โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สำรวจเส้นทางหมื่นล้าน ราคา “มังคุด” ตะวันออกตกต่ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ส.ค. 2565 เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2565 เวลา 03.21 น.

กลายเป็นกระแสร้อนในโลกโซเชียลภาคตะวันออกเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน สำหรับ “มังคุด” ราชินีผลไม้ของไทย ที่มีการส่งออกสร้างรายได้ปีละนับหมื่นล้านบาท แต่ดูเหมือนตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาราคาจะตกต่ำ และไร้การเหลียวแลจากภาครัฐ ทำให้ชาวสวน ผู้ส่งออกต้องดิ้นรนกันเอง

“ประชาชาติธุรกิจ” ถือโอกาสสำรวจเบื้องลึกของปัญหาต่าง ๆ จากผู้รู้ในแวดวงสะท้อนวงจรการค้าจากสวนถึงผู้ส่งออก พบว่า มังคุดภาคตะวันออก ปี 2565 ผลผลิตรวม 3 จังหวัด 221,847 ตัน มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2564 จำนวน 106,796 ตัน เพิ่มขึ้น 115,051 ตัน หรือ 107.73%

ผลผลิตจันทบุรีมากที่สุด 155,838 ตัน ตราด 46,052 ตัน และระยอง 19,957 ตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี)

แต่เปรียบเทียบกับปริมาณส่งออกปี 2564 ส่งออก 140,000 ตัน ปี 2565 ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นกว่า 107% แต่ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 46,940 ตัน หรือ 4.9% มูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท

โดยยังต้องเผชิญปัญหาซ้ำ ๆ ทำให้ราคามังคุดตกต่ำ หลังเสร็จสิ้นฤดูกาลมังคุดปีนี้ จึงเห็นภาพเกษตรกรสวนมังคุดตัดโค่นต้น เพื่อปลูกทุเรียนพืชที่ให้ความหวังมากกว่า

ผลผลิตมาก-ราคาตก

นายชลธี นุ่มหนู ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่าสาเหตุที่ทำให้มังคุดภาคตะวันออกราคาตกต่ำในปีนี้เป็นไปตามคาดการณ์ คือ มังคุดและทุเรียนออกมากตรงช่วงเวลาเดียวกัน และจีนตลาดหลักเข้มงวดมาตรการซีโร่โควิด ทำให้ระบบขนส่งล่าช้า ตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียนไม่ทันและนำไปบรรจุทุเรียนที่มีมูลค่าสูงกว่า

ปัญหาแรงงานขาดแคลนค่าแรงสูง และปัญหาคุณภาพมังคุด ผลเล็กตกไซซ์ เนื้อแก้วยางไหล ผลดำ แตก ประมาณ 50% ส่งออกไม่ได้จากสภาวะอากาศที่แปรปรวน ผู้ประกอบการมังคุดส่งออกยังมีน้อยรายไม่กล้าเสี่ยง

ปีนี้จึงมีโรงคัดบรรจุมังคุดเปิดน้อย ปี 2564 ผลผลิตส่งออกมังคุดไปจีนกว่า 140,000 ตัน แต่ปี 2565 ผลผลิตเพิ่มเท่าตัวกลับส่งออกได้ 146,940 ตัน (30 มิ.ย. 65) ซึ่งราคาที่ชาวสวนหลายคนรับได้เบอร์รวมยืนอยู่ที่ 35 บาท

นายธนกฤต เขียวขจี ประธานกลุ่มมังคุดดงกลาง จ.ตราด ตั้งข้อสังเกตว่า จากปัญหาของเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือ ราคามังคุดไม่มีเสถียรภาพและไม่มีมาตรฐานการซื้อขายที่เป็นธรรม มังคุดน้อยคัดเกรดน้อย มังคุดออกมากคัดเกรดเข้มข้น 8-10 เกรด ราคาบางวันขึ้นลงถึง 2-3 ครั้ง ครึ่งวันลง 40-50 บาท เย็น ๆ ลงอีก 5-10 บาท

ปีนี้ราคาต้นเดือนพฤษภาคม 7 วัน ราคาดิ่งลง 100-120 บาท เหลือ 30-35 บาท ปัญหาแรงงานเก็บเกี่ยว ค่าแรงกิโลกรัมละ 7-8 บาท ถ้ามังคุดราคา 10-20 บาท ต้นทุนค่าแรงกว่า 50% และปัญหาอุตสาหกรรมแปรรูปรองรับผลผลิตที่ส่งออกยังไม่พร้อม

“ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมราคารับซื้อจากชาวสวนตกลงมาก แต่ราคาขายส่งตลาดปลายทางไม่ได้ลดลง ดูข้อมูลราคาขายมังคุดที่ตลาดเจียงหนาน วันที่ 7 พฤษภาคม ราคามังคุดเบอร์ 3 A กก.ละ 53.43 บาท (รวมค่าแพ็ก) ซึ่งมาจากราคามังคุดชาวสวน กก.ละ 35 บาท แล้วใช้เวลา 7 วัน นำมาขายตลาดเจียงหนานได้ราคา กก.ละ185 ผลต่างก็คือ 132 บาท ชาวสวนต้องการรู้ราคาซื้อล่วงหน้า แต่ราคามังคุดไทยแต่ละวันใครเป็นผู้กำหนด” นายธนกฤตกล่าว

ตารางส่งออกมังคุด

ส่งออกมังคุดข้อจำกัดเพียบ

นายสัญชัย โกสัลล์วัฒนา นายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ถือเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนเกี่ยวพันกับข้อกฎหมาย โดยมีข้อจำกัด 3 เรื่อง คือ

1) เรื่องแรงงานภาคเกษตรที่ต้องนำเข้าตาม ม.64 ที่เคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดไม่ได้

2) ปัญหาเรื่องขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากถูกล้งทุเรียนประมูลแย่งตู้ไปหมด ทำให้ต้นทุนตู้จาก 70,000-80,000 บาท ขึ้นมาเป็น 300,000 บาท และถ้าจะให้ได้ตู้จริงต้องจ่ายเงินเพิ่มให้บริษัท ชิปปิ้ง อีกตู้ละ 10,000-20,000 บาท ล้วนเป็นต้นทุนของล้งที่กำหนดราคาซื้อให้ต่ำลง รัฐต้องหาทางช่วยเหลือหาตู้มาให้เพียงพอ

และ 3) ผู้ประกอบการส่งออกมังคุดมีน้อยราย โดยเฉพาะล้งใหญ่มีเพียง 4-5 ล้ง ส่วนผู้ประกอบการส่งออกรายย่อยมีประมาณ 30 กว่าราย แต่ไม่ได้ส่งออกสม่ำเสมอ รัฐต้องมีวิธีการดึงผู้ประกอบการส่งออกรายใหญ่ ๆ ให้เข้ามามาก ๆ เหมือนทุเรียนให้เกิดการแข่งขัน

“การขายมังคุดของเกษตรกร จะมี 3 รูปแบบ คือ 1.ขายตรงให้กับล้ง 2.ขายผ่านคนของล้งที่ไปตั้งจุดรับซื้อ 3.ขายผ่านล้งขนาดเล็กที่รับซื้อมาขายต่อให้ล้งขนาดใหญ่ที่่ส่งออก และ 4.ขายผ่านนายหน้าหรือพ่อค้าที่รับซื้ออยู่ตามข้างทาง ซึ่งพ่อค้าเหล่านี้จะคัดเกรดและมาส่งล้งใหญ่อีกทอดหนึ่ง

ดังนั้น การจะขายให้ได้ราคาเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกันขาย เพื่อต่อรองราคาไม่ให้ถูกพ่อค้าเอาเปรียบ การแข่งขัน คุณภาพมาตรฐาน ตามกติกาต้องคัดแยกเกรดมาตั้งแต่ในสวน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีหลายสวนที่ทำได้ผล เช่น กลุ่มแปลงใหญ่ กลุ่มเขาคิชกูฏ จ.จันทบุรี หรือกลุ่มมังคุดดงกลาง จ.ตราด ราคาจะอัพขึ้นมา แต่ถ้าเกษตรกรยังคงเทรวมไม่คัดเกรดเอาไปขายพ่อค้าข้างทางจะถูกกดราคาต่ำมาก

มาตรฐานของไซซ์มังคุดส่งออกจะแยกเป็น 5 เบอร์ คือ 6A ประมาณ 6-8 ลูก/กก., 5A ประมาณ 7-10 ลูก/กก., 4A ประมาณ 10-12 ลูก/กก., 3A ประมาณ 12-14 ลูก/กก., 2A ประมาณ 14-16 ลูก/กก. ส่วนใหญ่ล้งต้องการเบอร์ 3A และ 4A ส่วนการที่จังหวัดบังคับใช้กฎหมายให้ติดป้ายราคารับซื้อแต่ละเบอร์ควรให้กลุ่มคนที่ซื้อข้างทางปิดป้ายราคาด้วย ชาวสวนจะได้รู้ราคาล่วงหน้า”

