โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกพิธีไหว้ครูเทพศิลปศาสตร์ โขนไทยมรดกโลกและความศักดิ์สิทธิ์

PPTV HD 36

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์ พิธีไหว้ครูและครอบครูการแสดงโขนไทย สัมผัสความงดงามของสัญลักษณ์ เครื่องสังเวย เพลงหน้าพาทย์ มรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่ายิ่ง

ปฐมบท เมื่อ "โขนไทย" ผงาดสู่เวทีโลกในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ศิลปะการแสดงของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงมหรสพที่ถูกจัดขึ้นเพื่อความบันเทิงเริงรมย์เพียงฉาบฉวย ทว่ายังเป็นภาพสะท้อนที่ลึกซึ้งถึงจักรวาลทัศน์ ปรัชญา และคติความเชื่อที่หล่อหลอมอยู่ในโครงสร้างของสังคมไทยมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การแสดงโขน" ซึ่งถือเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่รวบรวมสรรพวิชาช่างและศิลปะหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกันอย่างวิจิตรบรรจง ความสำคัญของโขนได้รับการประจักษ์ชัดและได้รับการยอมรับในระดับสากล เมื่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก ครั้งที่ ๒๓ ระหว่างวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ณ เมืองพอร์ตหลุยส์ สาธารณรัฐมอริเชียส

ในที่ประชุมระดับโลกซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกกว่า ๑๘๑ ประเทศ ได้พิจารณาและประกาศขึ้นทะเบียน "การแสดงโขนในประเทศไทย" ให้เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ อย่างเป็นทางการ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะในการอนุรักษ์ ส่งเสริม ฟื้นฟู สืบสาน และพัฒนาการแสดงโขนในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการจัดสร้างเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับโขนชุดใหม่ การพัฒนารูปแบบการแต่งหน้าให้งดงามดึงดูดความสนใจ รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการแสดง ฉากเวที แสง สี และเสียง อันเป็นต้นกำเนิดของ "โขนพระราชทาน" ที่มีความวิจิตรตระการตาและสร้างความตื่นตาประทับใจแก่ผู้ชมทั่วโลก

ด้านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุอย่างภาคภูมิใจว่า การที่โขนได้รับการขึ้นบัญชีจากยูเนสโกถือเป็นสมบัติให้คนไทยและทั่วโลกรุ่นหลังได้ศึกษาวัฒนธรรมอันสวยงามจากประเทศไทย แม้ว่าในห้วงเวลาหนึ่งจะเคยเกิดประเด็นข้อถกเถียงในโลกออนไลน์ระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชาเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรม ว่าแท้จริงแล้วโขนเป็นวัฒนธรรมของชาติใด แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทั้ง "ละครโขน" ของกัมพูชา และ "การแสดงโขน" ของไทย ต่างก็ได้รับการยกย่องและขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานทางวัฒนธรรมร่วมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความงดงามและควรค่าแก่การสงวนรักษาไว้ให้ชนรุ่นหลังสืบไป และหัวใจสำคัญที่สุดที่ยึดโยงศิลปินโขนและนาฏศิลป์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ก็คือคติความเชื่อเรื่อง "ครู" ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่าน "พิธีไหว้ครูและครอบครูเทพศิลปศาสตร์" อันศักดิ์สิทธิ์

ทำความเข้าใจแก่นแท้ "พิธีไหว้ครู" และ "พิธีครอบครู" แตกต่างกันอย่างไร?

พิธีกรรมไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกทางความเชื่อที่งมงาย หรือพฤติกรรมที่กระทำสืบต่อกันมาโดยไร้ความหมาย หากแต่เป็นกลไกทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่ทำหน้าที่หล่อหลอม สร้างเครือข่าย และธำรงไว้ซึ่งระเบียบวินัยของกลุ่มคน การศึกษาทางวิชาการชี้ให้เห็นว่า กระบวนการของพิธีไหว้ครูมีความลึกซึ้งเกินกว่าฉากหน้าที่สวยงาม งานวิจัยระบุว่าพิธีไหว้ครูและครอบครูช่างศิลปะเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งในการสร้าง "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์" เพื่อยกระดับสภาวะของมนุษย์จากโลกฆราวาสอันเป็นปกติธรรมดา ไปสู่มิติของพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

