โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดจิตศิลปิน อ่านใจคนฟัง คุยกับ Jaysbabyfood ล่ามไทย-เกาหลี “เราไม่มีสิทธิ์จะไปเพิ่มหรือตัดทอน”

TODAY

อัพเดต 03 เม.ย. เวลา 11.20 น. • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • TODAY

ล่ามเกาหลี เป็นหนึ่งในอาชีพที่ใครต่างสนใจ ด้วยกระแสความนิยมในสื่อเกาหลีที่ยังคงมาแรงต่อเนื่องในไทยหลายสิบปี ทำให้ภาษานี้ กลายเป็นอีกหนึ่งภาษาที่คนไทยจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ

เจ—ศิรส มหาวัฒนอังกูร คือหนึ่งในล่ามที่หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาไม่น้อย เพราะเธอคือหนึ่งในบรรดาล่ามไทย ที่ได้พบปะกับศิลปินมากหน้าหลายตา แถมยังเป็นเจ้าของช่อง Jaysbabyfoodที่มีผู้ติดตามหลักแสนในแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะชอบฟังเจ้าตัวเม้าส์มอยหลากหลายเรื่องราว

เบื้องหน้าของรับคำชมมากมายจากเหล่าแฟนคลับ ถึงความสามารถในการแปลที่รวดเร็ว ราบรื่น และสละสลวย แต่เบื้องหลังงานล่ามเป็นอย่างไร ท้าทายแค่ไหน มีอะไรที่คนเข้าใจผิดหรือเปล่า? เราขอชวนทุกคนไปร่วมกันหาคำตอบจากบทสัมภาษณ์นี้กัน

เริ่มต้นเส้นทางล่าม จากการตามเสียงหัวใจ

ชื่อ ‘jaysbabyfood’ คงติดหูใครหลายคน ซึ่งเป็นชื่อช่องคอนเทนต์ของเจเอง เจ้าตัวเล่าว่า สาเหตุที่ตั้งชื่อนี้ เพราะเป็นคนกินอาหารเหมือนเด็ก ผักไม่กิน เผ็ดไม่ชอบ และเป็นชื่อเรียกที่เพื่อนๆ ตั้งให้ เธอจึงหยิบเอาชื่อนี้มาตั้งเป็นชาแนลใน YouTube เพื่อทำคอนเทนต์เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลี

แต่ต้องบอกก่อนว่า เธอไม่ได้สนใจภาษาเกาหลีมาตั้งแต่แรก ในช่วงเวลาที่ K-Pop ยุคแรกเริ่มเฟื่องฟูในไทย เจกลับชื่นชอบ J-Pop มากกว่า โดยมีวงในดวงใจเป็นKUT-TUN และในช่วงที่เธอเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เจก็เลือกลงเรียนวิชาภาษาสเปนเป็นวิชาโท

แต่จุดเปลี่ยนก็มาถึง เจเล่าว่า จุดเริ่มต้นของเส้นทางความเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาเกาหลี มาจากความไม่อยากยอมแพ้ที่เพื่อนๆ ร้องคาราโอเกะภาษาเกาหลีได้ต่างหาก ภาพที่ผองเพื่อนร้องคาราโอเกะภาษาเกาหลีได้ทุกคนยกเว้นเธอ สร้างความรู้สึก ‘ไม่อยากแพ้’ จนกลายมาเป็นแรงผลักใหม่ หลังจากวันนั้น เธอก็ทำเรื่องขอย้ายวิชาโท จากสเปน เป็นเกาหลีแทน

“เราเป็นคนใช้ชีวิตตามอารมณ์ความรู้สึกค่อนข้างมาก เลยไม่ค่อยคิดว่า จบไปแล้วต้องทำอะไร แต่รู้สึกว่าตอนเรียนสเปน เราทุกข์ เราเรียนได้ แต่เราหาความสุขไม่เจอ ทำยังไงก็ไม่คลิก เหมือนฝืนใจอยู่กับผู้ชายคนนี้ แต่พอมาเจอเกาหลี กลับรู้สึกว่า มันเช็คถูกต้องหมดทุกอย่าง”

จุดที่ทำให้เจรู้สึกถูกต้อง คือ ตัวเธอเป็นคนชอบสอน เวลามีเพื่อนมาถาม แล้วเธอสามารถอธิบายได้ราวกับสมการเลข เธอแค่มีความสุขในการเรียนรู้ภาษาเกาหลีเท่านั้น จึงเลือกเส้นทางนี้ โดยไม่ได้สนใจว่าในอีก 50 ปีอนาคตจะเป็นอย่างไร

