โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนกำลังรับบท "ตาอยู่" ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากวิกฤตพลังงานครั้งนี้

Finnomena

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • Bank - The Trend Follower Investor

ท่ามกลางความปั่นป่วนของสงครามและราคาน้ำมันโลก จีนกำลังรับบท“ตาอยู่” ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากวิกฤตครั้งนี้ครับทุกคน เป็นยังไง ผมจะเล่าให้ฟัง

เรื่องแรกเลย คือ ยอดส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริดของจีนในเดือนมีนาคม พุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ถึง 140%

เหตุผลก็ไม่ใช่เพราะอะไรครับ ตอนนี้ผู้บริโภคทั่วโลกหนีตายจากราคาน้ำมันที่แพงหูฉี่ หันมาใช้ EV กันหมด แล้ว EV จากจีนก็ตอบโจทย์ในเรื่องของราคาด้วยครับ

เมื่อเช้า ผมลองให้คนดูใน Morning Brief โหวตหน่อยว่าถ้าคนจะซื้อรถใหม่ปีนี้ จะซื้อแบบไหน ปรากฎว่าคำตอบก็ไปในทางเดียวกัน คือ ถ้าไม่ใช่รถ EV ก็ไป Hybrid กันหมด ไม่มีใครอยากไปใช้รถน้ำมันอย่างเดียวกันแล้วนะครับ

รายงานล่าสุด ยอดส่งออก EV ของจีนพุ่งทะลุ 349,000 คัน นำทัพโดย BYD (ครองสัดส่วน 1 ใน 3) ตามมาด้วย Geely และ Chery ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียและอังกฤษ

เลขาธิการสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (PCA) เปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้ว่า คล้ายกับตอน“วิกฤตน้ำมันยุค 1970s” เป๊ะเลยครับ !

ในยุคนั้นค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นสามารถแจ้งเกิดและผงาดในตลาดโลกได้สำเร็จจากการผลิตรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันกว่าค่ายอเมริกาหรือยุโรป

และในทศวรรษนี้ ค่ายรถยนต์จีนก็กำลังใช้จังหวะวิกฤตน้ำมันเดียวกันนี้ในการขยายฐานอำนาจ EV ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วเช่นกัน

แต่ภาพในประเทศจีนกลับเป็นคนละเรื่องครับ แปลกดี

คือ ยอดขาย EV และไฮบริดในประเทศกลับร่วงลง 14% (ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 แล้ว) สาเหตุหลักมาจากการถูกตัดลดเงินอุดหนุน (Subsidies) ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนที่หดตัวลงจากปัญหาความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ

และนี่คือเหตุผลบังคับที่ทำให้ค่ายรถจีนต้อง “เร่งส่งออก” เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ในบ้านที่หายไปครับ

อีกเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าจีนเล่นบท “ตาอยู่” ได้ดีทีเดียว ก็คือ “หุ้นกลุ่มธนาคารของจีน” ณ ตอนนี้กำลังทำผลงานสวนทางตลาดหุ้นโลก โดยผงาดขึ้นมาเป็น Safe Haven ชั้นยอดที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในช่วงสงครามได้อย่างแข็งแกร่ง

ดูได้จากดัชนีตลาดหุ้นจีนโดยรวม (CSI 300) ร่วงลง 5.7% นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม แต่ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคาร (CSI 300 Bank) กลับพุ่งสวนขึ้นมาได้ 2.7% นะครับ

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนแห่มาหลบภัยที่นี่ คือ

1. คาดการณ์ Dividend Yield ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าสูงถึง 5% (เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดที่ให้ 2.8% และพันธบัตรรัฐบาลจีน 10 ปีที่ให้แค่ 1.8%)

2. ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ฟื้นตัว แรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงินเริ่มลดลง ทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของแบงก์รัฐยักษ์ใหญ่ (เช่น ICBC และ AgBank) เริ่มทรงตัวและมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าคาดในไตรมาสแรก

3. แบ็คอัปแข็งแกร่ง ในยามที่ภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง (State-backed lenders) ย่อมมีความมั่นคงและมีภูมิคุ้มกันในการรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจมหภาคได้ดีกว่าอุตสาหกรรมอื่น

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึง“ความยืดหยุ่นและการฉวยโอกาส” ของเศรษฐกิจจีนในบางเซกเตอร์ครับ

ในฝั่งเศรษฐกิจจริง (Real Sector) พวกเขากำลังใช้ EV เป็นหอกทะลวงตลาดโลกเพื่อชดเชยจุดอ่อนในประเทศ

ส่วนในฝั่งตลาดทุน (Capital Market) หุ้นคุณค่า (Value Stocks) อย่างกลุ่มธนาคารก็ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกที่ปลอดภัย ให้นักลงทุนมีที่พักเงินเพื่อรับปันผลได้อย่างยอดเยี่ยม ท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุนทั่วโลก

Mr.Messenger รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...