ล้งใหญ่ชี้ชะตาราคาขึ้น-ลง

แหล่งข่าวจากวงการผลไม้จังหวัดจันทบุรีกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมามีล้งมังคุดบริษัทใหญ่ที่ทำส่งออกตลาดจีน 4-5 บริษัท ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันด้านราคา แต่ไม่ใช่การฮั้วกัน เป็นการกำหนดราคาของแต่ละล้ง มีความใกล้เคียงกันและแบ่งพื้นที่กันรับซื้อ ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น.ของทุกวัน ล้งใหญ่จะแจ้งราคารับซื้อ

ส่วนล้งเล็ก ๆ หรือโรงแพ็กจะตั้งราคาตามล้งใหญ่ในอัตราที่ต่ำกว่า กก.ละ 20-30 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการและผลกำไร แล้วนำมาส่งล้งใหญ่ ล้งที่รับซื้อหน้าล้งจากชาวสวนและส่งคนมารับซื้อตามลานรับซื้อมังคุด หรือริมทางมาแพ็กส่งเอง ส่วนต่าง กก.ละ 10-20 บาท โดยมากจะซื้อเหมามังคุดเบอร์รวม โรงแพ็กจะไปคัดแยก 4-5 เบอร์ส่งล้งใหญ่ส่งออก จะได้ส่วนต่างของราคามาก

“ปัญหาการกำหนดราคาของล้งใหญ่ 4-5 ล้ง ล้งที่รับซื้อเองไม่รู้ราคาปลายทางที่ตลาดจีน จะซื้อโดยตั้งราคาเผื่อไว้ล่วงหน้า 5-7 วัน ถ้าช่วงผลผลิตมากและปริมาณตู้ส่งออกมาก ราคาจะต่ำ ถ้าปริมาณมังคุดน้อยราคาสูง เมื่อเปิดตู้ที่ตลาดปลายทางจีนจะตีราคา จากต้นทุน ค่าชิปปิ้ง ค่าการตลาด ภาษียกเว้นแบรนด์ดี ๆ จะราคาแน่นอน จะมีลูกค้าเหมายกตู้ไป ตลาดจีนประกาศราคามังคุดพรีเมี่ยม

แต่จริง ๆ เปิดตู้มามังคุดจะมีเกรดราคาพรีเมี่ยม 50% มีเสียหายจากต้นทาง การขนส่ง ราคาขายจะลดลงตามสภาพ การทำตลาดแต่ละครั้ง ล้งส่งออกจะประเมินราคารับซื้อที่ไม่ขาดทุน และราคาตลาดจีนจะปรับรอบ 7-15 วัน ที่ขนส่งสินค้า ราคาที่ประกาศตลาดปลายทางบางครั้งจึงไม่สอดคล้องกับราคามังคุดไทย ผู้ค้าบางคนมีฉวยโอกาสปรับราคากันทุกวัน หรือตามเวลาปิดตู้ บางวันมี 3 ราคา เมื่อมังคุดราคาถูกพ่อค้าข้างทางจะมีหลายรายและคัดกันเข้มข้นเป็นโอกาสล้งที่จะซื้อมังคุดได้ราคาต่ำ” แหล่งข่าวกล่าว

ต้นทุนแรงงาน-ขนส่งพุ่ง

นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมการผลไม้ยุคใหม่และผู้ส่งออกมังคุดในนามล้ง “อรษา” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาผู้ส่งออกมังคุดที่มีผลต่อราคารับซื้อมังคุด มี 2 ปัจจัยหลัก คือ แรงงานที่นำเข้า MOU ที่ผ่านบริษัทเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 25,000 บาท/คน และช่วงกักตัวโควิด-19 ต้องเสียเพิ่มอีก 9,000 บาท/คน ทำให้เป็นต้นทุนสูงมาก

ล้งที่ทำมังคุดส่งออกวันละ 3-5 ตู้ต้องใช้แรงงานประจำ 200 คน เป็นค่าใช้จ่ายสูงถึง 4 ล้านบาท และคนงานที่เข้ามาบางครั้งยังไม่ครบกำหนดไปอยู่กับนายจ้างคนอื่นโดยที่เรียกร้องเอาเงินคืนไม่ได้