ขณะที่ จุดเริ่มต้นของอาชีพล่าม มาจากการถูกไหว้วานให้ไปช่วยงานล่ามจากคนรู้จัก ซึ่งเธอบอกว่า ไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากว่า‘ก็ลองดู จะเสียหายอะไร’

โดยงานล่ามครั้งแรกที่เป็นการแถลงข่าวของศิลปิน เจได้ล่ามให้กับ ฮยองซอบกับอึยอุงจาก Produce 101 ส่วนงานล่ามแบบขึ้นเวทีครั้งแรกคือ เวทีของ ไอยู เธอเปรียบเทียบประสบการณ์ครั้งแรกว่า เหมือนถูกถีบลงมหาสมุทร เพราะได้เจอกับศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ ตั้งแต่ต้น

ล่ามได้ใกล้ชิดศิลปินไหม?

งานล่ามมีหลากหลายแบบ เจจำแนกประเภท งานล่ามบนเวที กับหลังเวที ซึ่งหากเป็นงานที่ล่ามอยู่บนเวที เธอคิดว่าการสื่อสารกับพิธีกรจะสะดวกกว่า ต่างกับงานหลังเวที ล่ามมักจะนั่งอยู่ในมุมมืดๆ ที่สื่อสารกับใครลำบาก จึงต้องพึ่งโปรดักชั่นเยอะกว่า เช่น ต้องคอยดูจอมอนิเตอร์ สวมอินเอียร์เพื่อฟังสถานการณ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ งานล่ามในเวทีคอนเสิร์ต ก็มีอีกหลากหลายฟังก์ชั่น เช่น ล่ามที่คอยอยู่กับทีมงานต่างๆ ไปรับไปส่งราวกับพี่เลี้ยง และล่ามโปรดักชั่น ที่คอยช่วยล่ามให้กับทีมโปรดักชั่นเกาหลีที่มาทำงานในเวทีไทย

สำหรับวิธีการทำงาน เจเล่าว่า แบ่งออกไปตามลักษณะงาน โดยยกตัวอย่างกรณีที่เธอต้องคอยประกบทีมศิลปิน ตั้งแต่ก้าวเท้าลงถึงสนามบิน และเป็นล่ามบนเวที เธอต้องคอยดูแลทีมงาน เช็คเวลาเปิด-ปิดสถานที่ต่างๆ คอยดูว่าเมเนเจอร์ของศิลปินต้องการอะไร การ์ดอยู่ไหน และก็พาไปพบปะสื่อ แถลงข่าว ก่อนจะเริ่มงานเวที

“รู้สึกเหมือนเป็นคุณรุจเลย” เจเปรียบเทียบอย่างติดตลก

บางคนอาจมองว่า งานล่าม ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรมาก แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ก่อนจะเริ่มงาน เจต้องศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงาน และผู้ที่เธอต้องล่ามให้อย่างละเอียด ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นนักแสดง เจก็ต้องตามหาลิสต์ผลงาน และไล่ดูผลงานล่าสุดของนักแสดง รวมถึง ศึกษาอุปนิสัย จังหวะการพูดจากคลิปสัมภาษณ์หรือออกงานแถลงข่าวของนักแสดงคนนั้น

นอกจากนี้ การทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรม ไปจนถึงการออกเสียงของภาษาที่ต่างกัน ก็เป็นสิ่งสำคัญในงานล่าม เช่น คำว่า ‘ใช่ป่ะ’ในภาษาไทย สำหรับคนเกาหลีอาจเข้าใจเป็นคำที่มีความหมายหยาบคายได้ รวมถึง เรื่องของอุปนิสัยที่ต่างกันของสองชาติด้วย

“คนเกาหลีเป็นคนตรงไปตรงมา ใจร้อน เพราะงั้นถ้าเขาพูดอะไรขึ้นมาแล้วมันไม่เกิดขึ้นสักที ก็แปลว่ามันอ้อม (หัวเราะ) เช่น เขาพูดว่า‘ไว้ไปกินข้าวกัน’ แต่เขาไม่ชวนสักที มันก็เป็นการชวนตามมารยาทเฉยๆ เพราะถ้าเขาอยากจริงๆ เขาจะกางตารางแล้วเลือกวันเลย”

