Work From Home เวิร์กจริงไหม? ประหยัดพลังงานแบบใด ย้ายการใช้ไฟที่ออฟฟิศไปอยู่ที่ครัวเรือน แถมประชาชนต้องจ่ายค่าไฟที่อาจแพงขึ้น
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ยินคำขอความร่วมมือจากภาครัฐให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน โดยการทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home (WFH) เพื่อสอดรับกับสถานการณ์วิกฤตทางพลังงานที่ซัดทอดมาจากวิกฤตความขัดแย้งในพื้นที่ตะวันออกกลาง คำถามคือ แล้วมาตรการเช่นนี้จะช่วยประหยัดพลังงานได้จริงไหม? หรือมันก็แค่ย้ายการใช้ไฟจากออฟฟิศ มาอยู่บนบ่าของประชาชนเสียเอง?
สมัย COVID 19 เราประหยัดพลังงานได้แค่ไหน?
รายงานจาก Rocket Media Lab เผยตัวเลขการใช้ไฟฟ้าในช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 ซึ่งมีการใช้มาตรการ WFH อย่างเต็มรูปแบบ พบว่า แม้ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าโดยรวมลดลง 3.1% เพราะภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใช้ไฟฟ้าน้อยลง 4.6% และ 10.5% ตามลำดับ แต่ตัวเลขมันมาบวมที่ภาคครัวเรือนแทน ซึ่งใช้ไฟฟ้ามากขึ้น 7.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการของภาครัฐที่ให้ประชาชนทำงานที่บ้าน แถมต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางพลังงานเอง
ขณะที่การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานชี้ว่า ปี 2563 น้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน มีสัดส่วนการใช้ลดลงเพียง 2.7% และ 1.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งไม่ได้มีส่วนสำคัญนักในการประหยัดพลังงานโดยรวม หลังจากมาตรการล็อกดาวน์คลี่คลายลง บวกกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ปริมาณการใช้น้ำมันของบ้านเราก็กลับมาพุ่งสูงขึ้น นี่จึงชี้ให้เห็นว่ามาตรการ WFH เป็นเพียงแค่นโยบายลูบหน้าปะจมูกรายวัน แต่ไม่ได้สร้างความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะยาว
ทำไมรัฐมุ่งแต่บอกให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน?
ประเด็นที่น่าตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐถึงมักมุ่งเป้ามาที่ภาคครัวเรือนมากกว่าอุตสาหกรรมใหญ่ ทั้งที่ข้อมูลจาก OECD ชี้ว่า ภาคการผลิตใช้พลังงานสูงถึง 48% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมด ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้เพียงประมาณ 9% เท่านั้น การเชิญชวนประชาชนลดการใช้ไฟฟ้าหรือ WFH อาจไม่ได้แตะผู้ใช้พลังงานตัวจริงในระบบ
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ทุกคนจะปฏิบัติตามมาตรการ WFH ได้ เพราะแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติงานที่หน้างาน ขณะที่พนักงานออฟฟิศก็ไม่ได้พร้อมทำงานที่บ้านทุกคน ต้นทุนการทำงานจากที่บ้านนั้นมีราคาแพง ทั้งห้องส่วนตัว อุปกรณ์การทำงาน ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอีกมากที่แรงงานต้องจ่ายเพิ่ม
สิ่งที่พอจะอธิบายได้คือ การขอความร่วมมือจากประชาชนทั่วไปเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย และมีแรงต้านต่ำ ขณะที่การออกมาตรการบังคับภาคอุตสาหกรรมหรือผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น การจำกัดการใช้พลังงานหรือเพิ่มต้นทุนผ่านภาษี อาจกระทบต่อการลงทุน การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นต้น
ทำอย่างไรเราถึงจะมีความมั่นคงทางพลังงาน?
ที่ผ่านมา เราใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผลิตไฟฟ้ามากถึง 58% และในจำนวนนี้เราต้องนำเข้า LNG จากประเทศภายนอกถึง 1 ใน 3 และเจ้า LNG นี้มีราคาผันผวนตามตลาดโลก ทำให้หลายครั้งเราต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราแทบไม่มีตัวเลือกทางพลังงานอื่นๆ อีกเลย (ซึ่งจริงๆ เรามี)
ไม่ใช่เราไม่เคยมีบทเรียนด้วยนะ JustPOW วิเคราะห์ว่า เมื่อช่วงกลางปี 2565 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ค่าไฟทะลุระดับ 4 บาท/หน่วยเป็นครั้งแรก และพุ่งไปอยู่ที่ 4.72 บาท/หน่วย ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สาเหตุมาจากราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน
เช่นกัน เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดการปรับราคาค่าไฟให้สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจำเป็นต้องมองหาความมั่นคงทางพลังงานใหม่ ที่มากไปกว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และหยุดวงจรการผลักภาระให้ประชาชนแบกรับต้นทุนพลังงาน หรือปัดความรับผิดชอบให้แรงงานประหยัดพลังงานอยู่ฝ่ายเดียว
หลายฝ่ายเสนอว่า ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ เป็นอีกทางรอดทางพลังงานของไทยที่เราควรคว้าไว้ รายงานจาก Global Solar Atlas ระบุว่า ไทยมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ประกอบกับแนวโน้มต้นทุน (LCOE) ของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล เราจึงอาจได้ใช้ไฟฟ้าที่ทั้งสะอาดและมีราคาถูก
แต่ข้อมูลจาก Ember Energy สะท้อนว่า ก่อนหน้านี้เราเคยเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในอาเซียน แต่ปัจจุบันหลายชาติได้แซงหน้าเราไปแล้ว
ท้ายที่สุด มีข้อเสนอให้รัฐเปิดเสรีภาพทางพลังงาน ให้ประชาชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าเองได้ด้วย การส่งเสริมระบบ ‘Net Metering’ หรือการขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบในราคาที่เป็นธรรม จะช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็กสามารถมีบทบาทเป็นผู้ผลิตพลังงานได้
หากภาระยังอยู่ที่ประชาชนเป็นหลัก แต่กลับไม่เพิ่มอำนาจต่อรองทางพลังงานให้ผู้คน วิกฤตพลังงานก็จะยังคงเกิดซ้ำ และประชาชนจะยังคงเป็นผู้แบกรับต้นทุนต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ้างอิงจาก