ย้อนฉากรบภาวะวิกฤติ ‘5 นายกฯ’ ปรากฎการณ์วัดฝีมือผู้นำ
รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” อยู่ในรอยต่อรอการปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ หลังถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่ามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลถึงปัญหาน้ำมันในประเทศไทย
นายกฯอนุทินใช้กฎหมายปกติ ยังไม่งัดยาแรงด้วยกฎหมายเข้มข้น แต่ใช้เครื่องมือโดยมีศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) ในการรับมือภายใต้ภาวะวิกฤติ
ทว่า ยังคงถูกตั้งคำถามหลายภาคส่วน ถึงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลผ่าน ศบก.ซึ่งมีหน้าที่ อำนวยการ ติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด และบูรณาการหน่วยงานรัฐ-เอกชนเพื่อรับมือผลกระทบต่อประเทศไทย พร้อมทั้งเสนอแนะมาตรการลดผลกระทบเร่งด่วน โดยเฉพาะด้านพลังงานและการขนส่ง พร้อมทั้งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างความมั่นใจ
ล่าสุด “อนุทิน” เตรียมตั้ง“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นประธาน ศบก.คนใหม่ แทน “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
นับจากนี้ จะเป็นบททดสอบอีกครั้ง ของรัฐบาลอนุทิน 2 จะกู้วิกฤติพลังงาน และเรียกศรัทธารัฐบาลกลับมาได้หรือไม่
ในอดีตการจัดการภาวะวิกฤติภัยพิบัติ ภัยความมั่น และโรคร้ายแรง รัฐบาลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในการรับมือวิกฤติได้ดี ยังเป็น"รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ในช่วงปี 2544-2548
“ทักษิณ”โชว์จุดแข็งเด็ดขาด-รวดเร็ว
รัฐบาลไทยรักไทย ภายใต้การนำของทักษิณ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินช่วงแรก เผชิญเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชา ซึ่งเป็นเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2546 ชาวกัมพูชาได้ก่อเหตุจลาจลในกรุงพนมเปญ สาเหตุเริ่มต้นจากบทความในหนังสือพิมพ์ 'รัศมี อังกอร์' ของกัมพูชา กล่าวหาด้วยความเข้าใจผิด ว่านักแสดงหญิงไทยอ้างว่านครวัดเป็นของประเทศไทย สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุกัมพูชาอื่นๆ ได้หยิบยกเอารายงานดังกล่าวปลุกความรู้สึกชาตินิยมเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดความวุ่นวาย
นายกฯทักษิณ ได้ใช้ความรวดเร็วในการคุมสถานการณ์แบบรวมศูนย์ ประสานกระทรวงการต่างประเทศ ทหาร หน่วยข่าวกรอง พร้อมสั่งกองทัพของไทย เปิด“ปฏิบัติการโปเชนตง” อพยพคนไทยออกจากกัมพูชา และตอบโต้กัมพูชาโดยลดความสัมพันธ์ทางการทูต และปิดพรมแดนชั่วคราว มีการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐอย่างเข้มข้น กดดันให้กัมพูชารับผิดชอบค่าเสียหาย จนสถานการณ์คลี่คลาย และได้มีการเปิดด่านอีกครั้งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2546 หลังจากรัฐบาลกัมพูชาจ่ายเงิน 6 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นค่าชดเชยสำหรับสถานทูตไทยที่ถูกทำลาย
ถัดมาสมัยรัฐบาล "ทักษิณ 1” ต้องเผชิญทั้งโรคภัย ทั้งจากไข้หวัดนก ครั้งนั้นทักษิณใช้ความเป็นผู้นำเด็ดขาด แก้สถานการณ์ สร้างความเชื่อมั่นด้วยตัวเอง โดยการ"โชว์กินไก่" เพื่อสยบกระแสลบ
ต่อมาปลายปี 2547 ก่อนที่ครบวาระ 4 ปี ประเทศไทยต้องเผชิญมหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ สึนามิซัด 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน คร่าชีวิตคนไทยและชาวต่างชาติกว่า 5,000 ราย
ทักษิณลงพื้นที่ จ.ภูเก็ตทันที เพื่อสั่งการในที่เกิดเหตุ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการ ค้นหาผู้สูญหาย และจัดการกับผู้เสียชีวิต
