โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อ สหรัฐฯ-อิหร่าน ยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม “ชินชา” แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

สหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม “ชินข่าวรบ” แม้น้ำมัน-หุ้นยังทรงตัว แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังเป็นระเบิดเวลา ด้านฮั่วเซ่งเฮงมองทองคำเริ่มฟื้นจากจุดต่ำ มีลุ้นกลับตัวขาขึ้น

(10 เมษายน 2569) - ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงเวลานี้ กำลังพัฒนาไปสู่“เกมกดดันเชิงยุทธศาสตร์” ทั้งยืดเยื้อและซับซ้อนเกินกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยเฉพาะประเด็น “เส้นตาย” ที่ถูกเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นสัญญาณว่า ความขัดแย้งและการเจรจาจะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเวลาอันใกล้นี้

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 45 วัน จากกลุ่มประเทศผู้ไกล่เกลี่ย แต่แนวคิดดังกล่าวกลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ และอิหร่านแต่อย่างใด โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้เพียง 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางการเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในตลาดพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวได้ดีขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มประเมินถึงสถานการณ์ที่ยังไม่บานปลายในระยะสั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังคงมีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญกลับอยู่ที่ “พฤติกรรมของตลาดการเงิน” มากกว่าตัวข่าวเอง แม้กระแสข่าวจะออกมาอย่างต่อเนื่องและเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรงเหมือนในอดีต โดยยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนเริ่ม “ปรับตัว” และลดระดับความตื่นตระหนกลง

ในตลาดหุ้น ภาพรวมยังคงมีแรงซื้อสะสมในสินทรัพย์พื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังไม่เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเต็มตัว และช่วยจำกัดแรงไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดยังคงมีแรงพยุงอยู่ในระดับหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม หากความขัดแย้งถูกยกระดับและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจริง อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจกลับมาเร่งตัว ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ทรงตัวในระดับสูง ทั้งอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและจำกัดการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น

เกมนี้ “ทรัมป์” อาจไม่มีทางถอย

นูริเอล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว–อิหร่าน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา "ดร.ดูม" (Dr. Doom) จากการทำนายวิกฤติซับไพรม์ (Subprime mortgage crisis) ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2008 ได้วิเคราะห์ผ่าน Bloomberg Television ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอาจเดินมาถึง “จุดที่สหรัฐฯไม่มีทางถอย” นอกจากนี้ รูบินียังได้ประเมินว่า ทรัมป์มีทางเลือกหลักเพียง 2 ทาง ได้แก่

1) “ลดระดับความรุนแรง” เข้าสู่โหมดการหยุดยิง ซึ่งแม้ดูเหมือนเป็นทางออก แต่กลับมีความเสี่ยงสูง เพราะทางเลือกนี้อาจเปิดโอกาสให้อิหร่านฟื้นกำลังทางทหาร เสริมศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ และเพิ่มอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อีกทั้งการยุติสงครามจะนำมาซึ่งการที่ทรัมป์อาจเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากประชาชนจะมองว่าการตัดสินใจเริ่มสงครามของทรัมป์ในครั้งนี้ คือความล้มเหลวของรัฐบาล

2) “ยกระดับการโจมตีเพื่อจบเกม” (escalate and finish the job) รูบินีประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 67% ที่สหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีนี้และมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านคือภัยคุกคามโดยตรงต่ออิสราเอล ยุโรป เอเชีย และสหรัฐฯ ทำให้มีความจำเป็นต้องบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ด้วยการโจมตีอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อกดดันให้อิหร่านอยู่ในภาวะล่มสลาย ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์

ทั้งนี้ หากสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางของการยกระดับความรุนแรง ในระยะสั้นราคาน้ำมันอาจมีโอกาสพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ในระยะยาวหากความขัดแย้งสิ้นสุดลงและภูมิภาคกลับสู่เสถียรภาพ ตลาดพลังงานอาจค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความสมดุล

ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โอกาสที่อิหร่านจะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว” (Stagflation) ซึ่งคล้ายกับวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1970

“ทองคำกำลังปรับฐาน ลุ้นกลับตัวขาขึ้น หากสงครามคลี่คลายในเร็วๆ นี้”

ในจังหวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังถูกกดดันจากภาวะสงคราม ซึ่งหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเคลื่อนไหวอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ นักลงทุนต้องเผชิญกับ “แรงเทขายทองคำในช่วงวิกฤต” ไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งกดราคาลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 4,100 ดอลลาร์

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าระดับดังกล่าวถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงเทคนิค” ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA 200 วัน) และเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างชัดเจน สะท้อนว่านักลงทุนระยะกลางถึงยาวเริ่มกลับเข้าสะสมทองคำอีกครั้ง สัญญาณเชิงบวกที่น่าสนใจ คือโครงสร้างราคาที่เริ่ม “จุดต่ำยกสูงขึ้น” อย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าฝั่งขายเริ่มอ่อนแรง ขณะที่แรงซื้อค่อย ๆ กลับมาเป็นลำดับ

จุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำสามารถดีดตัวขึ้นแรงและ “ทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (SMA 100 วัน)” ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในเชิงโมเมนตัม แต่นักลงทุนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าราคาจะสามารถ “ยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง” หรือไม่?

ราคาทองคำในตลาดโลก

  • แนวต้าน 4,800 / 5,000 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ 5,200 ดอลลาร์
  • แนวรับ 4,300 / 4,100 ดอลลาร์

ราคาทองคำแท่ง ภายในประเทศ

  • แนวต้าน 73,500 / 75,500 บาท และ 77,500 บาท
  • แนวรับ 67,000 / 65,000 บาท

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...