“โต เลิม” นั่งประธานาธิบดีเวียดนาม ควบผู้นำพรรค คุมพรรค-รัฐเต็มตัว โมเดลใกล้จีน
สภาเวียดนามโหวตหนุน “โต เลิม” ขึ้นนั่งผู้นำสูงสุดทั้งพรรคและรัฐ เดินหน้าปฏิรูประบบราชการ-ดึงลงทุน ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจจากเงินเฟ้อ พลังงานแพง และแรงเสียดทานการค้ากับสหรัฐ
วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 09.36 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สภาแห่งชาติเวียดนามมีมติเลือก โต เลิม ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงถึง 99% ในการลงมติที่กรุงฮานอย ส่งผลให้เขาครองตำแหน่งสูงสุดทั้งพรรคและรัฐพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในระบบการเมืองเวียดนาม
แม้ก่อนหน้านี้ โต เลิม เคยดำรงสองตำแหน่งพร้อมกันชั่วคราวในปี 2567 แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการผ่านการประชุมพรรค โดยมีเพียงผู้นำไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ เช่น Nguyen Phu Trong และ Ho Chi Minh ที่เคยถือทั้งสองตำแหน่งพร้อมกัน
โครงสร้างอำนาจของเวียดนามเริ่มมีลักษณะใกล้เคียงกับจีนที่สี จิ้นผิง ดำรงทั้งตำแหน่งผู้นำพรรคและประธานาธิบดี โดย โต เลิมตั้งเป้าปฏิรูประบบราชการ ลดขั้นตอน และดึงดูดการลงทุน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง
แม้เวียดนามตั้งเป้าเติบโตเศรษฐกิจอย่างน้อย 10% ในปีนี้ แต่กำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น เงินเฟ้อและความผันผวนของราคา ในไตรมาสแรก เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ขณะที่รัฐบาลต้องใช้กองทุนฉุกเฉินและตรึงภาษีน้ำมันเพื่อพยุงราคา รวมถึงสายการบินเวียดนามบางแห่งต้องลดเที่ยวบินจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น
เวียดนาม ซึ่งพึ่งพาการส่งออกสูง กำลังเผชิญแรงกดดันใหม่จากสหรัฐ หลังมีการสอบสวนภายใต้มาตรา Section 301 ทั้งในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินและแรงงานบังคับ โดยการส่งออกไปสหรัฐ คิดเป็นราว 30% ของ GDP ประเทศ
โต เลิมเติบโตจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับสูง นักการเมือง และนักธุรกิจจำนวนมากถูกดำเนินคดี นับตั้งแต่ขึ้นเป็นผู้นำพรรคในปี 2567 เขาเร่งปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เช่น ลดจำนวนจังหวัดลงครึ่งหนึ่ง ปรับลดระดับการปกครองท้องถิ่น แม้มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็สร้างความสับสนและความล่าช้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ทั้งนี้เวียดนามเตรียมประกาศนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันเดียวกัน ขณะที่ตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางจะมีการยืนยันในวันถัดไป
อ้างอิง : www.bloomberg.com