สงครามอิหร่าน ทุบตลาดหุ้นกู้ไทยวูบ ต่างชาติซื้อพันธบัตรเฉียด 2 หมื่นลบ. ในQ1
พิษ สงครามอิหร่าน ตลาดหุ้นกู้ไทยซบเซา ไตรมาสแรกยอดออกใหม่ลดลง 15% เหลือ 171,889 ล้านบาท กลุ่มไฮยีลด์ วูบ 43 % ยอดผิดนัดชำระเฉียด 9,000 ล้านบาท ThaiBMA คงเป้าออกใหม่ทั้งปี 9 แสนล้านบาท ต่างชาติซื้อพันธบัตร 19,589 ล้านบาท
6 เม.ย. 2569 - นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/69 มีมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) เท่ากับ 171,889 ล้านบาท ลดลง 15.5% จากไตรมาส 1/68 ที่มีมูลค่าการออกหุ้นกู้ 203,486 ล้านบาท
โดยเฉพาะหุ้นกู้กลุ่มที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Investment grade :IG) ลดลง 13% มาที่ 162,219 ล้านบาท ส่วนใหญ่ออกทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด 154,849 ล้านบาท
ส่วนหุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์ หรือหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่น่าลงทุน หรือต่ำกว่าระดับ BBB- ลงไป ลดลง 43.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาที่ 9,670 ล้านบาท ซึ่งมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระ 26,610 ล้านบาท
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน เช่น GULF มีการออกหุ้นกุ้ต่อเนื่อง กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น SIRI , SPALI และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เช่น บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ตามลำดับ
นางสาวอริยา กล่าวถึงสาเหตุที่หุ้นกู้ในไตรมาสแรกออกใหม่ลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดการเงินผันผวนและเกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวขึ้นหลังเกิดการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯและอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ทำให้ภาคเอกชนเลือกไม่ออกหุ้นกู้ และบางบริษัทหันไปใช้เงินกู้ธนาคารแทน หรือบริษัทในกลุ่มแบงก์ที่มีสภาพคล่องสูงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้
ส่วนกลุ่มไฮยีลด์การออกหุ้นกู้ ลดลงมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนก็มีความระมัดระวังการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
ณ สิ้นไตรมาส 1/69 หุ้นกู้มีมูลค่าคงค้างรวม 4.3 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มพลังงานมีมูลค่าคงค้างสูงที่สุดรองลงมาเป็นกลุ่มการเงิน (ไฟแนนซ์), ค้าปลีก, พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหาร ตามลำดับ ซึ่ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมแรกมีสัดส่วนรวมกัน 61%
นางสาวอริยา กล่าวถึง ทิศทางตลาดหุ้นกู้ในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด มูลค่า 686,533 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้อินเวสท์เมนท์เกรด สัดส่วน 92% และไฮยีลด์ 8%
- ไตรมาส 2/69 มีจำนวน 265,600 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้กลุ่มอินเวสท์เมนท์เกรด 255,866 ล้านบาท และกลุ่มไฮยีลด์ 9,734 ล้านบาท
- ไตรมาส 3 มีจำนวน 244,886 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้กลุ่มอินเวสท์เมนท์เกรดจำนวน 216,968 ล้านบาท และกลุ่มไฮยีลด์ 27,918 ล้านบาท
- ไตรมาส 4 มีหุ้นกู้ครบกำหนด 176,047 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้อินเวสท์เมนท์เกรด160,462 ล้านบาท และกลุ่มไฮยีลด์ 15,585 ล้านบาท
ในไตรมาส 1/69 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ (Default) จำนวน 8,976 ล้านบาท
ม.ค.มี 2 บริษัท คือ หุ้นกู้ บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) จำนวน 6 รุ่น รวม 3,102 ล้านบาท และ หุ้นกู้ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) 5 รุ่น รวม 357 ล้านบาท
- ก.พ.มี 1 บริษัท คือ หุ้นกู้ บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) จำนวน 8 รุ่น รวม 1,522 ล้านบาท
- มี.ค. มี 3 บริษัท คือ หุ้นกู้ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) 1 รุ่น รวม 409 ล้านบาท
หุ้นกู้เรทติ้ง A ได้ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure) เมื่อเดือนม.ค. จำนวน 2 รุ่น รวมวงเงิน 978 ล้านบาท และ ก.พ. จำนวน 2 รุ่น รวมวงเงิน 3,647 ล้านบาท ทำให้หุ้นกู้ผิดนัดชำระสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 เท่ากับ 4,352 ล้านบาท
นอกจากนี้ มีหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ ได้แก่ หุ้นกู้ บมจ.โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (PPS) 1 รุ่น 120 ล้านบาท เมื่อเดือน ก.พ. และ มี.ค. หุ้นกู้ บมจ.อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป (EP) 1 รุ่น 302 ล้านบาท
ทั้งนี้ ThaiBMA ยังติดตามหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระค้างอยู่กว่า 20 บริษัท อาทิ JKN, AQUA, EA, ITD , NWR, MJD เป็นต้น
นางสาวอริยา กล่าวว่า ThaiBMA จะยังไม่ปรับเป้าหมายการออกหุ้นกู้เอกชนปี 2569 ยังคงเดิมที่ 8.8-9 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่จะมีผลกระทบจากราคาน้ำมันเป็นเรื่องการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เชื่อว่าบริษัทเอกชนเผชิญความท้าทาย
อย่างไรก็ดี ยังไม่น่าห่วงสำหรับหุ้นกู้อินเวสท์เมนท์เกรด ขณะที่หุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์ เหลือหุ้นกู้ครบกำหนดไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยให้เกิดผิดนัดชำระหนี้ แต่จะปรับโครงสร้างหนี้ก่อน
ต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท ยอดถือครอง 9.37 แสนล้านบาท
นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าวว่า ณ สิ้นไตรมาส 1/69 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 18.2 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ( All Time High) หรือคิดเป็น 96% ของ GDP เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
ในไตรมาส 1/69 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในเดือน ม.ค.และ ก.พ.รวม 56,061 ล้านบาท ก่อนพลิกเป็นการขายสุทธิในเดือน มี.ค. 36,472 ล้านบาทหลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 ต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 19,589 ล้านบาท
และมียอดถือครอง 9.37 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างในตลาดตราสารหนี้ โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
ขณะที่บอนด์ยีลด์ของไทยขยับสูงขึ้นทุกรุ่นอายุในลักษณะ Bear Steepening โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวสูงขึ้นมากกว่าระยะสั้น สืบเนื่องจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบอนด์ยีลด์รุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี เพิ่มขึ้น 0.25 % 0.42 %และ 0.55 % จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 1.38%, 1.70% และ 2.21% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 ขณะที่เงินเฟ้อไทย ติดลบ 0.88% จะมี Real Return ราว 2%
ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นไปที่ 4.30% ต่อปี เมื่อหักกับเงินเฟ้อ 2.4% จะมี Real Return 1.9% โดยต้องจับตาผลกระทบจากสงครามต่อเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ThaiBMA คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 2569 คาดว่ายังทรงตัว จากผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1%
ส่วนการคาดการณ์บอนด์ยีลด์ไทยคาดว่า รุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับสูงขึ้นเฉลี่ยราว 0.5 % จากสิ้นไตรมาส 1 ปัจจัยหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อัตราเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์