เจเล่าย้อนขำๆ ถึงตอนที่เรียนอยู่ที่เกาหลี อาจารย์ที่คณะเคยเปรยว่า ช่วงนี้ไม่มีนักศึกษามาเข้ารับคำปรึกษาเลย ถ้าใครว่างก็มานะ จะชวนกินข้าวหรือคุยเล่นก็ได้ เธอและเพื่อนซึ่งเป็นคนต่างชาติจึงนัดแนะอาจารย์มาเพื่อกินข้าวด้วยกัน

“อาจารย์ช็อก ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ เธอต้องแบกงานมาด้วยสิ เราก็แบบ อ่าวเหรอ นึกว่าเหงา (หัวเราะ) อาจารย์พูดอ้อมเองทำไม”

ล่ามมาเยอะ ต้องปลื้มใครบ้างแหละ?

การเป็นล่ามทำให้เจได้พบปะศิลปินหลายคน และมีโอกาสได้เห็นตัวจริงของพวกเขาใกล้ๆ ถึงจะออกตัวแต่ต้นว่าไม่ได้กรี๊ดใครเป็นพิเศษ เพราะทุกคนต่างก็เป็นมืออาชีะ และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

ทว่า เจ ก็ยกให้ออร่าความสวยหล่อรุนแรงกระแทกตา ตกเป็นของ เย่ว ชูฮวา จากวง (G)I-DLE โอ เซฮุนจากวง EXO รวมถึง อง ซองอู ไม่เพียงแค่ความสวยหล่อด้านรูปลักษณ์เท่านั้น ที่เธอได้พบเจอจากเหล่าศิลปิน ยังมีศิลปินบางคนที่เจได้ร่วมงานด้วย แล้วรู้สึกประทับใจ

“ด้วยความงานล่ามอยู่หลังเวที จะไม่ค่อยมีคนมายุ่งหรือสนใจ น้องๆ บางคนอาจจะคิดว่า เวลาเป็นล่ามแล้วจะได้เจอได้ใกล้ชิด จริงๆ ไม่เลย บางงานศิลปินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าล่ามหน้าตาเป็นอย่างไร แต่มีคนนึงที่เราประทับใจ”

“เรานั่งแปล แล้วระหว่างที่เขาเข้าคิวเปลี่ยนชุด เขาเดินมาหา แล้วถามว่า ‘ตอนนี้พวกเราโอเคไหม’ ‘สิ่งที่เขาพูดโอเคไหม’ ประมาณว่า ทำให้เราลำบากไหม ซึ่งเราก็คิดว่า มีคนเดินตามหาฉันในมุมมืดด้วยเหรอ”

และศิลปินคนนั้น คือคิม ฮงจุนวง ATEEZ ซึ่งสะท้อนให้เจเห็นว่า เขาเป็นคนใส่ใจรายละเอียด เช่นเดียวกับสมาชิกในวงคนอื่นๆ ที่ก็จะทักทาย เมื่อเห็นล่าม

นอกจากนี้ นักแสดง คิมซอนโฮก็เป็นอีกคนที่เจเล่าว่า เคยเดินมาที่โต๊ะล่ามหลังลงจากเวที เพื่อพูดประโยคที่สร้างความประทับใจให้เธอจนถึงวันนี้ว่า “ขอบคุณที่ทำงานหนัก ขอบคุณที่แปลให้พวกเรานะครับ”

สิ่งสำคัญในเบื้องหลังงานล่าม

ระดับการแปลภาษา เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการทำงานล่าม แต่ความง่ายอย่างหนึ่งสำหรับล่ามเกาหลี คือ ภาษาเกาหลีมีที่มีการบอกระดับชัดเจน ทำให้เธอสามารถโฟกัสกับเนื้อหาหลักของบทสนทนาได้ ส่วนคำที่ไม่มีการแปลตรงตัวเป็นภาษาไทย ก็จะอาศัยการอธิบายบริบทให้ผู้ฟังเห็นภาพได้อย่างชัดเจนที่สุด

“แต่เราจะไม่พยายามเติมคำพูด เพราะเรารู้สึกว่า คนดู คือคนที่รู้จักศิลปินดีที่สุด ต่อให้เขาจะพูดน้อยพูดมากยังไงก็ตาม คนดูรู้ว่านี่คือปกติหรือไม่ปกติ เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่า เราไม่มีสิทธิ์จะไปเพิ่มหรือตัดทอน”

