เตะตัดขา กู้4 แสนล้าน พรรคส้มยังแทงกั๊ก จับมือ ปชป. พลิกแฟ้มคดี ศาลรธน.ชี้พ.ร.ก.โมฆะ
ลูกแอ็กชันของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีมติให้ สส.ของพรรคร่วมกันเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นชอบ
“พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….วงเงิน 4 แสนล้านบาท”
ที่เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดได้กรณีมีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น
การขยับของประชาธิปัตย์มีลีลาน่าสนใจในยุคที่ฝ่ายค้านยุคปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า
“ส้ม พรรคประชาชน-ฟ้า พรรคประชาธิปัตย์”
ต่างพยายาม "แย่งซีนฝ่ายค้าน" กันแบบเข้มข้น ยิ่งเมื่อผลสำรวจสวนดุสิตโพลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นักการเมืองฝ่ายค้านที่ประชาชนประทับใจมาอันดับ 1 คืออภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ
มันยิ่งทำให้พรรคฟ้ายิ่งได้ใจ ที่แม้จะมี สส.ในสภาฯ แค่ 21 เสียง แต่ก็สามารถเล่นบทหัวหอก-ถือธงนำในการตรวจสอบรัฐบาลทั้งในและนอกสภาฯ ให้โดดเด่นเหนือกว่าพรรคประชาชนได้ ซึ่งหากทำผลงานได้ดีจะมีผลทางการเมืองตามมา อันเป็นสิ่งที่พรรคประชาชน ก็อ่านเกมออก จึงต้องปรับบทบาทให้เป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านตัวจริง ไม่ยอมให้ประชาธิปัตย์ที่มี สส.น้อยกว่ามาเป็นแกนนำ
สำหรับประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์มาแล้วในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ตอนนั้น "กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและอดีต รมว.การคลัง สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นคนผลักดันให้รัฐบาลออก
"พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท"
ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่คนส่วนใหญ่จดจำกันได้ว่าคือ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์นำเงินกู้ส่วนหนึ่งไปทำโครงการไทยเข้มแข็ง เช่น การแจกเช็คช่วยชาติคนละ 2,000บาท ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็น Helicopter Money ที่มีผู้ได้เงินดังกล่าวร่วม 10 ล้านคน แม้ต่อมา สส.ฝ่ายค้านยุคนั้นที่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำเข้าชื่อกันยื่นคำร้องต่อศาล รธน.ให้วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ทว่าสุดท้าย มติศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 16 กรกฎาคม 2552 มีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว "ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" เพราะเข้าข่ายความจำเป็นเพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น
จากประสบการณ์เคยออกพระราชกำหนดและเคยยื่นคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัยการออก พ.ร.ก.มาแล้วหลายครั้งของพรรคประชาธิปัตย์ อาจทำให้ “อภิสิทธิ์-กรณ์” มองว่า ไม่แน่ ผลคำวินิจฉัยของศาล รธน.อาจพลิกหน้ากระดานทางการเมือง ทำให้รัฐบาลอนุทินสะดุดขาตัวเองหลังบริหารประเทศแค่ไม่กี่เดือน!
อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากฝ่ายค้าน พบว่า "พรรคประชาชน" ยังแบ่งรับแบ่งสู้ในการจะร่วมลงชื่อ โดยออกตัวว่าต้องขอหารือกันก่อนในพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการเขียนคำร้องส่งศาล รธน. เพราะประชาธิปัตย์พรรคเดียวเสียงไม่พอ
เนื่องจากตาม รธน.มาตรา 173 ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ที่ก็คือขั้นต่ำ 100 คน และต้องยื่นก่อนที่สภาฯ จะพิจารณา พ.ร.ก.ดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลจะส่งมาให้สภาฯ พิจารณาสัปดาห์หน้า 14 พ.ค.
