 7 (ไบโอติน) ช่วยป้องกันโลหิตจาง เนื่องจากมีส่วนช่วยในการไหลเวียนของเลือด เมื่อการไหลเวียนของเลือดทำงานปกติแล้ว จะทำให้ระบบประสาทและสมองได้รับผลดีไปด้วย บำรุงผิวและผม

6. วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) สร้างเซลล์และบำรุง DNA และมีส่วนช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง

7. วิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง บำรุงประสาทและสมอง มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ลดอาการเหน็บชาและ ลดอาการโรคซึมเศร้า

Bioflavonoid จะช่วยชะลอความชรา ชะลอความเสื่อมถอยของร่างกาย ดูแลการอักเสบให้ดีขึ้น อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณสดใส ดูแลสายตาและช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น

ที่มาข้อมูล : 5 ข้อเทียบ “ฝีดาษลิง” กับ “โควิด-19” ที่โลกกำลังหวั่นถึงการระบาด

เปิดความอันตราย “ฝีดาษลิง” ระบาดคล้ายโควิด หาก “ติดฝีดาษลิง” ต้องกักตัว 21 วัน

ฝีดาษลิง : โรคนี้มีอาการอย่างไร ติดต่อทางไหนได้บ้าง

เปิดข้อมูล “ฝีดาษลิงในไทย” กรมควบคุมโรคพบ 13 ราย มีความเสี่ยงสูง

ฝีดาษลิง : อาการ ผื่น แบบไหนที่ใช่ แบบไหนเป็นอีสุกอีใส หรือโรคอื่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...