อย่างไรก็ดี เจ มีข้อยกเว้นในกรณีที่คำพูดอาจจะสุ่มเสี่ยง ด้วยความต่างทางวัฒนธรรม เธอก็อาจจะปรับเปลี่ยนคำ เช่น กรณีที่มีแค่คำสองคำ ก็จะตัดออก หรือกรณีที่กำลังสัมภาษณ์ ก็จะกระซิบเตือน

“ที่ยากอีกอย่างคือ บางคนพูดไปตามจิตสำนึก แปะไว้ตรงนั้นนิดนึง แล้วก็ตรงนี้นิดนึง แล้วค่อยกลับมาคำเดิม แล้วก็ออกไปนู่น …. เหมือนกับเขาพูดยาวมาก แต่เนื้อความมีอยู่นิดเดียว ถ้าเราจะทำให้สิ่งที่เขาพูดรู้เรื่อง เราก็ควรพูดแค่ใจความ แต่เรารู้ว่า คนที่ฟังก็จะคิดว่า เมื่อกี้พูดตั้งยาวทำไมเหลือแค่นี้เอง แล้วคนพูดเองก็จะคิดว่าทำไมแปลให้ฉันแค่นี้”

สิ่งที่เจต้องทำในกรณีนี้ คือทำอย่างไรก็ได้ให้คนฟังเข้าใจ โดยที่คำแปลไม่สั้นจนเกินไป เพื่อสร้างความสบายใจให้กับทั้งคนพูดและคนฟัง

นอกจากงานล่ามในประเทศแล้ว เจยังได้เดินทางไปทำงานล่ามในต่างประเทศด้วย ซึ่งทำให้เธอได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างล่ามคนไทยกับล่ามคนเกาหลีอย่างชัดเจน

“เรารู้สึกว่า เหมือนเขาเรียนมาแบบจริงจังมากเพื่อสิ่งนี้ เหมือนที่นั่นจะมีคณะล่าม ซึ่งค่อนข้างจริงจัง แล้วพอสังเกตวิธีการจด ก็เห็นว่าเขาจะจดด้วยวิธีเดียวกัน เป็นสมุดที่มีห่วงข้างบนเหมือนกัน แล้วขีดแบ่งซ้ายขวา แล้วก็มีวิธีการจดที่ไม่ใช่ภาษา แต่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ คิดว่าถ้าใครในไทยเรียนล่ามที่เป็นศาสตร์มา อาจจะรู้”

สิ่งนี้ทำให้เธอทึ่งมาก เพราะพวกเขาสามารถเหลือบมองสิ่งที่โน้ตไว้เพียงครู่เดียว ก็สามารถแปลต่อได้อีกเยอะมาก ส่วนตัวเธอเอง จะใช้การจดบ้างในบางครั้ง เช่น กรณีที่สัมภาษณ์แล้วศิลปินตอบยาว ก็จะจดคีย์เวิร์ดเอาไว้บ้าง แต่หากเป็นการแปลแบบเรียลไทม์ ก็จะไม่สามารถจดอะไรได้เลย

“บางทีเราไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่เขากำลังเริ่มตอบ มันจะสั้นหรือยาว ตัวคนพูดเองยังไม่รู้เลย ก็จะต้องจดคีย์เวิร์ดไว้ไปเรื่อยๆ จะได้อุ่นใจสุด แต่บางงานเราต้องไปยืนหน้าเวทีด้วย ก็ไม่มีมือให้จด ถ้ามันเริ่มยาว ก็จะแอบเก็บไมค์แล้วจด”

เจเล่าอีกว่า เคยมีประสบการณ์สมองช็อต ระหว่างทำงานล่ามหน้าเวที ซึ่งเธอเทียบสถานการณ์นั้นว่า “เหมือนกับฉี่จะแตก” เพราะตอนฟังอยู่สามารถแปลคำออกมาได้อย่างสวยงาม แต่เมื่อถึงคิวต้องพูด จู่ๆ คำก็หายไปราวกับสมองหยุด

“แต่ยังโชคดีที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคุ้มครอง (หัวเราะ) มันไปแค่แว็บเดียวแล้วกลับมา แต่ก็ทำให้คิดเหมือนกันว่า ถ้าวันนึงลืมจริงๆ จะต้องทำยังไงนะ”

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งสิ่งที่เจนับว่าเป็นวิกฤต คือการปวดปัสสาวะระหว่างทำงาน เพราะหลายครั้งสถานที่ไม่เอื้ออำนวยให้เธอเข้าห้องน้ำระหว่างเบรก หรือบางครั้งอังกอร์ก็ยาวนานเกินไป สิ่งที่พอจะทำได้ก็มีแค่อดทนเท่านั้น

