โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เวียดนาม รุกคืบขยายโครงข่าย 17 FTA อัดฉีดดอกเบี้ย 2% ปั้นผู้ประกอบการท้องถิ่นรุกตลาดโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า "เวียดนาม" เตรียมบังคับใช้กฤษฎีกาจัดตั้งระบบนิเวศการใช้ประโยชน์จาก FTA แบบครบวงจร ชูมาตรการอุดหนุนอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี สำหรับสินเชื่อระยะกลาง-ยาว หวังลดต้นทุนทางการเงินและแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภาคธุรกิจ ตั้งเป้าขับเคลื่อนจีดีพีโตต่อเนื่อง หลังปี 2568 ทะยานร้อยละ 8.62 ดันไทยเร่งปรับตัวรับมือการแข่งขันที่เข้มข้นในห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

6 เมษายน 2569 - สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กำลังเร่งผลักดันร่างกฤษฎีกาเพื่อกำหนดรายละเอียดเชิงปฏิบัติในการยกระดับประสิทธิผลของความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ผ่านการจัดตั้ง "ระบบนิเวศการใช้ประโยชน์จาก FTAs" (FTA Utilization Ecosystem) ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานเชิงสถาบันเพื่อรองรับการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ

กลไกดังกล่าวจะครอบคลุมการสนับสนุนเชิงบูรณาการในหลายมิติ ได้แก่:

  • ด้านระเบียบและกฎหมาย : การปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลให้เอื้อต่อการค้า
  • ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม : การสนับสนุนเครื่องมือและองค์ความรู้ทางเทคนิค
  • ด้านทรัพยากรมนุษย์ : การพัฒนาทักษะแรงงานและผู้บริหารเพื่อรองรับมาตรฐานสากล
  • ด้านการตลาด : การพัฒนาแบรนด์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก

ทุบกำแพงต้นทุนการเงิน ชดเชยดอกเบี้ย 2% ปลุกพลังการลงทุนระยะยาว

หัวใจสำคัญของมาตรการนี้ คือการจัดตั้งกลไก อุดหนุนอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี สำหรับวิสาหกิจ สหกรณ์ และครัวเรือนประกอบกิจการที่เป็นสมาชิกในระบบนิเวศ FTA โดยภาครัฐจะดำเนินการชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยผ่านงบประมาณแผ่นดินในลักษณะการชดเชยภายหลังการลงทุน (Interest Subsidy)

เงื่อนไขสำคัญของการรับสิทธิ์ประกอบด้วย :

  • ต้องเป็นเงินกู้ระยะกลางและระยะยาวจากสถาบันการเงินเพื่อใช้ในโครงการที่สอดคล้องกับแผนงานระบบนิเวศ FTA
  • ห้ามรับสิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อนกับมาตรการรัฐอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน
  • จำกัดสิทธิ์ผู้ประกอบการ 1 ราย ต่อ 1 แผนงานหรือโครงการ
  • ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและอนุมัติสินเชื่อตามหลักธรรมาภิบาลทางการเงินอย่างเคร่งครัด

"ผู้ประกอบการจะมีสิทธิได้รับการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยเมื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะกลางและระยะยาวจากสถาบันการเงิน เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินแผนการผลิตและโครงการทางธุรกิจภายใต้กรอบแผนงานและกิจกรรมของระบบนิเวศ FTAs"

ปิดจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง เร่งเชื่อมโยงวิสาหกิจท้องถิ่น สลายช่องว่างระหว่างธุรกิจในประเทศและ FDI

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของเวียดนามภายหลังการดำเนินนโยบาย Doi Moi มากว่า 40 ปี โดยเปลี่ยนบทบาทจากประเทศผู้ตาม (Latecomer Economy) สู่การเป็นประเทศที่มีบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก โดยมีตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคในปี 2568 เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ :

  • อัตราการขยายตัวของ GDP: ร้อยละ 8.62 (สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้)
  • มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม: ประมาณ 514,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • มูลค่าการค้ารวม: ประมาณ 930,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ติดอันดับ Top 20 ของโลก)
  • การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI): มูลค่าประมาณ 27,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเวียดนามยอมรับว่ายังคงมี "ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง" โดยเฉพาะสัดส่วนการส่งออกของวิสาหกิจภายในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มบริษัท FDI และระดับความเชื่อมโยงในห่วงโซ่มูลค่าที่ยังไม่เข้มแข็งพอ มาตรการอุดหนุนดอกเบี้ยจึงเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาสภาพคล่องและลดต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

