เกาะติด “น้ำมันโลก” ผันผวนหนัก หลังตะวันออกกลางเสี่ยงยกระดับสงคราม
"น้ำมันโลก" ผันผวนหนัก หลังตะวันออกกลางเสี่ยงยกระดับสงคราม Goldman Sachs เตือนน้ำมันอาจพุ่งเกินสถิติปี 2551 หากฮอร์มุซยังปิด
วันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 13.08 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันโลกผันผวนในการซื้อขายวันจันทร์ หลังนักลงทุนประเมินความเสี่ยงว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจยกระดับความรุนแรง หลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เช่นนั้นอาจถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ด้านอิหร่านตอบโต้ว่า หากโรงไฟฟ้าของอิหร่านถูกโจมตี โรงไฟฟ้าและระบบน้ำในภูมิภาคจะกลายเป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม
ในการซื้อขายล่าสุด น้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 112.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 98.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
Goldman Sachs ปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้นแรง
ธนาคาร Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมัน โดยคาดว่าราคาน้ำมันเบรนท์จะเฉลี่ยประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคมและเมษายน เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 98 ดอลลาร์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 ถึง 62%
นักวิเคราะห์ ระบุว่า หากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ที่เพียง 5% ของปกติจนถึงวันที่ 10 เมษายน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 10 สัปดาห์ ราคาน้ำมันอาจสูงกว่าระดับสูงสุดในปี 2551 ที่ประมาณ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดเป็นส่วนใหญ่
ปัจจุบันอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเรือพาณิชย์ส่วนใหญ่ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพลังงานโลก
สื่อรัฐบาลอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านจะอนุญาตให้เรือผ่านช่องแคบได้เฉพาะเรือที่ไม่เกี่ยวข้องกับ “ศัตรูของอิหร่าน”
IEA เตือนวิกฤตพลังงานรุนแรงมาก
ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) เตือนว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางในขณะนี้รุนแรงมาก และอาจรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 รวมกับวิกฤตก๊าซจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน
ประเทศสมาชิก IEA ได้ตกลงปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล และอาจปล่อยเพิ่มเติม หากจำเป็น โดยระบุว่า ทางออกที่สำคัญที่สุดคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันโลกกับสหรัฐเริ่มต่างกันมาก
ส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างเบรนท์และ WTI ขยายกว้างเกิน 14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นช่องว่างที่กว้างที่สุดในรอบหลายปี สะท้อนว่าประเทศนอกสหรัฐเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานมากกว่า
นักวิเคราะห์ ระบุว่า สหรัฐได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น เพราะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก และยังมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวนมาก
นักวิเคราะห์บางส่วน มองว่า ช่องว่างราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงความรุนแรงสูงสุด ของวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ และราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
อ้างอิง : www.cnbc.com