โครงสร้างของพิธีกรรมไหว้ครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยถูกออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อสร้างมิติความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันอยู่ ๓ ระดับ ได้แก่ ประการแรก ความสัมพันธ์ระหว่าง "คนกับคน" ซึ่งหมายถึงความเคารพกตัญญูที่ศิษย์มีต่อครูอาจารย์ รวมถึงความผูกพันระหว่างศิษย์พี่กับศิษย์น้อง ประการที่สอง ความสัมพันธ์ระหว่าง "คนกับพื้นที่" ซึ่งสะท้อนผ่านการเคารพสถานที่และมณฑลพิธีที่ถูกจำลองให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และประการที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่าง "คนกับพิธีกรรม" ซึ่งเป็นการน้อมรับและสืบทอดขนบธรรมเนียม ในมุมมองของสัญวิทยา พิธีกรรมนี้คือกระบวนการถอดรหัสความเชื่อที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างคติความเชื่อเรื่อง "ผี พราหมณ์ พุทธ" ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของสังคมไทยที่ถูกบรรจุลงในบุญประเพณี

สำหรับความแตกต่างระหว่าง "การไหว้ครู" และ "การครอบครู" นั้นมีนัยยะที่ลึกซึ้งและข้อปฏิบัติที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน การไหว้ครู (Wai Kru) คือการสำรวมจิตใจรำลึกถึงพระคุณของบรมครูทั้ง "ครูเทพ" (เทพเจ้าและบรมครูในตำนาน) และ "ครูมนุษย์" (ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไปแล้ว) ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์ โดยผู้เข้าร่วมพิธีจะพร้อมใจกันเปล่งเสียงวาจาด้วยความเคารพในขณะที่ครูผู้กระทำพิธีอ่านโองการอัญเชิญทวยเทพ

ในทางกลับกัน "พิธีครอบครู" (Krob Kru) เป็นพิธีกรรมระดับสูงเฉพาะสำหรับศิลปินที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ หรือผู้ที่ต้องปฏิบัติท่ารำในระดับสูง เช่น การรำเพลงหน้าพาทย์ โดยครูผู้ประกอบพิธีจะนำศีรษะครู (หัวโขน) มาครอบลงบนศีรษะของศิษย์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการรับเป็นศิษย์อย่างสมบูรณ์แบบ พิธีครอบครูนี้ส่งผลทางจิตวิทยาอย่างมหาศาล โดยศิษย์จะเกิดความเชื่อมั่นว่าครูจะคอยอยู่เคียงข้าง ควบคุมรักษา ช่วยเหลือให้มีความจำในกระบวนการรำและจังหวะดนตรีที่แม่นยำ และหากมีสิ่งใดที่ไม่งามหรืออุปสรรคเกิดขึ้น ครูจะช่วยปัดเป่าให้พ้นจากตัวศิษย์ ทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจและมีความมั่นใจในการแสดงมากขึ้น

โลกทัศน์และจักรวาลวิทยา ลำดับชั้นทวยเทพในมณฑลพิธี

มณฑลพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์เปรียบเสมือนภาพจำลองของเขาพระสุเมรุและสวรรค์ชั้นต่างๆ การจัดวางตำแหน่งของหัวโขนและศีรษะครูบนโต๊ะหมู่บูชาจึงไม่ใช่การจัดวางโดยพลการตามความสวยงาม แต่ต้องยึดถือระเบียบแบบแผนที่สะท้อนถึงลำดับชั้น อำนาจหน้าที่ และบทบาทของเทพเจ้าแต่ละพระองค์อย่างเคร่งครัดตามคติพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นรากฐานของนาฏศิลป์

ลำดับชั้นและรายพระนาม บทบาทและความสำคัญในทางนาฏศิลป์และดนตรี ตำแหน่งการประดิษฐานในมณฑลพิธี พระอิศวร (หัวโขน) เทพเจ้าสูงสุดผู้ทรงทำลายล้าง และเป็น "นาฏราช" หรือผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำเป็นปฐมตามตำนาน

ต้องตั้งให้อยู่ในตำแหน่งที่ สูงสุด กว่าหัวโขนหรือศีรษะครูองค์อื่นๆ ทั้งหมดบนแท่นบูชา

พระนารายณ์ (หัวโขน) เทพเจ้าผู้บริหาร รักษาโลก ปราบปรามยุคเข็ญ และเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์

ตั้งในตำแหน่งที่ต่ำกว่าพระอิศวร เพื่อแสดงถึงลำดับชั้นของมหาเทพ

พระพรหม (หัวโขน) เทพเจ้าผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง เป็นผู้รับโองการนาฏศาสตร์จากพระอิศวรมาถ่ายทอด

