โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ttb เผยคนไทยระวังใช้เงินขึ้น แต่รูดปรื๊ดไม่แผ่วโต 15% กระจุกกลุ่มกำลังซื้อสูง

TODAY

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 08.47 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 08.47 น. • TODAY

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ แต่หนึ่งในพฤติกรรมที่ยังเติบโตต่อเนื่องคือ ‘การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต’ ข้อมูลของ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) เปิดเผยยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงเติบโตในปี 2568 เติบโตราว 15% และในช่วงปลายปีช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลใช้จ่ายยอดยังเร่งขึ้นไปถึงประมาณ 21%

[ ยังใช้เหมือนเดิม แต่ไม่ใช่แบบเดิม ]

‘อรพิม ขาวสอาด’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้า Retail Customer Segment and Marketing เล่าว่า ปัจจุบัน ttb มีฐานลูกค้าบัตรเครดิตมากกว่า 1.6 ล้านบัตร แบ่งออกเป็นลูกค้ากลุ่ม Wealth 4% กลุ่ม Mass Affluent 16% และกลุ่ม Middle Income 80%

แม้ว่าจะเห็นการเติบโตในภาพรวมของบัตรที่เติบโตราว 15% YoY แต่ถ้ามองลึกลงไปจะเห็นว่าการเติบโตนี้ไม่ได้มาจากทุกกลุ่มเท่ากัน โดยกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยยอดใช้จ่ายของลูกค้ากลุ่ม Wealth เติบโตถึง 35% ขณะที่กลุ่ม Mass Affluent โต 28%

ส่วนกลุ่ม Middle Income ซึ่งเป็นฐานใหญ่ที่สุดเติบโตเพียง 5% เท่านั้น ภาพนี้สะท้อนว่าการฟื้นตัวของกำลังซื้อยังไม่เท่ากัน และคนส่วนใหญ่ยังต้อง ‘ระวังการใช้เงิน’ มากขึ้น

ถ้าเราแยกหมวดเข้าไปดูการเติบโตในแต่ละหมวดการใช้จ่ายต่างๆ จะเห็นว่าหมวดใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเติบโต 13% พวกร้านอาหาร ช้อปปิ้งทั้งออนไลน์ทั้งหน้าร้าน การเดินทางรวมถึงค่าน้ำมัน หมวดท่องเที่ยวและต่างประเทศก็โตถึง 15% อย่างโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน แพลตฟอร์ตท่องเที่ยว การเช่ารถ

รวมถึงหมวดประกัน สุขภาพ และความงามที่โต 20% พูดง่ายๆ คือ คนยังใช้บัตรอยู่ แต่เลือกใช้มากขึ้น และใช้กับสิ่งที่ รู้สึกว่า ‘คุ้ม’ มากขึ้น

[ ttb ตั้งเป้าขึ้นเป็น TOP 4 ]

‘วีระยุทธ ศัลยประดิษฐี’ เจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์และการตลาดผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร กลุ่มลูกค้าบุคคลระดับกลางมองว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปชัดในเรื่อง ‘วิธีคิดก่อนใช้เงิน’ จากเดิมที่บัตรเครดิตถูกใช้เพื่อความสะดวกหรือใช้จ่ายล่วงหน้า

แต่วันนี้ หลายคนเริ่มมองบัตรเครดิตเป็น ‘เครื่องมือบริหารเงิน’ มากขึ้น ไม่ใช่แค่จ่าย แต่ต้องได้ความคุ้มค่ากลับมา ไม่ว่าจะเป็นเงินคืน ส่วนลด หรือสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายจริง

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง กำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ไปจนถึงปัจจัยภายนอก ทำให้ผู้บริโภคยิ่งระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น

เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน เกมของธนาคารก็เปลี่ยนตาม วันนี้คนไทยถือบัตรเครดิตเฉลี่ย 2–3 ใบต่อคน แต่ไม่ได้ใช้ทุกใบเท่ากัน คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครมีบัตรมากกว่า แต่เป็น ‘บัตรไหนถูกหยิบมาใช้จริงบ่อยที่สุด’

สำหรับ ttb แนวทางจึงขยับจากการให้สิทธิประโยชน์แบบกว้างๆ ไปสู่โปรโมชันที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เงื่อนไขไม่ซับซ้อน และไม่ตั้งยอดใช้จ่ายสูงเกินไป

ในปี 2569 ธนาคารจึงเน้นกลยุทธ์สร้าง ‘ความคุ้มค่าที่จับต้องได้’ ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่

  • ขยายฐานลูกค้าผ่านพันธมิตร
  • ใช้ข้อมูลและ AI ทำการตลาดเชิงลึก
  • พัฒนาสิทธิประโยชน์ให้แตกต่างและทันเทรนด์
  • ร่วมมือพาร์ตเนอร์ใน ttb Ecosystem เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย

พร้อมตั้งเป้าออกบัตรใหม่ 300,000 ใบ โดยเน้นลูกค้ากลุ่ม Middle Income ซึ่งเป็นฐานหลักของธนาคาร และคาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะอยู่ที่ 183,000 ล้านบาท เติบโต 10% พร้อมเป้าหมายก้าวสู่ Top 4 ตลาดบัตรเครดิตภายใน 3 ปี

[ รายได้โต แต่ต้องไม่แลกกับความเสี่ยง ]

แม้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะเติบโต แต่สิ่งที่ธนาคารต้องจับตาคือ ‘คุณภาพหนี้’เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมความเสี่ยงเช่นกัน ทำให้การปล่อยสินเชื่อต้องรอบคอบมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ปล่อยได้ แต่ต้องมั่นใจว่า ‘ลูกค้าจ่ายไหว’นี่จึงเป็นเหตุผลที่ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า กลายเป็นเครื่องมือสำคัญมากขึ้นในธุรกิจ

ในภาพรวม บัตรเครดิตยังเติบโต แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปชัดเจน พวกเขาเลือกมากขึ้น คิดมากขึ้น และคาดหวังความคุ้มค่ามากขึ้น ทำให้เกมของธนาคาร ต้องขยับจากให้ใช้ไปสู่ทำให้ใช้แล้วคุ้มจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...