PTTEP โบรกคาด hedging loss ฉุดกำไร Q1/69 แต่อัพราคาเป้าหมายขึ้น
#PTTEP #ทันหุ้น-โบรกเกอร์ประเมินผลดำเนินงานของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)หรือ PTTEP ในงวดไตรมาส 1/69 จะได้รับผลกระทบจาก hedging loss แต่มองแนวโน้มไตรมาส 2/69 มีทิศทางที่ดี พร้อมทั้งปรับเพิ่มประมาณการกำไรทั้งปี 2569-2570 ขึ้น รวมถึงปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นอีกด้วย
บล.ดาโอ(ประเทศไทย) ประเมินว่า PTTEP จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 8.3 พันล้านบาท ลดลง 50% YoY และลดลง 52% QoQ หลักๆ จากการรับรู้ผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงิน (hedging loss) ที่เป็นไปได้
แต่หากไม่รวมรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน คาดกำไรปกติที่ 1.68 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY, เพิ่มขึ้น 4% QoQ โดยมีสมมติฐานที่สำคัญดังนี้ 1) Blended ASP จะอยู่ที่ USD44.9/boe (-2% YoY, +6% QoQ) โดยลดลง YoY ตาม gas ASP เป็น USD5.85/mmbtu (-2% YoY, +2% QoQ) ที่อ่อนตัว แต่สูงขึ้น QoQ ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่แข็งแกร่ง
2) ปริมาณขายเฉลี่ยจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 550 kboed (+14% YoY, +2% QoQ) โดยมีแรงหนุนหลักๆจากการรับรู้แปลง A-18 ในพื้นที่ MTJDA และโครงการ Touat และปริมาณขายที่สูงขึ้นของโครงการในอ่าวไทย
และ 3) ต้นทุนต่อหน่วย (unit cost) จะอยู่ที่ USD29.9/boe (-3% YoY, -7% QoQ)จากผลกระทบของปริมาณขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น และ 4) บริษัทจะรายงาน hedging loss ที่ 8.2 พันล้านบาท เทียบกับกำไร 155 และ 908 ล้านบาทในไตรมาส 1/68 และไตรมาส 4/68
ฝ่ายวิจัย คาดว่ากำไรปกติของ PTTEP ในไตรมาส 2/69 จะสูงขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากทั้ง blended ASP ที่แข็งแกร่งตามแนวโน้ม liquid ASP ซึ่งเชื่อว่าจะยืนสูงต่อได้แม้สงครามอาจจะจบลงหรือผ่อนคลายลงมาในไตรมาส 2/69 นอกจากนี้คาดว่าปริมาณขายเฉลี่ยของบริษัทจะทรงตัวในระดับสูงและเพิ่มขึ้นอีก QoQ จากแรงหนุนของโครงการในอ่าวไทยและรอบการโหลดน้ำมันของโครงการในแอฟริกา
โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 และ 2570 ขึ้น 21% และ 14% เป็น 6.74 หมื่นล้านบาท และ 6.30 หมื่นล้านบาทตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 6.03 หมื่นล้านบาท หลักๆเพื่อสะท้อนสมมติฐาน gas ASP และราคาน้ำมันดิบดูไบที่สูงขึ้น โดยยังคงคำแนะนำถือ แต่ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 160 บาท จากเดิมอยู่ที่ 120 บาท
ด้านบล.เอเซีย พลัส คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ของ PTTEP อยู่ที่ราว 8.6 พันล้านบาท ลดลง 50.7% QoQ ถูกกดดันจากรายการพิเศษที่สุทธิพลิกกลับมาเป็นค่าใช้จ่ายรวมสูงราว 8.9 พันล้านบาท จากงวดก่อนหน้าที่สุทธิเป็นรายได้พิเศษรวม 4.6 พันล้านบาท หลักๆเป็นผลมาจากการบันทึกกลับเป็นขาดทุนจาก Oil Price Hedging รวมราว 8.6 พันล้านบา จากงวดก่อนหน้าที่เป็นกำไรฯ 1.2 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมัน forward curve ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคา ceiling ที่ทำไว้ที่ 82 เหรียญฯต่อบาร์เรล
