ซีอีโอ“เอ็กซอนโมบิล” ชี้ ราคาน้ำมันยังไม่สะท้อนผลกระทบเต็มจากสงครามอิหร่าน
ซีอีโอ “เอ็กซอน โมบิล” มองตลาดยังไม่รับรู้ผลกระทบด้านอุปทานทั้งหมด เตือนหากช่องแคบฮอร์มุซยังปิด ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นอีก ถ้าปิดตลอดไตรมาส 2 การผลิตในตะวันออกกลางของเอ็กซอน โมบิล ลดลง 750,000 บาร์เรลต่อวัน
วันที่ 2 พ.ค.2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่าดาร์เรน วูดส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็กซอนโมบิล (Exxon Mobil) เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (1 พ.ค.) ว่า ตลาดน้ำมันยังไม่สะท้อนผลกระทบเต็มรูปแบบจากการหยุดชะงักของอุปทานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเกิดจากสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
วูดส์ ระบุว่า ในช่วงเดือนแรกของสงคราม ผลกระทบถูกบรรเทาลงจากจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ยังอยู่ระหว่างการขนส่ง รวมถึงการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และการดึงสต็อกเชิงพาณิชย์ออกมาใช้
อย่างไรก็ตาม แหล่งอุปทานเหล่านี้จะค่อยๆ หมดลงหากความขัดแย้งยืดเยื้อ และราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นหากช่องแคบยังคงปิด
วูดส์ กล่าวว่า “เป็นเรื่องชัดเจนสำหรับคนส่วนใหญ่ว่า หากมองจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตลาดยังไม่เห็นผลกระทบทั้งหมด” พร้อมย้ำว่า “ยังมีอีกมากที่จะตามมา หากช่องแคบยังปิดอยู่”
ในช่วงสงคราม การซื้อขายสัญญาน้ำมันล่วงหน้ามีความผันผวนสูง โดยราคาพุ่งขึ้นจากความเสี่ยงที่สถานการณ์จะบานปลาย ก่อนจะร่วงลงเมื่อมีความหวังด้านสันติภาพ และวนกลับในลักษณะเดิม
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่า 3% ในวันศุกร์ อยู่ที่ 101.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ลดลงราว 2% มาอยู่ที่ 108 ดอลลาร์
วูดส์มองว่า ระดับราคาดังกล่าวยังสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา มากกว่าจะสะท้อนขนาดของวิกฤตอุปทานในตะวันออกกลาง
สำหรับแนวโน้มหลังจากช่องแคบกลับมาเปิด วูดส์คาดว่า การไหลของน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจะใช้เวลาอีก 1-2 เดือนจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากต้องมีการจัดตำแหน่งเรือบรรทุกใหม่ เคลียร์คอขวดของอุปทาน และรอให้เรือเดินทางถึงปลายทาง
นอกจากนี้ รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมยังจำเป็นต้องเติมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์และสต็อกเชิงพาณิชย์ หากถูกใช้จนลดลงในช่วงความขัดแย้ง ซึ่งจะเพิ่มความต้องการในตลาดและกดดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
เอ็กซอนโมบิล ยังเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดตลอดไตรมาส 2 การผลิตในตะวันออกกลางของบริษัทจะลดลง 750,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2568 และปริมาณส่งให้โรงกลั่นทั่วโลกจะลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีเดียวกัน
วูดส์ให้สัมภาษณ์กับ ซีเอ็นบีซี ว่า ราว 15% ของกำลังการผลิตรวมของเอกซอน โมบิล (Exxon Mobil) ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช
ขณะเดียวกัน การโจมตีของอิหร่านต่อศูนย์ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ ส่งผลให้สายการผลิต 2 สายที่เอ็กซอนโมบิลมีส่วนร่วมได้รับความเสียหาย โดยคิดเป็นประมาณ 3% ของการผลิตต้นน้ำของบริษัทในปี 2568
ด้านราคาหุ้น เอ็กซอนโมบิล ปรับตัวลดลงราว 1% ในการซื้อขายช่วงกลางวันเมื่อวันที่ 1 พ.ค. แม้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นประมาณ 57% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นจนถึงราคาปิดวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) แต่หุ้นของบริษัทกลับทรงตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
อ้างอิง : www.cnbc.com