ตั้งต่ำกว่าพระอิศวร แต่อยู่ในระดับที่เสมอภาคกับหัวโขนพระนารายณ์

พระปรคนธรรพ (หัวโขน) ครูปี่พาทย์ ผู้ประดิษฐ์พิณ ผู้แต่งคัมภีร์กฎหมายนารทิยาธรรมศาสตร์ และผู้หยั่งรู้กาลทั้งสาม (อดีต ปัจจุบัน อนาคต)

ตั้งทางด้านขวาของเวที โดยรวมกลุ่มกับศีรษะพระฤๅษีต่างๆ

พระปัญจสีขร (หัวโขน) เทพยดาผู้เป็นครูทางด้านการดีดพิณและขับร้องต่างๆ มีความสำคัญยิ่งต่อนักดนตรี

ตั้งทางด้านขวาของเวที รวมกลุ่มกับศีรษะพระฤๅษีและครูเทพองค์อื่นๆ

กลุ่มพระฤๅษี (เช่น พระภรตฤษี, พระฤษีกไลโกฎ, พระฤษีตาวัว, พระฤษีตาไฟ) บรมครูฝ่ายมนุษย์ผู้ถ่ายทอดและจดบันทึกท่ารำของพระอิศวร โดยเฉพาะ "พระภรตฤษี" (พ่อแก่) ถือเป็นบรมครูทางตรงของศิลปิน

ตั้งทางด้านขวาของเวที โดยแยกกลุ่มออกมาจากเทพเจ้าสูงสุดหรืออสูรอย่างชัดเจน

การจัดวางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบนิเวศของจักรวาล ที่เทพเจ้าแต่ละองค์มีหน้าที่และสถานะที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พระภรตฤษี" หรือที่ศิลปินทุกแขนงมักเรียกขานด้วยความเคารพรักและผูกพันว่า "พ่อแก่" ท่านถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นครูที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด เนื่องจากตามตำนาน ท่านคือผู้ที่ได้รับเทวโองการจากพระพรหมให้นำวิชานาฏศาสตร์มาถ่ายทอดแก่มวลมนุษยชาติ

(วิดีโออ้างอิง: สำนักการสังคีต กรมศิลปากร, พิธีไหว้ครู สำนักการสังคีต ประจำปี 2566)

สัตตมงคล ๗ สิ่งศักดิ์สิทธิ์โบราณที่ขาดไม่ได้ในพิธีหลวง

เพื่อให้การประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูมีความสมบูรณ์แบบตามแบบแผนดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณกาล กรมศิลปากรได้กำหนดให้มี "สัตตมงคล" หรืออุปกรณ์และเครื่องมงคลสำคัญ ๗ ประการ ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดอันทรงคุณค่ามาจากพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) อดีตเจ้ากรมโขนในสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยสัตตมงคลแต่ละชิ้นล้วนมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาและนัยยะสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ศิลปินทุกคนพึงเคารพสักการะ

  1. พระตำราไหว้ครูฉบับครูเกษ พระราม เป็นคัมภีร์โบราณที่จดบันทึกแบบแผน โองการ และขั้นตอนการไหว้ครูมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๗ ซึ่งถือเป็นรากฐานและบรรทัดฐานของการประกอบพิธีในยุคปัจจุบัน ตำรานี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเก่าแก่ของการสืบทอดวิชา

  2. หัวโขนพระภรตฤษี ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าท่านคือบรมครูผู้รับเทวโองการจากพระพรหมมาถ่ายทอดวิชาฟ้อนรำให้แก่มนุษย์โลก ในขณะดำเนินพิธีกรรม ครูผู้ประกอบพิธีไหว้ครูจะต้องสมมติตนว่าเป็นองค์พระภรตฤษี เพื่อเป็นตัวแทนในการเชื่อมต่อพลังระหว่างโลกทิพย์และโลกมนุษย์

  3. หัวโขนพระพิราพ ถือเป็นปางหนึ่งของพระอิศวรในภาคที่ดุร้าย ซึ่งทรงเป็นผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ หัวโขนพระพิราพนี้ถือเป็นตัวแทนของความศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดที่ศิลปินให้ความยำเกรงอย่างมาก และเป็นหนึ่งในหัวโขนสำคัญที่ใช้ในการครอบครู

  4. เทริดโนราพร้อมหน้าพราน เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงศิลปะการแสดงพื้นบ้านและละครดั้งเดิมที่ปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การนำเทริดโนรามาเป็นหนึ่งในสัตตมงคลเป็นการเชื่อมโยงรากเหง้าของนาฏศิลป์หลวงและนาฏศิลป์พื้นบ้านเข้าไว้ด้วยกันอย่างให้เกียรติ