จากนั้นได้จัดตั้งวอร์รูม “ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ” เป็นศูนย์บัญชาการ ระหว่างส่วนกลาง และพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยนายกฯ เป็นผู้ควบคุม สั่งการเองโดยตรง ด้วยข้อดีของการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้บริหารจัดการได้ทันท่วงที
ขณะที่การสื่อสาร “ทักษิณ”เปรียบเสมือนโฆษกศูนย์ฯ ชี้แจงสถานการณ์เอง และใช้อำนาจผู้นำจัดการวิกฤติ กระทั่งสามารถฟื้นเรตติ้งของตัวเอง กลับมาได้รับชัยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ในการเลือกตั้งใหญ่ต้นปี 2548
เวลาต่อมา “ทักษิณ” เคยระบุผ่าน Clubhouse ของกลุ่มแคร์เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2564 ถึงเหตุการณ์จลาจลเผาสถานทูตไทยในกัมพูชาว่า "คนไทยต้องปลอดภัย ให้เขมรซ่อมคืนให้เรา ผมก็ห่วงคนไทย กลับจากดินเนอร์สปีช รีบไปทำเนียบฯเชิญ ผบ. เหล่าทัพมาประชุม ผมขอให้ C-130 ไปแลนด์ที่โปเชนตงเอาคนไทยกลับมา กองทัพเรือจัดเรือจักรีนฤเบศรไปลอยลำที่สีหนุวิลล์ ผมจะวางแผนสั่งการแทน แฮนเดิลเอง รับคนไทยมา 500 กว่าคน และรัฐบาลเขมรก็ใช้หนี้ซ่อมสถานทูตให้เรา ยากเพราะสนิทกันส่วนตัว คุยแบบความเป็นมนุษย์ เป็นเพื่อนฝูง เป็นพี่น้อง เมื่อเหตุการณ์แบบนี้ ต้องช่วยกันเยียวยา เขาบอกว่าเขาไม่มีกำลัง ผมจำเป็นต้องขอคนไทยกลับประเทศ ทางยูก็ไม่ต้องกังวล"
ขณะเดียวกัน "ทักษิณ" ยังตอบกรณีเหตุการณ์ สึนามิ ซึ่งไทยไม่รับบริจาคจากนานาชาติ ว่า ตอนนั้นไทยเป็นประเทศผู้ให้กู้แล้ว ไม่ใช่ผู้กู้ เงินฝากต่างประเทศเรามีมาก เราเป็น net creditor nation เราจะไปนั่งขอรับบริจาคเขามันไม่เท่ห์ คนจะได้เกรงใจเรา เผื่อเรามี initiative ใหม่ๆ ไม่อยากเป็น international beggar"
"ผมรำคาญผู้นำบางประเทศ ไปไหนก็ขอรับบริจาค แต่คุณไม่มีอะไร contribute to forum แต่ขอรับบริจาคอย่างเดียว ผมดูแล้วไม่ชอบ ต้อนรับ technical assistance แต่เงินไม่ต้อง เราช่วยเหลือตัวเองได้ ก็เราเป็นประเทศผู้ให้กู้แล้ว เหมือนเป็นเศรษฐีไปขอเงินชาวบ้าน ไม่เท่ห์เลย"
“ยิ่งลักษณ์”น้ำท่วมใหญ่เอาไม่อยู่
มหาอุทกภัยปี 2554 ในยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กินเวลานานกว่า 5 เดือน (ส.ค.- ธ.ค.) กระทบ 65 จังหวัด เสียชีวิตกว่า 813 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท
นายกฯยิ่งลักษณ์ ได้ใช้อำนาจจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ใช้สนามบินดอนเมือง เป็นวอร์รูม เป็นศูนย์กลาง สั่งการแบบเบ็ดเสร็จ โดยกำกับดูแลภาพรวมเอง ใช้ฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบริหาร และทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ มูลค่า 3.5 แสนล้าน
ทั้งนี้ รัฐบาลเพิ่งเข้าบริหารประเทศได้ไม่นาน ทำให้การตัดสินใจจัดการน้ำในพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำมีปัญหา และความขัดแย้งในพื้นที่ ทำให้การบริหารจัดการล่าช้า อีกทั้งในเมืองหลวง ที่มี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ว่าฯ กทม.แนวทางแก้ปัญหา กลับไม่สอดรับกัน เพราะฝ่ายการเมืองอยู่คนละขั้วทางการเมือง
ยิ่งลักษณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ต้องอดทนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และเสียดายที่แผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบมูลค่า 3.5 แสนล้านถูกล้มไป
ขณะที่วลี “เอาอยู่” ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เชื่อมั่น ในการบริหารจัดการน้ำ ในเวลานั้น จนมาถึงวันนี้
"ประยุทธ์”วิกฤติโควิด-รปห.ที่สูญเปล่า