นอกจากนั้น ยังมีอุปสรรคจากความไม่พร้อมของอุปกรณ์และสถานที่ ที่จัดเตรียมไว้ให้ล่าม ที่ทำให้เธอรู้สึกลำบากกับการทำงาน

งานล่ามเปลี่ยนชีวิต

“เราไปดูคอนเสิร์ตน้อยลง (หัวเราะ) แล้วก็ติ่งน้อยลง”

คำตอบที่ออกมาจากปากของเจ เมื่อถูกถามว่า เป็นล่ามแล้วชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง สาเหตุที่เจตอบเช่นนี้ เป็นเพราะเมื่อต้องทำงานล่ามให้กับศิลปิน การไปตามดูคอนเสิร์ตหรืออีเวนท์ต่างๆ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนทำงานไปด้วย กลายเป็นช่องว่างระหว่างช่วงพักกับช่วงทำงานหดเล็กลง

นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อสิ่งต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปมาก โดยเจอธิบายว่า งานล่ามมักเป็นงานที่ไม่แน่นอน บางครั้งถูกเลือกตัวไว้ แต่ถึงเวลาจริงกลับไม่มีการติดต่อกลับมาก็เกิดขึ้นบ่อย ทำให้เธอยึดหลักการว่า อย่าไปคาดหวังอะไรมากเกินไป

“เราเคยโดนเขาปฏิเสธมา เพราะไม่อยากได้คนไทย หรือว่าไม่อยากได้ผู้หญิง … เคยโดนเดินมาแล้วบอกว่า อยากขอคุยกับล่าม เพราะอยากรู้ว่าล่ามได้ภาษาเกาหลีจริงไหม แล้วได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งที่กำลังจะเริ่มงานในอีก 30 นาที”

เจเสริมอีกว่า “เราโดนมาทุกอย่าง … สมมติบอกว่า เดือนหน้ามีงานนี้ จนกว่าเงินจะเข้า เราจะไม่บอกใครเลยว่ามีงานนี้ แล้วก็จะไม่คิดว่าได้ไปงานนี้ด้วย แต่ถ้าเงินเข้า งานเดิน (หัวเราะ)”

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจงานล่าม เจเล่าว่า แม้หลายคนจะอิจฉาที่ได้เจอศิลปิน แต่ก็อยากบอกให้รู้ไว้ว่า ล่ามมีหน้าที่อีกหลายอย่างอยู่ พอมาถึงจุดนี้ บางคนก็อาจจะไม่ได้อยากกรี๊ดศิลปินตลอดเวลา บางคนอาจจะไม่ได้อยากเจอคนที่ชื่นชอบด้วยซ้ำ เพราะอยากเห็นแต่มุมที่เขาอยากให้เห็น

นอกจากนี้ ในวงการเองก็มีอีกหลายเงื่อนไขตามที่เล่าไป ซึ่งเจมองว่า อาจทำให้หลายคนรู้สึกตั้งคำถามในคุณค่าของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ล่ามยังเป็นงานที่ไม่ได้มีเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจน บางครั้งแทบจะทำงาน 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ

แต่ถ้าใครยังยืนยันอยากเป็นล่าม เจก็สนับสนุนให้ลองลุยดู เพราะยังคงมีพื้นที่ให้หลายคนมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และยังเป็นอาชีพที่ตลาดต้องการตัวอยู่

“เดี๋ยวนี้ก็มีงาน 2-3 งานชนกันในหนึ่งสัปดาห์ หรืออย่างงาน KCON ก็เป็นงานที่ล่ามทั่วฟ้าเมืองไทยยืนอยู่ตรงนั้น แต่ก็ยังมีคนเดินมาบอกเราว่า เรียกมาอีก เอามาอีก ไม่พอ ไม่รู้จะโทรหาใครแล้ว มันยังต้องการคนอยู่เสมอ” เจกล่าว

“เราเชื่อว่าน้องๆ รุ่นใหม่เก่ง เก่งกว่าเราด้วยซ้ำ เราเริ่มกันมาตั้งแต่เด็กๆ มาในช่วงที่ทุกอย่างพร้อม มีเดียพร้อม มีหนังสือสอน หรืออะไรมากมาย เขาเก่งกันมากๆ ทำได้อยู่แล้ว” เจ ให้กำลังใจทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...