  5. ตู้เทวรูป พร้อมเทวรูป ๕ องค์ เป็นตัวแทนของเทพเจ้าผู้ปกปักรักษา ประสิทธิ์ประสาทพร และอำนวยความสำเร็จให้แก่งานศิลปะทุกแขนง

  6. ไม้เท้าหน้าเนื้อ เป็นไม้เท้าที่ทำจากไม้ไผ่ โดยส่วนหัวถูกนำมาแกะสลักอย่างวิจิตรเป็นรูปหน้าเนื้อสมันแต่ไม่มีเขา ถือเป็นเครื่องหมายแห่งการเดินทางและการบำเพ็ญตบะของพระฤๅษีผู้ทรงศีล

  7. ประคำโบราณ และแหวนพิรอด เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่ทำจากผ้าถักลงยันต์แล้วพันด้วยด้าย ใช้สำหรับเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ป้องกันภยันตราย และขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งปวงในระหว่างการแสดง

สิ่งของทั้ง ๗ ประการนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุโบราณที่ตั้งโชว์ไว้เพื่อความสวยงาม แต่เป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผ่าน "พลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์" และความผูกพันทางจิตวิญญาณจากศิลปินรุ่นสู่รุ่น

นัยยะที่ซ่อนอยู่ใน "เครื่องสังเวย" และบายศรีปากชาม

ในมุมมองของพิธีกรรมพราหมณ์-ฮินดูและบุญประเพณีของไทย "เครื่องสังเวย" ถือเป็นเครื่องหมายของการบวงสรวงที่แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที และความมุ่งมั่นที่จะคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดในธรรมชาติมาถวายแด่ทวยเทพ การเลือกใช้เครื่องสังเวยต้องคำนึงถึงความสด สะอาด และความหมายอันเป็นมงคลตามหลักโหราศาสตร์และความเชื่อโบราณ โดยมีรายละเอียดการจัดเตรียมที่สะท้อนถึงนัยยะแห่งความอุดมสมบูรณ์ ดังนี้

ประเภทเครื่องสังเวยหลัก รายละเอียดการจัดเตรียมและจำนวนที่นิยม นัยยะและความหมายมงคลที่ซ่อนอยู่ บายศรีปากชาม

เป็นบายศรีขนาดเล็กที่เย็บขึ้นรูปจากใบตองอย่างประณีต จัดประดับด้วยดอกไม้สด มักใช้ในจำนวน ๓ คู่ หรือ ๔ คู่ ตามระดับของพิธีและการบูชา

บายศรีคือสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล เป็นการเชิญขวัญและศิริมงคลให้บังเกิดแก่ผู้ร่วมพิธี

มะพร้าวอ่อน และ กล้วยน้ำ

มะพร้าวอ่อนต้องปอกเปลือกอย่างสวยงาม ตัดส่วนหัวเปิดไว้ และกล้วยน้ำหว้าหรือกล้วยน้ำไทดิบ

น้ำมะพร้าวเป็นตัวแทนของน้ำอมฤตบริสุทธิ์จากสรวงสวรรค์ ส่วนกล้วยหมายถึงความอุดมสมบูรณ์และการเรียนรู้ที่เจริญงอกงามได้ง่ายดาย

ผลไม้ ๗ อย่าง

ผลไม้มงคลต่างๆ ที่มีสีสันสวยงาม รสชาติดี ไม่มีชื่อที่เป็นกาลกิณี จัดเตรียมให้ครบ ๗ ชนิด

สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหาร และตัวเลข ๗ มีความเชื่อมโยงกับสัตตมงคลที่เป็นมงคลสูงสุด

อ้อยทั้งเปลือก

ต้นอ้อยที่ตัดมาเป็นลำทั้งเปลือก ไม่ปอกผิวออก นิยมจัดเตรียมไว้ ๑ คู่ หรือ ๔ คู่

หมายถึงความเจริญงอกงาม ความหวานชื่นในชีวิต และความแข็งแกร่งมั่นคงในเส้นทางอาชีพศิลปิน

เครื่องกระยาบวช

อาหารที่ประกอบด้วย เผือก มัน ถั่ว งา นม และเนย โดยต้องไม่มีเนื้อสัตว์เจือปนเด็ดขาด