10 ปี แห่งยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ปี 2557- 2566 ได้เผชิญปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ทำให้มีการกู้เงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผลกระทบต่างๆ โดยในช่วง 8 ปี มีการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 10 ล้านล้านบาท
ความไม่ถนัดด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปัญหาค่าครองชีพหลักขึ้น ประชาชนอยู่ในภาวะ “ของแพง ค่าแรงถูก” จำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนเพิ่มขึ้น ได้สะท้อนถึงวิกฤติความยากจนที่ขยายตัวในยุครัฐบาลลุงตู่
ที่สำคัญในช่วง วิกฤติโควิด-19 ทั่วโลกในช่วงปี 2563 - 2565 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 มีการกู้เงินกว่า 3.4 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีการปรับลดงบฯหน่วยงานรัฐ 10% เพื่อนำมาแก้ปัญหา
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) มีใช้กฎหมายที่เข้มข้น คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการล็อกดาวน์ ประกาศเคอร์ฟิว จนกระทบปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจปากท้อง
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การกำกับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ขณะนั้น ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ถึงการรับมือวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องวัคซีน
ขณะที่การสื่อสารใช้โฆษกที่มีประสบการณ์ด้านการแพทย์คือ “นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน” เป็นโฆษก ศบค. กว่าสถานการณ์คลี่คลายก็ใช้เวลาจนถึงปลายปี 2565
การบริหารอย่างยาวนานของรัฐบาลที่มาจาก คสช.และต่อเนื่องด้วยการเลือกตั้ง และความขัดแย้งแบ่งแยกทางการเมือง ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงจากกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่เรียกร้องการปฏิรูปการเมือง และการลาออกของนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ข้อครหาการทุจริต แม้รัฐบาลจะยืนยันเรื่องความโปร่งใส แต่ฝ่ายค้านได้เปิดศึกซักฟอกรัฐบาลหลายประเด็น ทั้งการใช้งบประมาณ โครงการต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุน รวมถึงข้อครหานายกฯ กรณีคนใกล้ชิดมีผลประโยชน์ทับซ้อน
พล.อ.ประยุทธ์ ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพในการตัดสินใจ และการสื่อสารในช่วงภาวะวิกฤติ เมื่อเทียบกับอดีตผู้นำคนอื่นๆ แต่กระแสจากกลุ่มสนับสนุน ยังเห็นว่านายกฯลุงตู่สามารถนำพาประเทศรอดพ้นวิกฤติโควิด-19 มาได้ และยังวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในระยะยาว ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์ มองว่าเป็นช่วงเวลาที่สูญเปล่าจากการรัฐประหาร และการบริหารที่ล้มเหลว
“แพทองธาร”ไม่ผ่านวิกฤติกัมพูชา
ถัดมาปี 2567 รัฐบาลเพื่อไทย โดยการนำของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เผชิญปัญหากัมพูชา ทั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีฐานที่มั่นในกัมพูชา การกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ทำให้แพทองธารต้องเผชิญกับแรงกดดันในการแก้ปัญหา
สถานการณ์ไปสู่ความตึงเครียด เมื่อกลางปี 2568 เกิดเหตุปะทะในแนวชายแดน ระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ในพื้นที่อ้างสิทธิ์
ความพยายามแก้ปัญหาด้วยกลไกทางทหาร ยึดแนวสันติวิธี และการเจรจากับผู้นำกัมพูชาของนายกฯ แพทองธาร แต่การเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับฮุน เซน ประธานวุฒิสภา กัมพูชา ที่ถูกปล่อยคลิปออกมา ได้นำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญ จนในที่สุดศาลมีคำสั่งให้แพทองธารยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จนทำให้ประสิทธิภาพในการบริหารของรัฐบาลลดลง