สัญญาณเตือนผู้ส่งออกไทย: เมื่อเวียดนามใช้ "สงครามราคา-มาตรฐาน" รุกตลาดเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมเบา

การดำเนินมาตรการอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ภายใต้ระบบนิเวศการใช้ประโยชน์จาก FTAs ของเวียดนาม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การแข่งขันในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานอยู่เดิม เมื่อผนวกกับต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ที่ลดลงผ่านกลไกการชดเชยจากภาครัฐ จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการเวียดนาม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทางเทคนิคที่เข้มงวดของตลาดคู่ค้าหลัก เช่น สหภาพยุโรป (EVFTA) และกลุ่มประเทศความตกลง CPTPP ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในมิติการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบ ภาคการส่งออกของไทยในกลุ่ม สินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร และอุตสาหกรรมเบา ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีฐานการผลิตและตลาดส่งออกทับซ้อนกับเวียดนาม จะเผชิญกับแรงกดดันเชิงรุก (Aggressive Competition) ทั้งในด้านสงครามราคาและด้านมาตรฐานสินค้า (Quality Standards) เนื่องจากการที่ผู้ประกอบการเวียดนามสามารถบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะส่งผลให้เวียดนามมีความยืดหยุ่นในการกำหนดกลยุทธ์ราคาในตลาดโลก ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบนิเวศ FTA ที่ครอบคลุมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านมาตรวิทยาและการควบคุมคุณภาพ จะยิ่งช่วยลดช่องว่างด้านความน่าเชื่อถือของสินค้าเวียดนามในสายตาผู้บริโภคระดับสากล

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าวยังปรากฏโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับภาคธุรกิจไทยใน 3 มิติหลัก:

  • การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration): ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสามารถพิจารณาโมเดล "ไทย + เวียดนาม" โดยใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตขั้นสุดท้ายเพื่อใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA 17 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมตลาดสำคัญมากกว่า 60 แห่งทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีรองรับ
  • การรุกคืบในอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industries): ในขณะที่เวียดนามเร่งขยายการผลิต ความต้องการในส่วนของวัตถุดิบต้นน้ำ เทคโนโลยีการเกษตร (Agri-Tech) เครื่องจักรกลอุตสาหกรรม และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ
  • การร่วมทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี: การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบนิเวศ FTA" ที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุน จะช่วยให้บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนได้รับอานิสงส์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ไปพร้อมกับพันธมิตรท้องถิ่น

สรุปได้ว่า มาตรการนี้ของเวียดนามไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือทางการเงินแบบชั่วคราว แต่เป็นการวางหมากเพื่อ "ยกระดับมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ" (Domestic Value Added: DVA) และสร้างความเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นระหว่างภาคธุรกิจท้องถิ่นกับกลุ่มทุนต่างชาติ (FDI) ซึ่งหากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิตและใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นแรงส่งในการปฏิรูปอุตสาหกรรม อาจส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกถูกลดทอนลงในระยะยาว การมองเวียดนามเป็นทั้ง "คู่แข่งที่น่ากลัว" และ "พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์" จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นสำหรับภาคธุรกิจไทยในทศวรรษหน้า

แนวทางสำหรับภาคธุรกิจไทย:

  • การปรับตัวด้านมาตรฐาน: เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบสากล (SRM) เพื่อรักษาฐานตลาด
  • การใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิต: พิจารณาความร่วมมือหรือการลงทุนในเวียดนามเพื่อใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA 17 ฉบับ ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหลักกว่า 60 แห่งทั่วโลก
  • ขยายความร่วมมือในสาขาที่เวียดนามยังขาดแคลน: อาทิ อุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industries) โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ

"ทิศทางดังกล่าวถือเป็นแกนหลักเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 อย่างยั่งยืน"

สรุปนัยสำคัญ มาตรการนี้มิใช่เพียงการอุดหนุนทางการเงินในระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้างที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคธุรกิจเวียดนามให้เข้มแข็งขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งหากการดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ย่อมสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ที่จะท้าทายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศคู่ค้าในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...