โดยหากมีการเข้าชื่อกันถึงประธานสภาฯ ก่อนวันที่ 14 พ.ค. จะทำให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทดังกล่าวได้ ต้องรอให้ศาล รธน.วินิจฉัยให้จบเสียก่อน ซึ่ง รธน.ล็อกไว้ว่าให้ศาล รธน.พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 60 วันหลังรับคำร้อง
ทั้งนี้ หากศาล รธน.วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัด รธน.ทุกอย่างก็ฉลุย เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาล่างและ สว. สภาสูง ที่แนบแน่นกับขั้วสีน้ำเงิน
แต่หากศาล รธน.วินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตาม รธน.มาตรา 172 จะทำให้ทุกอย่างเป็นโมฆะ และผลทางการเมืองจะตามมาสูง เพราะเท่ากับรัฐบาลออกพระราชกำหนดที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ ที่ถือเป็นเรื่องร้ายแรงทางการเมือง ทำให้นายกฯ ต้องรับผิดชอบทางการเมือง อาจต้องลาออก
พบว่าที่ผ่านมา ศาล รธน.เคยวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดบางฉบับขัด รธน.มาแล้ว
ล่าสุดคือ มติของศาล รธน.เมื่อ 18 พฤษภาคม 2566 ที่ตุลาการศาล รธน.มีมติ 8 ต่อ 1 ว่า การที่ ครม.สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือกฎหมายป้องกันการอุ้มหายซ้อมทรมาน เป็นการออก พ.ร.ก.ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หลัง ครม.เห็นชอบออก พ.ร.ก.ดังกล่าว โดยอ้างเหตุความไม่พร้อมด้านงบประมาณและบุคลากรของตำรวจทั่วประเทศ ในการทำตามกฎหมายป้องกันการอุ้มหาย
อย่างไรก็ตาม มติศาล รธน.ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังมีการยุบสภาฯ เดือนมีนาคม และเลือกตั้งเมื่อ พ.ค. ปี 2566 ซึ่งหลังเลือกตั้ง พลเอกประยุทธ์ไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯ ทำให้ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองใดๆ
ส่วนการออกกฎหมายกู้เงิน พบว่าศาล รธน.ก็เคยวินิจฉัยว่า ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน แต่เป็นการออก "พระราชบัญญัติ" ไม่ใช่ "พระราชกำหนด"
นั่นก็คือ “ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ….หรือที่รู้จักกันในชื่อ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน” ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เม็ดเงินส่วนหนึ่งจะนำไปทำโครงการรถไฟความเร็วสูง แต่สุดท้าย ศาล รธน.ให้การออกกฎหมายกู้เงินดังกล่าวเป็นโมฆะ เพราะเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 อีกทั้งกระบวนการออกกฎหมายมีปัญหา เพราะมีการ "เสียบบัตรแทนกัน" ตอนลงมติ
ที่ก็พบว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินเช่นกัน โดยออกตอนหลังน้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ จึงออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 350,000 ล้านบาท ต่อมาฝ่ายค้านไปยื่นศาล รธน. แต่สุดท้ายศาลมีมติเอกฉันท์ว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัด รธน. เพราะน้ำท่วมช่วงดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง จำเป็นต้องวางระบบป้องกัน และเพื่อบริหารจัดการน้ำในอนาคต
ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยุครัฐบาลอนุทิน หากฝ่ายค้านรวบรวมรายชื่อยื่นศาล รธน.และศาลรับคำร้อง จะทำให้รัฐบาลอนุทินสะดุดขาตัวเองหรือไม่ รอลุ้นไป แม้หลายเสียงอาจมองว่า ไม่มีอะไรน่ากังวล
โดยล่าสุด อนุทิน นายกฯ ให้สัมภาษณ์เมื่อเย็นวันที่ 6 พ.ค. ว่าได้ลงชื่อ ท้าย พ.ร.ก.ดังกล่าว เรียบร้อยแล้ว โดยหาก พรรคประชาชนไม่เอาด้วย ลำพังประชาธิปัตย์พรรคเดียว เสียงก็ไม่พอ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า เม็ดเงินในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง ที่รัฐบาลรอบนี้จ่ายให้ 60 ประชาชนจ่าย 40 ที่มีประชาชนร่วมยี่สิบล้านคนรออยู่ รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ ที่รอให้คนละครึ่งกลับมาปลุกการซื้อขายให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยหาก มีการไปยื่นศาลรธน. ก็อาจทำให้ กระบวนการต่างๆ ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ อาจต้องขยับออกไป ที่อาจทำให้ประชาชนไม่พอใจฝ่ายค้าน ตรงนี้คือจุดหนึ่ง ที่คนของพรรคประชาชน เกรงว่า ประชาชนจะได้รับผลกระทบตามมา ที่ก็หมายถึงฝ่ายค้าน อาจเสียคะแนนนิยม นั่นเอง ถ้าประเด็นการยื่นคำร้อง ไม่แม่นยำจริง ยื่นไปแล้ว สุดท้าย ไม่เข้าเป้า ศาลรธน.ยกคำร้อง
เพราะที่ผ่านมา หลายรัฐบาลมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินฯ แบบเดียวกับที่รัฐบาลอนุทินทำตอนนี้ แต่ ศาลรธน.ยกคำร้อง ทั้งสิ้น.