นอกจากนี้คาดจะบันทึกกลับเป็นขาดทุนจาก Fx ราว 297 ล้านบาท จากกำไร Fx 387 ล้านบาท ในงวดก่อนหน้า รวมถึงในงวดนี้ไม่มีบันทึก Negative Goodwill โครงการ Algeria Touat 3.0 พันล้านบาท เช่นในงวดก่อนหน้า
อย่างไรก็ตามหากพิจารณากำไรปกติงวดไตรมาส 1/69 อยู่ที่ราว 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.7% QoQ รับผลบวกมาจาก 1) ราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่คาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 45.8 จาก 42.6เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามราคาขาย liquid ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 75.0 จาก 67.0 เหรียญฯ ซึ่งอาจจะยังเพิ่มขึ้นไม่ได้ตามราคาในตลาดโลก เพราะปกติจะมี lag-time จากราคาดูไบราว 1-2เดือน แต่คาดจะเห็นราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นมีนัยฯสะท้อนราคาช่วงสงครามเดือน มี.ค.ในช่วงไตรมาส 2/69 รวมถึงราคาก๊าซฯคาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 5.88 จาก 5.74 เหรียญฯต่อล้านบีทียู
2) ปริมาณขายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ราว 5.5 จาก 5.4 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมีการเรียก Gas Nomination ในอ่าวไทย และโครงการไทย-มาเลเซีย เพิ่มขึ้น ตามความต้องการช่วงวิกฤต พลังงาน และ 3) ต้นทุนต่อหน่วยที่คาดจะลดลงมาอยู่ราว 30.0 จาก 32.2 เหรียญฯต่อบาร์เรลจากต้นทุนสำรวจ, OPEX และ G&A ที่ลดลงจากงวดก่อนหน้า
ฝ่ายวิจัยได้ทำการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบในปี 2569 มาอยู่ที่ 80เหรียญฯต่อบาร์เรล และในปี 2570 ที่ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล และระยะยาวตั้งแต่ปี 2571เป็นต้นไป ทรงตัวที่ 70 เหรียญฯต่อบาร์เรล จากสมมติฐานเดิมที่ตั้งแต่ปี 2569 อยู่ที่ 70 เหรียญฯต่อบาร์เรล สะท้อนสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นและคาดจะค่อยๆคลี่คลายในที่สุด ส่งผลให้ภายใต้ประมาณการใหม่ คาดการณ์กำไรปกติปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 6.8 หมื่นล้านบาท จากเดิม 5.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 21.1%yoy รับผลบวกจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 5.6 จาก5.1 แสนบาร์เรลต่อวัน และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามสมมติฐานราคาขายก๊าซฯที่ 6.0 จาก 5.8เหรียญฯต่อล้านบีทียู และแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบที่กำหนดไว้ตามสมมติฐาน
ภายใต้ประมาณการใหม่มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 170 บาท (เดิม 150 บาท) ในภาพใหญ่ยังคงแนะนำซื้อ จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาวตามปริมาณขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นของโครงการใหม่ๆ YOY และราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ในกรณีที่สงครามอาจจะผ่อนคลายลง แต่โครงสร้างสาธารณูปโภคในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันของโลกในตะวันออกกลางถูกทำลายทำให้ต้องใช้ระยะเวลาราว 1-2 ปี ในการปฎิรูปฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
อย่างไรก็ตามในช่วงสั้นจากงบไตรมาส 1/69 ที่ไม่สวย ราคาหุ้นอาจถูกกดดันปรับฐานลงได้แนะนำให้รอทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อรับปันผลระหว่างกาลรอบใหม่ หรือจะเน้น trading เป็นรอบๆได