โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระบบสาธารณสุขไทย ไม่ได้ขาดแพทย์ แต่ขาดระบบที่ทำให้แพทย์อยู่ในที่ที่ควรอยู่

The Better

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 03.00 น. • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

มีคำถามที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขตอบไม่ได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อไทยมีโรงเรียนแพทย์ “มากกว่า 30 แห่ง” และผลิตแพทย์ใหม่ “3,300 ถึง 3,500 คน ต่อปี” แต่ทำไมจังหวัดบึงกาฬยังมีแพทย์เพียง 1 คนต่อประชากร 5,000 คน ในขณะที่กรุงเทพฯ มีแพทย์ 1 คนต่อประชากร 462 คน และทำไมภาพรวมของประเทศยังมีแพทย์เพียง 1 คนต่อประชากร 1,667 คน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 1 ต่อ 1,000

คำตอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนการผลิต แต่อยู่ที่ระบบที่พังทลายหลังจากการผลิตเสร็จแล้ว

ปัญหาชั้นแรก ผลิตเยอะแต่รั่วออกเร็ว

ในช่วงปี 2557 ถึง 2568 มีแพทย์บรรจุเข้าระบบรัฐรวมกว่า 22,000 คน แต่ในขณะเดียวกัน ระบบกลับต้องเผชิญกับภาวะสมองไหลที่รุนแรงขึ้น โดยมีแพทย์ลาออกจากระบบเฉลี่ยสูงถึงปีละ 700 ถึง 900 คน เมื่อรวมกับยอดการเกษียณอายุอีกปีละประมาณ 250 ถึง 300 คน ทำให้แต่ละปีระบบสาธารณสุขรัฐต้องสูญเสียบุคลากรไปไม่น้อยกว่า 1,000 คน ตัวเลขนี้ยังไม่รวมกลุ่มแพทย์ที่ตัดสินใจหันหลังให้โรงพยาบาลรัฐเพื่อเข้าสู่ภาคเอกชนและคลินิกความงามทันทีที่พ้นภาระใช้ทุน ซึ่งหากนับรวมความสูญเสียที่แท้จริงจะพบว่าสูงกว่าตัวเลขรายงานอย่างเป็นทางการอย่างน่าตกใจ

รากของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการใช้ทุนที่ออกแบบมาตั้งแต่ยุคที่แพทย์หายากและเงินเดือนรัฐยังพอแข่งขันกับเอกชนได้ ปัจจุบันแพทย์จบใหม่ต้องใช้ทุน 3 ปีในโรงพยาบาลรัฐที่ส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด ด้วยเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ต่างจากรายได้ในคลินิกเอกชนหรือคลินิกความงามในกรุงเทพฯ หลายเท่าตัว เมื่อครบ 3 ปี แพทย์ส่วนใหญ่จึงออกจากระบบทันที ไม่ใช่เพราะขาดอุดมการณ์ แต่เพราะระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้พวกเขาอยากอยู่

ปัญหาชั้นที่ 2 ผลิตเพิ่มแต่ไม่ได้แก้การกระจาย

ปัจจุบันประเทศไทยมีสถาบันผลิตแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาเพิ่มขึ้นเป็น 32 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นสถาบันของรัฐและมีการขยายตัวของภาคเอกชน ซึ่งในปี 2569 นี้ มีสถาบันที่ดำเนินการผลิตและส่งมอบบัณฑิตแพทย์เข้าสู่ระบบรวมแล้วกว่า 30 แห่ง คิดเป็นจำนวนแพทย์จบใหม่สูงถึงปีละ 3,300 ถึง 3,500 คน อย่างไรก็ตาม การเร่งขยายจำนวนสถาบันผลิตแพทย์กลับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการกระจายตัวของกำลังคนอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากแพทย์ที่จบจากสถาบันในส่วนภูมิภาคส่วนใหญ่ยังคงตัดสินใจย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทันทีที่พ้นภาระการใช้ทุน เพื่อแสวงหาความก้าวหน้าทางวิชาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดสถาบันผลิตแพทย์ใหม่ในมหาวิทยาลัยที่อาจยังไม่มีฐานทางวิชาการและโรงพยาบาลฝึกหัดที่เข้มแข็งเพียงพอ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมและแพทยสภาต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรฐานสากลจากสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ (สมพ.) หรือเกณฑ์ WFME เนื่องจากในจำนวนสถาบันทั้งหมด ยังมีบางแห่งที่อยู่ในกระบวนการพัฒนาและรอการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อคุณภาพการรักษาและความเท่าเทียมของมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ คำถามที่แพทยสภาต้องตอบให้ชัดเจนคือในระหว่างที่กระบวนการรับรองยังไม่จบ แพทย์ที่จบออกมาจากสถาบันเหล่านั้นมีคุณภาพในระดับใด และประชาชนรู้หรือเปล่า