ภาครัฐควรดูแลให้การนำเข้าแรงงานถูกลง และปัญหาระบบการขนส่ง ทำให้รถติดที่ด่านเพราะนโยบายซีโร่โควิดของจีนทำให้การหมุนเวียนของตู้ไม่เพียงพอ และตู้ถูกบริษัทส่งออกล้งใหญ่ ๆ จองใช้หมด ผู้ส่งออกรายย่อย ๆ เข้าไม่ถึง ราคาตู้ไปทางบกปรับเพิ่มขึ้นจาก 80,000 บาท เป็น 250,000 บาท ค่าเฟรตเรือเพิ่มจากตู้ละ 1,500 เหรียญดอลลาร์ เป็น 8,500 เหรียญดอลลาร์ เครื่องบิน 15-20 ตัน ไฟลต์ละ 1.2-1.6 ล้านบาท

“รายจ่ายค่าขนส่ง 60% รายจ่ายต้นทุนมังคุด 40% ปัญหาการขนส่งที่ล่าช้า เกิน 7 วัน เป็น 15-30 วัน ทำให้มังคุดเสียหาย ต้องไปใช้ขนส่งทางเครื่องบินที่ต้นทุนสูงมาก ขอให้ชาวสวนเข้าใจตลาดเปลี่ยนความคิดว่าล้งกดราคา สินค้ามีวัฏจักรขึ้นลง ถ้าเกษตรกรอยู่ไม่ได้พ่อค้าอยู่ไม่ได้” นายมณฑลกล่าว

แนะแปรรูปเพิ่มมูลค่า

นางสาวรุจิณี สันติกุล เจ้าของสวนสุขจิตต์ อ.เขาสมิง จ.ตราด กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหามังคุดราคาตกต่ำว่า ถ้าทำให้ผลผลิตกระจายตัว มีผลผลิตเป็นรุ่น ๆ ปริมาณมังคุดไม่กระจุกตัว ส่วนปัญหาคุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับฝน ช่วงแรกคุณภาพ 70% ช่วงหลังเหลือเพียง 30% ทำให้ท้ายฤดูราคายิ่งลดลงและถูกพ่อค้าคัดมากขึ้น ควรแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมให้ครบวงจรเพื่อเพิ่มมูลค่า ช่วงต้นฤดูขายเนื้อ ช่วงท้ายขายเปลือก จะเป็นความยั่งยืนของเกษตรกรสอดคล้องกับผลผลิตที่ออกมา

นายวศิน พัฒนวงศ์สุนทร รองประธานกลุ่มมังคุดดงกลาง อ.เขาสมิง จ.ตราด กล่าวว่า ถ้าทำมังคุดออกต้นฤดูได้ปริมาณน้อยจะราคาดี และน่าจะมีการสนับสนุนการแปรรูป และเผยแพร่ความรู้งานวิจัยเกี่ยวกับมังคุดเนื้อแก้วกับเกษตรกร เพราะปริมาณมังคุดคัดเป็นเนื้อแก้ว เบอร์ตกไซซ์ประมาณ 20% และราคาต่ำมาก

ด้าน นายกฤติเดช อยู่รอด เลขาธิการสมาคมทุเรียนและเจ้าของสวนมังคุด อ.มะขาม จ.จันทบุรี กล่าวว่า หากปี 2566 ยังไม่มีการเตรียมตัว ปัญหาทุกอย่างจะเหมือนเดิมแต่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้น เพราะปริมาณทุเรียนจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 20% ถ้ามาตรการซีโร่โควิดยังมีอยู่ปัญหาตู้ที่ใช้บรรจุมังคุดอาจจะไม่มี การเตรียมตัวระบบการขนส่งเส้นทาง ทางบกที่น่าจะมีปัญหา คือ R8 R9 R12 เส้นทางที่น่าจะใช้ได้ดี คือ R3 A และรถไฟจีน-ลาว ที่ผ่าน สปป.ลาวต้องมีการเจรจากันทั้งระดับรัฐและองค์ ภาคเอกชนในเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน

รวมทั้งส่งเสริมจัดหาผู้ประกอบการส่งออกมังคุดเพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องแรงงาน เกษตรกรต้องทำคุณภาพรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหา สมาคมทุเรียนไทยได้เตรียมการเสนอหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่มีช่องทางหรือเวทีที่ตัวแทนภาคเกษตรกรจะสื่อสารไปถึง ถึงเวลาที่เกษตรกรชาวสวนมังคุดรวมตัวกัน จัดตั้งสมาคมมังคุดไทย เพื่อเป็นตัวแทนผลักดันเรื่องต่าง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...