แสดงถึงความบริสุทธิ์ การถือศีลภาวนา และการใช้ชีวิตที่เบียดเบียนธรรมชาติน้อยที่สุด เหมาะสำหรับถวายเทพเจ้าชั้นสูงและพระฤๅษี

สุรา (เหล้า) และเนื้อสัตว์ดิบ/สุก

ถวายเฉพาะในส่วนของเทพเจ้าภาคดุร้าย บรมครูบางพระองค์ หรือสำหรับเซ่นไหว้ภูตผีบริวาร

เป็นเครื่องเซ่นไหว้ตามคติความเชื่อโบราณที่สื่อถึงความแข็งแกร่ง อำนาจบารมี และการปกปักรักษาเขตแดน

นอกจากอาหารและผลไม้แล้ว ดอกไม้ยังมีบทบาทสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะ "ดอกบัว" ซึ่งถือเป็นดอกไม้หลักที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในการถวายแด่พระพิฆเนศและเทพเจ้าองค์อื่นๆ เพราะดอกบัวสื่อถึงความเบิกบาน ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปัญญาญาณ และการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการบำเพ็ญเพียร

เจาะลึกระเบียบและลำดับขั้นตอนพิธีกรรมอย่างละเอียด

การประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูนาฏศิลป์และดนตรีไทยเป็นพิธีกรรมที่ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้เข้าร่วมอย่างสูงสุด โดยทั่วไปมักนิยมกำหนดวันประกอบพิธีใน วันพฤหัสบดี เนื่องจากตามคติโหราศาสตร์และตำนานเทพเจ้า พระพฤหัสบดี (หรือพระคุรุ) ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาและเป็นครูของเหล่าเทพเทวดาทั้งหลายในสากลจักรวาล ขั้นตอนและกระบวนการประกอบพิธีมีลำดับที่ชัดเจนและเคร่งครัด ดังนี้

  1. การเตรียมสถานที่และมณฑลพิธี เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดพื้นที่บริเวณที่จัดงานอย่างหมดจด จากนั้นจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาเพื่ออัญเชิญและประดิษฐานหัวโขนศีรษะครูตามลำดับชั้นที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ในสถาบันการศึกษาเฉพาะทางอย่างวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรีและกรมศิลปากร จะต้องมีการตั้งเครื่องบูชากลางแจ้งสำหรับเทวดาผู้ดูแลเขตพระราชฐานชั้นนอกตามคติความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่

  2. การประกอบพิธีสงฆ์และการชำระล้างจิตใจ ในช่วงเย็นก่อนวันงาน (วันพุธ) จะมี "การบรรเลงถวายมือ" จากศิษย์เก่า และมีการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวน ๙ รูป มาทำพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์เย็นเพื่อความเป็นสิริมงคล ในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี พระสงฆ์จะเดินทางมาประกอบพิธีอีกครั้งและฉันภัตตาหารเช้า ผู้ประกอบพิธี ผู้ช่วย และศิษย์ผู้ที่จะเข้ารับการครอบครูทุกคน จะต้องเข้าร่วมรับศีล ๕ เพื่อชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องก่อนก้าวเข้าสู่พิธีพราหมณ์

  3. การจัดเตรียมและถวายเครื่องสังเวย จัดวางเครื่องกระยาบวช ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องสักการะ หรือ "ขันกำนล" (เครื่องบูชาและค่าธรรมเนียมในการมอบตัวเป็นศิษย์) ให้ครบถ้วนบริบูรณ์

  4. การอ่านโองการอัญเชิญทวยเทพ ประธานในพิธีหรือประธานจัดงานจะมาจุดธูปเทียนบูชาพระและบูชาครู จากนั้นครูผู้ประกอบพิธี (ซึ่งมักจะแต่งกายด้วยชุดขาวบริสุทธิ์เพื่อแสดงถึงความสะอาดของศีล) จะทำหน้าที่เป็นผู้อ่านโองการอัญเชิญทวยเทพ พระฤๅษี และวิญญาณบูรพาจารย์ทั้งหลายให้เสด็จลงมาร่วมในมณฑลพิธีและรับเครื่องสังเวยที่จัดเตรียมไว้

  5. การประกอบพิธีครอบครู เมื่อถึงวาระสำคัญ ครูผู้ทำพิธีจะนำหัวโขนหลัก (เช่น พระภรตฤษี และ พระพิราพ) มาครอบลงบนศีรษะของศิษย์ทีละคน ถือเป็นการรับรองสถานะความเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการและมอบสิทธิ์อันชอบธรรมในการถ่ายทอดวิชานาฏศิลป์ขั้นสูง