อำนาจนายกฯ จึงไปอยู่ในการบริหารของรองนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย มีการใช้กลไกทวิภาคี ยึดหลักสันติวิธี เพื่อเจรจากับกัมพูชา
แต่การปะทะได้ขยายวง หลายจุดตามแนวชายแดน ต้องอพยพประชาชนในพื้นที่
ขณะที่กองทัพเน้นแนวทางชาตินิยม โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 2 โชว์การสู้รบในพื้นที่ปกป้องอธิปไตยเต็มรูปแบบ กระทั่งมีการปิดชายแดน
สถานการณ์นี้ เป็นจุดอ่อนที่ทำให้นายกฯแพทองธาร และรัฐบาลถูกโจมตี ทั้งเรื่องการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลประโยชน์ทับซ้อน จากความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลชินวัตร และตระกูลฮุน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจัดการภาวะวิกฤติในยุคนายกฯแพทองธาร ถูกมองว่ามีการประนีประนอม ไม่เด็ดขาด และไม่มีประสิทธิภาพพอ ทำให้สถานการณ์ปะทะชายแดน ลุกลามมาถึงรัฐบาลภูมิใจไทย ช่วง ครม.อนุทิน 1
“อนุทิน”จากโควิด-น้ำท่วม-น้ำมัน
ปลายปี 2568 รัฐบาลภูมิใจไทย ครม.อนุทิน 1 ต่อเนื่องอนุทิน 2 ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ ผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง
ส่งผลให้ไทยเผชิญปัญหาด้านพลังงานน้ำมันภายในประเทศ และปัญหาถูกขยายไปในอีกหลายมิติ
แม้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จะตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. เป็นวอร์รูม เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหา แต่กลับไม่เป็นผล เมื่อการสู้รบมีแนวโน้มยืดเยื้อ
สถานการณ์วิกฤติน้ำมันภายใต้การบริหารของนายกฯอนุทิน ในช่วงปลายเดือน มี.ค.-ต้นเม.ย.2569 กลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล แม้ในช่วงแรกนายกฯ จะยืนยันว่า น้ำมันในประเทศเพียงพอในระยะ 90 วัน แต่ที่สุดแล้วสถานการณ์กับสวนทาง เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขาดแคลนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และล่าสุดยังเผชิญปัญหาการลักลอบขายน้ำมันเถื่อนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเอาไม่อยู่ ต้องปล่อยไปตามกลไก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขึ้นราคาคราวเดียว 6 บาทต่อลิตร และระยะต่อมาครั้งละ 3.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้รัฐบาลถูกกดดันให้แก้ปัญหา
หลังจากนายกฯ ได้ออกมากล่าวคำ“ขอโทษประชาชน” โดยยอมรับว่ารัฐบาลประเมินสถานการณ์วิกฤติน้ำมันผิดพลาด จนนำไปสู่สภาวะปั่นป่วนและการขาดความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาล
ท่ามกลางข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อรองนายกฯและรมว.คมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่นั่ง ผอ.ศบก.มีธุรกิจปั๊มน้ำมันของครอบครัว
กระแสที่ถาโถมสู่นายกฯอนุทิน ทำให้ต้องปรับให้ รองนายกฯและรมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ามานั่ง ศบก.แทน พร้อมทั้งปรับการสื่อสาร ทีมสื่อสารในภาวะวิกฤตินี้ มาใช้โฆษกที่มาจากฝ่ายการเมือง
ล่าสุดได้มีความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน โดยเครือข่ายแรงงาน ได้รวมตัวกันหน้ากระทรวงพลังงานและทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ขณะที่ฝ่ายค้านใช้เวทีสภาฯ วิจารณ์ รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงานอย่างหนัก