ปัญหาชั้นที่ 3 แพทย์ที่มีอยู่กำลังไหลออกสู่ตลาดที่ไม่ได้รักษาคนป่วย

สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาในวงนโยบายคือสัดส่วนของแพทย์ที่ออกจากระบบสาธารณสุขไปสู่คลินิกความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา "สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเหลื่อมล้ำของภาระความเสี่ยงทางกฎหมาย ในขณะที่แพทย์ในโรงพยาบาลรัฐต้องทำงานภายใต้ความกดดันและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากภาวะวิกฤตของโรค แต่ในทางกลับกัน ภาคส่วนของเวชศาสตร์ชะลอวัยและคลินิกความงามกลับกลายเป็น 'เซฟโซน' ในเชิงคดีความ เนื่องจากเป็นสาขาที่เน้นการเสริมสร้างและการป้องกันที่วัดผลได้ยากในระยะสั้น การพิสูจน์ความล้มเหลวของการรักษาในเชิงกฎหมายเพื่อฟ้องร้องแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย สภาวะที่งานหนักและความเสี่ยงสูงในระบบรัฐ สวนทางกับงานที่เบากว่าและความเสี่ยงต่ำในภาคเอกชน จึงเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจทิ้งเสื้อกาวน์ในโรงพยาบาลรัฐไปอย่างง่ายดาย" ผลที่ตามมาสำหรับระบบสาธารณสุขของประเทศคือทรัพยากรมนุษย์ที่รัฐลงทุนผลิตมาด้วยเงินภาษีหลายล้านบาทต่อคนนั้น ถูกดูดออกจากการรักษาโรคจริงๆ

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผู้ป่วยเข้ารับบริการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสูงถึง 40.5 ล้านครั้งต่อปี เฉลี่ยคนละเกือบ 3 ครั้งต่อปี ในขณะที่จำนวนแพทย์ในระบบรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่าแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐที่ยังอยู่ในระบบจะต้องแบกภาระที่หนักขึ้นเรื่อยๆ และนั่นคือแรงผลักให้แพทย์อีกคลื่นหนึ่งตัดสินใจออกจากระบบ!!!

รากของปัญหาที่แท้จริงคืออะไร

ถ้าจะวินิจฉัยระบบสาธารณสุขไทยอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนแพทย์ในเชิงตัวเลข แต่อยู่ที่ 3 สิ่งที่ซ้อนทับกันอยู่

สิ่งแรกคือโครงสร้างค่าตอบแทนที่ทำให้การอยู่ในระบบรัฐไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ แพทย์ไม่ใช่นักบวช พวกเขามีภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวและครอบครัวเหมือนคนทั่วไป และเมื่อตลาดเอกชนเสนอรายได้ที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การเลือกออกจากระบบรัฐเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

สิ่งที่ 2 คือโครงสร้างภาระงานที่ไม่สมดุลระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนต่างจังหวัดต้องดูแลผู้ป่วยหลากหลายสาขาในฐานะแพทย์ 1 หรือ 2 คนของโรงพยาบาล ในขณะที่แพทย์ในกรุงเทพฯ สามารถเชี่ยวชาญเฉพาะทางและทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรพร้อมกว่า ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตและพัฒนาการทางวิชาชีพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ 3 คือการขาดการวางแผนกำลังคนที่เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของประชากรในแต่ละพื้นที่ การผลิตแพทย์ 3,000 คนต่อปีโดยไม่มีกลไกที่จูงใจให้พวกเขาไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนนั้นเปรียบเหมือนการเทน้ำลงในภาชนะที่รั่ว ยิ่งเทยิ่งมาก แต่ปัญหาก็ยังอยู่ที่เดิม