  6. การเจิมและมอบสิริมงคล หลังจากครอบครูแล้ว ครูจะใช้แป้งหอมและน้ำมันหอมเจิมที่บริเวณหน้าผากของศิษย์ พร้อมทั้งประพรมน้ำพระพุทธมนต์ มอบของที่ระลึก (ถ้ามี) และกล่าวคำอวยพรให้ศิษย์ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ

  7. การรำถวายมือ (รำส่งครู) ขั้นตอนสุดท้าย ศิษย์ทุกคนที่เข้าร่วมพิธีจะทำการฟ้อนรำร่วมกันเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณ นำของมาคำนับครู และเป็นการรำส่งเสด็จครูบาอาจารย์กลับสู่สรวงสวรรค์ โดยนิยมรำโปรยข้าวตอกดอกไม้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตสืบไป

"เพลงหน้าพาทย์" อาณัติสัญญาณแห่งทวยเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์แตกต่างจากพิธีกรรมทั่วไป และช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างลึกซึ้ง คือการบรรเลง "เพลงหน้าพาทย์" โดยวงปี่พาทย์ดั้งเดิม เพลงหน้าพาทย์นี้ถือเป็นบทเพลงดรรชนีที่ไม่มีบทร้องประกอบ แต่ใช้ท่วงทำนองในการสื่อสารและบรรยายกิริยาอาการ อารมณ์ และการปรากฏตัวของเทพเจ้า ตัวละคร หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

งานวิจัยเกี่ยวกับบริบทของพิธีไหว้ครูดนตรีไทยของวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า โบราณจารย์ได้กำหนดระเบียบวิธีบรรเลงไว้เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่จะทำหน้าที่บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครูจะต้องมีคุณสมบัติที่เคร่งครัดหาตัวจับยาก ได้แก่ ต้องเป็นบุรุษที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว มีอายุระหว่าง ๒๕ ถึง ๓๐ ปีขึ้นไป เป็นผู้มีความประพฤติดี รักษาศีล ๕ อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องได้รับการครอบวิชาถึง "เพลงองค์พระพิราพ (เต็มองค์)" ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงสุดมาแล้วจากครูผู้ทำพิธีเท่านั้น จึงจะถือว่ามีบารมีเพียงพอที่จะควบคุมวงบรรเลงสื่อสารกับเทพยดาได้

ในระหว่างที่ประธานหรือครูผู้อ่านโองการทำการอัญเชิญเทพยดา การบรรเลงเพลงหน้าพาทย์จะใช้อัตราจังหวะปานกลาง และมีกฎเหล็กที่ศิลปินทุกคนยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดคือ "ห้ามบรรเลงแบบแปรทำนอง" ซึ่งหมายความว่าห้ามผู้บรรเลงแต่งเติมทำนองพลิ้วไหว หรือใส่ลูกเล่นส่วนตัวตามใจชอบในช่วงที่มีทำนองหลัก เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างสูงสุด ลำดับการเรียกเพลงหน้าพาทย์ประกอบการอ่านโองการ (ตามรูปแบบของอาจารย์มนตรี ตราโมท ปรมาจารย์ด้านดนตรีไทย) มีการจัดลำดับที่สอดคล้องกับบทบาทของเทพเจ้าอย่างเป็นระบบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  1. เพลงสาธุการ และ สาธุการกลอง เป็นเพลงแรกสุดที่บรรเลงขึ้นเพื่อใช้เชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในสากลโลกให้มาชุมนุมในมณฑลพิธี ถือเป็นเพลงศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระรัตนตรัย

  2. เพลงพราหมณ์เข้า และ พราหมณ์ออก บรรเลงประกอบกิริยาการเดินเข้าและออกจากมณฑลพิธีของพราหมณ์หรือครูผู้ประกอบพิธี

  3. เพลงโหมโรง และ ตระสันนิบาต เป็นการประกาศเริ่มพิธีอย่างเป็นทางการ และเป็นการเป่าร้องให้เกิดการรวมพลชุมนุมของเทพเทวดาทั้งปวง

  4. เพลงตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ สัญลักษณ์ของการเสด็จมาของพระนารายณ์ ผู้ปกปักรักษาโลก

  5. เพลงตระพระปรคนธรรพ ใช้เพื่ออัญเชิญและถวายความเคารพต่อบรมครูทางด้านดนตรีโดยตรง

  6. เพลงตระพระพิราพเต็มองค์ ถือเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงสุดและมีความขลังมากที่สุด ใช้สำหรับอัญเชิญพระพิราพ

