โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ข้อเสนอด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วน สู่ ปฏิรูปโครงสร้าง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์, ดร.สุเมธ องกิตติกุล, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความ “เปราะบาง” ของโครงสร้างพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะยาว

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลาง และยาว ในการปรับเปลี่ยนนโยบายภาคพลังงานและภาคขนส่ง

1. ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี)

เป้าหมายหลักระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “อุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาล และไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก”

-มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า

ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย

ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส โดยกำหนดเพดานค่าการกลั่นเพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะเพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน พร้อมเร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่างๆ เพื่อที่จะสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น

อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง

จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงาน โดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงานจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต

จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย โดยจัดลำดับความสำคัญกลุ่มต่างๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน กรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า

-มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์

สนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการรถบรรทุก เพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า ช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนการขนส่ง

แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พ.ร.บ.การขนส่งทางราง เพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามาให้บริการ เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูง และจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า

อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ

นำมาตรการ “คนละครึ่ง” มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร

ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน (WFH) ทั้งนี้การศึกษาของ IEA พบว่าการ WFH 1 วันต่อสัปดาห์สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1% ของทั้งประเทศ

2. ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1-5 ปี)

ระยะยาวรัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศ

-ปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า

ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงานของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน

บูรณาการแผนพลังงาน โดยเชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและแผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริง เพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย

ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ เช่น ส่งเสริม solar rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ และไมโครกริดในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดพึ่งพาการนำเข้า LNG ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีก และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า

เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึง “ระบบสายส่ง” เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด

สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาดจากปัจจุบันกลุ่ม ปตท.ครอบคลุมกำลังการกลั่นกว่า 60% ของประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ในอนาคต

สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน รวมถึงแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นกระแสชาตินิยม

-ปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์

อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5-6 โดยลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน

สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2% ต่อปี วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะเพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อ

ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า

สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด โดยวางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง

อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์

ทั้งนี้ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ “ตรึงราคา” ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้อเสนอด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วน สู่ ปฏิรูปโครงสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...