แล้วจะแก้อย่างไร

มาตรการที่ต้องทำมี 4 ชั้นที่ต้องเดินพร้อมกัน

ชั้นที่ 1 คือการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนแพทย์ในระบบรัฐอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่ขาดแคลนและโรงพยาบาลชุมชน ต้องมีค่าตอบแทนพิเศษที่แข่งขันกับตลาดเอกชนได้ในระดับที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่การขึ้นเงินเดือนฐานเล็กน้อยปีละครั้งตามระบบราชการ แต่คือแพ็คเกจที่รวมทั้งเงินเดือน ที่อยู่อาศัย สวัสดิการครอบครัว และทุนพัฒนาความเชี่ยวชาญที่จับต้องได้จริง ประเทศที่แก้ปัญหาการกระจายแพทย์ได้ดีอย่างนอร์เวย์และออสเตรเลียไม่ได้ทำสำเร็จด้วยการวิงวอนให้แพทย์เสียสละ แต่ทำสำเร็จด้วยการทำให้การทำงานในพื้นที่ห่างไกลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ชั้นที่ 2 คือการขยายระยะเวลาใช้ทุนสำหรับแพทย์ที่เลือกทำงานในพื้นที่ขาดแคลน แลกกับสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า เช่น ทุนเรียนต่อเฉพาะทาง การเลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้น และสิทธิ์เลือกสถานที่ทำงานหลังครบกำหนด แทนการบังคับใช้ทุนแบบเดิมที่ทำให้แพทย์รู้สึกว่ากำลังรอวันนับถอยหลังจนครบสัญญา

ชั้นที่ 3 คือการทบทวนนโยบายการเปิดโรงเรียนแพทย์ใหม่อย่างเร่งด่วน ก่อนอนุมัติให้มหาวิทยาลัยใดเปิดคณะแพทยศาสตร์ ต้องผ่านการประเมินอิสระว่ามีโรงพยาบาลฝึกหัดที่ได้มาตรฐาน มีอาจารย์แพทย์เพียงพอ และมีแผนชัดเจนว่าแพทย์ที่จบออกมาจะไปอยู่ที่ไหนในระบบ ไม่ใช่เปิดเพื่อตอบสนองความต้องการของมหาวิทยาลัยที่อยากมีคณะแพทย์เพราะมันเพิ่มชื่อเสียงและรายได้ค่าเล่าเรียนที่สูง

ชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดแต่ต้องพูดคือการพิจารณาว่าควรมีกลไกอะไรที่ทำให้แพทย์ที่รัฐลงทุนผลิตมาด้วยเงินภาษีนั้นมีภาระผูกพันกับระบบสาธารณสุขในระยะยาวมากกว่า 3 ปี ไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยการออกแบบระบบที่ทำให้การอยู่ในระบบรัฐตลอดอาชีพการงานเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูด ไม่ใช่ทางเลือกที่คนเลือกเพราะไม่มีทางออกอื่น

บทสรุป ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนแพทย์ แต่อยู่ที่ระบบที่ไม่สามารถรักษาแพทย์ไว้ในที่ที่ประเทศต้องการ

ในขณะที่นโยบายรัฐยังคงมุ่งแก้ปัญหาด้วยการผลิตแพทย์เพิ่ม ปัญหาที่แท้จริงคือการออกแบบระบบที่ทำให้การทำงานในพื้นที่ขาดแคลนนั้นไม่ใช่การลงโทษแต่เป็นโอกาส และทำให้การอยู่ในระบบสาธารณสุขของรัฐตลอดอาชีพการงานนั้นเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
ถ้าไม่แก้ที่โครงสร้าง

ตัวเลขการผลิตโดยละเลยการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของระบบสาธารณสุข การเร่งเปิดคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่ขาดความพร้อม ทั้งในแง่ของอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลฝึกหัดที่หลากหลายเพียงพอ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อทักษะและประสบการณ์ของแพทย์จบใหม่

หากเราผลิตแพทย์ที่ 'ทำได้เพียงตรวจ' แต่ 'รักษาไม่เป็น' หรือขาดความมั่นใจในการตัดสินใจในภาวะวิกฤตเนื่องจากชั่วโมงบินในขณะเรียนไม่เพียงพอ สุดท้ายแพทย์เหล่านี้จะยิ่งเกิดภาวะ Burnout ได้ง่ายเมื่อต้องเผชิญกับหน้างานจริงในโรงพยาบาลห่างไกล และนั่นจะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักให้พวกเขาเดินออกจากระบบรัฐไปสู่สาขาที่ปลอดภัยกว่าอย่างรวดเร็ว การผลิตแพทย์ที่ด้อยคุณภาพจึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาขาดแคลน แต่เป็นการซ้ำเติมวิกฤตศรัทธาในระบบสาธารณสุขที่ประชาชนระดับฐานรากต้องแบกรับความเสี่ยงนี้ไว้เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...