  7. เพลงนั่งกิน และ เซ่นเหล้า เพลงนี้ถูกบรรเลงขึ้นสำหรับอัญเชิญครูบาอาจารย์ ตลอดจนภูต ผี ปีศาจ บริวารทั้งหลาย ให้มารับกระยาหารสังเวยและเครื่องดื่มสุราที่ศิษย์ได้จัดเตรียมไว้ถวาย

  8. เพลงกราวรำ และ เชิด บรรเลงในตอนท้ายสุดเมื่อเสร็จพิธีไหว้ครู ผู้ร่วมพิธีทุกคนจะร่ายรำแสดงความยินดี โห่ร้องไชโย ๓ ครั้ง และแสดงกิริยาการเดินทางกลับของทวยเทพ

นอกจากใช้ในพิธีกรรมแล้ว เพลงหน้าพาทย์ยังถูกนำไปใช้ประกอบการแสดงโขนละครอย่างวิจิตรบรรจงเพื่อสื่อสารอารมณ์และอิทธิฤทธิ์ เช่น เพลงตระนิมิตร (ใช้เมื่อตัวละครแปลงกาย), เพลงรัว (ใช้แสดงอิทธิฤทธิ์ในเวลาสั้นๆ), เพลงโคมเวียน และ เหาะ (กิริยาการเดินทางในอากาศของเทวดานางฟ้า), และ เพลงลงสรง (การอาบน้ำชำระร่างกายของตัวละครเอก)

ตำนาน "พระพิราพ" อาถรรพ์ ข้อห้าม และการผิดครูในการแสดง

ในวงการนาฏศิลป์ไทย ความเคารพยำเกรงต่อบรมครูไม่ได้เป็นเพียงเรื่องนามธรรมที่กล่าวอ้างกันลอยๆ แต่มีการปฏิบัติและข้อห้ามที่สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดประดุจกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ หากผู้ใดล่วงละเมิด ไม่ว่าจะกระทำด้วยความตั้งใจ ความคึกคะนอง หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เชื่อกันว่าบุคคลนั้นจะเผชิญกับเหตุร้าย ความเจ็บป่วย หรือความวิบัติในชีวิต ซึ่งปรากฏการณ์นี้ในแวดวงศิลปินเรียกว่า "การผิดครู" หรือ "ครูแรง" การสอนหรือการถ่ายทอดวิชาศิลปะการแสดงในระดับที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ท่ารำเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง หากกระทำโดยลักลอบ ไม่ผ่านการขออนุญาต และไม่ผ่านการประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูอย่างถูกต้อง ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงที่ไม่มีศิลปินคนใดกล้าฝ่าฝืน

ศูนย์รวมแห่งความเคารพและความเกรงกลัวสูงสุดในพิธีกรรมเหล่านี้คือ "พระพิราพ" ตามตำนานความเชื่อระบุว่า พระพิราพคือปางหนึ่ง (อวตาร) ขององค์พระอิศวรผู้ทรงเป็นมหาเทพและเป็นผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ แต่เป็นปางที่มีลักษณะดุร้าย ทรงพลังอำนาจมหาศาล หัวโขนพระพิราพจึงต้องถูกอัญเชิญมาประดิษฐานในพิธีร่วมกับสัตตมงคล และเป็นหนึ่งในหัวโขนที่ครูผู้ประกอบพิธีจะนำมาครอบลงบนศีรษะให้แก่ศิษย์ เพื่อดึงดูดพลังอำนาจและสร้างความสมบูรณ์แบบในการเรียนรู้นาฏศิลป์

ความเชื่อเรื่องอาถรรพ์และอำนาจลี้ลับเหล่านี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบการจัดแสดงละครและการเขียนบทวรรณกรรมด้วยเช่นกัน โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว นาฏศิลป์ไทยมักไม่นิยมจัดการแสดงที่มีเรื่องราวอัปมงคล หรือฉากที่สร้างความสะเทือนใจอย่างรุนแรง เช่น ฉากการตายของตัวละครเอก หรือการที่ตัวละครสูงศักดิ์ต้องถูกจับกุมจองจำด้วยเครื่องพันธนาการ หากในวาระใดมีความจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจัดการแสดงเหล่านั้น คณะละครจะต้องมีการจัด "พิธีไหว้ครูแบบพิเศษ" หรือพิธีปัดเป่ารังควานเพิ่มเติมขึ้นมาก่อนการฝึกซ้อมและก่อนการแสดงจริงทุกครั้ง เพื่อคุ้มครองนักแสดงจากภยันตราย ตัวอย่างของวรรณกรรมและบทละครที่เข้าข่ายต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  • เรื่องพระลอ วรรณกรรมรักโศกนาฏกรรม ที่ตัวละครเอกทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ได้แก่ พระลอ พระเพื่อน พระแพง รวมถึงข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์อย่าง นายแก้ว นายขวัญ นางรื่น และนางโรย ต้องจบชีวิตลงพร้อมกันด้วยคมหอกคมดาบในฉากสุดท้าย