สำหรับนายกฯอนุทิน เพิ่งเผชิญน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ครั้งร้ายแรงที่สุด เมื่อเผชิญวิกฤติน้ำมันที่แก้ไม่ได้ทำให้ถูกขุดไปถึงช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เคยรับมือในฐานะรองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการวัคซีน และมาตรการควบคุมโรคในช่วงแพร่ระบาดหนัก 2563 กับวาทะ“โควิดกระจอก”
ปรากฎการณ์วิกฤติจากสถานการณ์ต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่านายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลแต่ละยุค ต้องเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด เมื่อต้องเผชิญบททดสอบการบริหารจัดการ แม้ผ่านไปได้ แต่จะได้ไปต่อทางการเมืองหรือไม่ ผลงานจะเป็นบทพิสูจน์
ส่องฉากทัศน์ผู้นำรับมือวิกฤติ
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ประเมินฉากทัศน์ การแก้วิกฤติพลังงานของรัฐบาลอนุทิน ว่า สถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลางครั้งนี้ มีผลกระทบต่อพลังงานในหลายมิติ หากมีวิกฤตหนัก อาจจะต้องใช้ยาแรงคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อตั้งศูนย์เฉพาะกิจขึ้นมา
กรณีนี้ หากเกิดวิกฤติสุดๆ ประเทศเกิดการจลาจล ถึงจะใช้กฎอัยการศึก แต่สถานการณ์ปัจจุบัน วิกฤติพลังงานยังอยู่ในภาวะที่ใช้กฎหมายปกติได้ คือ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
“รัฐบาลจะใช้เครื่องมือกฎหมายใดๆ จัดการนั้น แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่ออุดรอยรั่ว กรณีข้าราชการประจำมือไม่ถึง แต่สถานการณ์ตอนนี้ เหมือนมีปัญหาเรื่องทุจริตเชิงนโยบาย คนก็เลยไม่เชื่อ เพราะมีรัฐมนตรีบางคนมีส่วนได้เสีย ทำให้สังคมไม่เชื่อมือกระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ว่าตกลงแล้ว หน่วยงานไหนควบคุมราคาน้ำมันได้”
พล.ท.ภราดร เปรียบเทียบการจัดการภาวะวิกฤติในทุกยุครัฐบาล ตั้งแต่ยุคทักษิณ มาถึงปัจจุบัน เขายังยกให้ “ทักษิณ”มีประสิทธิภาพที่สุด และเหนือชั้นกว่าทุกนายกฯ เพราะเคยแก้ปัญหาภัยพิบัติสึนามิได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรวดเร็วในการสั่งการ
ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีจุดแข็ง คือการสื่อสารภาวะวิกฤติได้ดี ในการจัดการน้ำท่วมได้ดี แต่รัฐบาลอนุทิน กลับมีปัญหาในเรื่องจุดอ่อนของการชี้แจงต่อสาธารณะ
อีกทั้ง “อนุทิน” ยังเคยมีปัญหาในการบริหารจัดการโควิด-19 ในอดีต จนทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องงัดยาแรงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินขึ้นมาปราบวิกฤติโรคระบาดร้ายแรง
อดีตเลขาธิการ สมช.มองว่า การแต่งตั้ง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” มาเป็นผอ.ศบก.ถือเป็นเรื่องผิดพลาด แม้ตัว “พิพัฒน์”จะมีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจ แต่สังคมไม่ให้ความเชื่อมั่นในการแก้วิกฤติราคาพลังงาน
ฉะนั้น การรับมือสถานการณ์พลังงาน ภายใต้บริบทรัฐบาลอนุทิน 2 จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนโดยเร็ว ผ่านบทบาทการนำของ ผอ.ศูนย์ คือ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ที่จะต้องใช้กลไกฝ่ายการเมือง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
"นายกฯ หนู ไม่มีภาพการสร้างความเชื่อมั่น แต่มาอาการหนัก ตอนตั้งคุณพิพัฒน์ แถมมีข่าวจะลาออก แต่ก็ไม่ให้ลาออก ยิ่งการชี้แจงราคาน้ำมันขึ้นมา 6 บาทต่อลิตร ไม่ได้ ก็ทำให้ประสิทธิภาพการแก้วิกฤตินั้น ยังไม่เพียงพอ และเกิดคำถามถึงความไม่โปร่งใส ส่วนคุณเอกนิติ อาจมีความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า ส่วนจะมีภาวะการนำหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป" อดีตเลขาธิการ สมช.ทิ้งท้าย