  • เรื่องเงาะป่า พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ที่ตัวละครหลักอย่าง ซมพลา ฮเนา และนางลำหับ ต้องจบชีวิตลงด้วยความรักและความโศกเศร้าในป่าลึก

  • เรื่องราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา ที่ตัวละครเอกซึ่งเป็นวีรบุรุษนักรบ ต้องแสดงในฉากที่ถูกจองจำหรือพันธนาการด้วยตรวน

แม้ว่าในยุคปัจจุบัน สังคมอาจตั้งคำถามถึงข้อห้ามเหล่านี้ผ่านมุมมองเชิงเหตุผลและวิทยาศาสตร์ ดังที่ปรากฏในการตั้งกระทู้ถาม-ตอบผ่านกระดานสนทนาออนไลน์ชื่อดัง บางความเห็นระบุว่า พิธีครอบครูแท้จริงแล้วคือกุศโลบายในการเสริมเสน่ห์และสร้างความมั่นใจในการแสดง หากผู้ที่ทำพิธีครอบไม่ได้แจ้งข้อห้ามใดๆ ไว้โดยเฉพาะเจาะจง ก็ให้ผู้เรียนใช้ชีวิตไปตามปกติและทำความเข้าใจในหลักอนัตตาแห่งพุทธศาสนา แต่กระนั้น สำหรับบรรดาศิลปินผู้ทำหน้าที่สืบทอดวิชา การปฏิบัติตามและรักษากฎเกณฑ์เหล่านี้ยังคงถูกมองว่าเป็นกุศโลบายชั้นเยี่ยมในการฝึกฝนความอ่อนน้อมถ่อมตน การลดละอัตตา การมีสติสัมปชัญญะ และการระมัดระวังในการใช้ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการเป็นศิลปินที่ดีและเป็นที่เคารพรักของประชาชน

บทสรุป การสืบสานจิตวิญญาณแห่งศิลปินโขนไทย

เมื่อเราได้พิจารณารายละเอียดทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน จะเห็นได้ว่า "พิธีไหว้ครูและครอบครูเทพศิลปศาสตร์" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางศาสนาที่จัดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความเชื่อทางไสยศาสตร์เพียงมิติเดียว แต่เป็นเสมือน "สถาบันทางวัฒนธรรม" ที่คอยค้ำจุนและหล่อหลอมให้ศิลปินมีรากฐานทางจิตใจที่มั่นคงและแข็งแกร่ง การประกอบสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การเคารพและสงวนรักษาสัตตมงคล การรักษาระเบียบวินัยอันเคร่งครัดในการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ และการนอบน้อมต่อบรมครูอย่างพระภรตฤษีและพระพิราพ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นความงดงามและความลึกซึ้งของนาฏศิลป์ไทย

ความสมบูรณ์แบบที่ถูกส่งผ่านและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านพิธีกรรมเหล่านี้ คือเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ "การแสดงโขน" ของประเทศไทยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น วิจิตรบรรจง เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ และมีมาตรฐานการแสดงในระดับสูง จนสามารถก้าวข้ามพรมแดนทางภาษาและวัฒนธรรม ได้รับการยอมรับจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ตราบใดที่เสียงปี่พาทย์บรรเลงเพลงสาธุการยังคงดังกังวานอยู่ในมณฑลพิธี และหัวโขนแห่งบรมครูอันศักดิ์สิทธิ์ยังคงได้รับการสวมทับลงบนศีรษะของศิลปินรุ่นใหม่ด้วยความภาคภูมิใจ ตราบนั้นสายใยแห่งความกตัญญูกตเวที จริยธรรมของศิลปิน และมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไทย ก็จะยังคงเจิดจรัส มีชีวิตชีวา และดำรงอยู่คู่โลกใบนี้สืบไปตราบนานเท่านาน.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะลึกพิธีไหว้ครูเทพศิลปศาสตร์ โขนไทยมรดกโลกและความศักดิ์สิทธิ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...