โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก Brain Wealth เทรนด์การกินวิตามิน และวิธีการทำกิจกรรมฝึกสมองเพื่อป้องกันความเสื่อมก่อนวัย

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

เราทุกคนล้วนคุ้นเคยกับการวางแผนความมั่งคั่งทางการเงิน หรือ Financial Wealth เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่สุขสบาย แต่ในยุคปัจจุบันที่เรามีอายุยืนยาวขึ้น ต้องเผชิญกับข้อมูลมหาศาล ความเครียดสะสม และภาวะสมองล้าจากการทำงานหนัก เทรนด์การดูแลสุขภาพระดับโลกจึงเริ่มเบนเข็มมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า "Brain Wealth" หรือความมั่งคั่งทางสมอง เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรหากเรามีเงินเก็บมหาศาล แต่กลับจำไม่ได้ว่ารหัสผ่านตู้เซฟคืออะไร

แนวคิดของ Brain Wealth เปรียบสมองของเราให้เป็นเหมือนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ยิ่งเราสะสม "ทุนสำรองทางสมอง" หรือ Cognitive Reserve ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านโภชนาการที่ดีและการฝึกฝนอย่างถูกต้อง สมองของเราก็จะยิ่งมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและต้านทานความเสื่อมถอย โรคอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสร้างความมั่งคั่งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือการเติมสารอาหารและการบริหารสมอง

เติมทุนรอนให้เซลล์ประสาทด้วยวิตามินและสารอาหาร

การกินเพื่อสมองในยุคนี้ก้าวล้ำไปมากกว่าแค่การกินให้อิ่ม แต่คือการเลือกรับประทานเพื่อลดการอักเสบและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบประสาท กลุ่มวิตามินที่กำลังเป็นที่นิยมและมีความสำคัญลำดับต้นๆ คือ โอเมก้า-3 ที่มีกรดไขมัน DHA และ EPA ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างสถาปัตยกรรมหลักของสมอง ช่วยสร้างเซลล์ประสาทใหม่และลดการอักเสบได้ดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับกลุ่มวิตามินบีรวม โดยเฉพาะ B6, B9 และ B12 ที่รับบทเป็นหน่วยพิทักษ์ความเครียด ช่วยลดสารโฮโมซิสทีนในเลือด ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อม

นอกจากนี้ เทรนด์ของคนวัยทำงานยังหันมาพึ่งพากลุ่มสารดัดแปลงความเครียดเพื่อรับมือกับภาวะหมดไฟ เช่น แอล-ธีอะนีน ที่มักพบในชาเขียว และอัชวากานดาหรือโสมอินเดีย ซึ่งช่วยปรับสมดุลคลื่นสมองให้เราโฟกัสงานได้นิ่งขึ้นโดยไม่มีอาการใจสั่นเหมือนการดื่มกาแฟปริมาณมาก รวมถึงการเสริมสารต้านอนุมูลอิสระจากตระกูลเบอร์รีหรือดาร์กช็อกโกแลต และใช้สมุนไพรอย่างใบแปะก๊วยและพรมมิ ก็ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ว่าช่วยฟื้นฟูความจำและเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายจากความเครียดได้เป็นอย่างดี

สร้างดอกเบี้ยให้ความจำด้วยการทำกิจกรรมฝึกสมอง

การรับประทานอาหารดีๆ เปรียบเหมือนการเติมน้ำมันเกรดพรีเมียม แต่สมองจะแข็งแรงและทรงพลังได้จริงต้องอาศัยการใช้งานอย่างถูกวิธีเพื่อสร้างเส้นใยประสาทใหม่ๆ วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการกล้าออกจากกรอบความคุ้นเคยเดิมๆ แล้วไปเรียนรู้ทักษะใหม่ เช่น การเรียนภาษาที่สาม การหัดเล่นเครื่องดนตรี หรือแม้แต่เรื่องท้าทายเล็กๆ อย่างการใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแปรงฟัน การทำสิ่งใหม่ๆ จะบังคับให้สมองต้องสร้างจุดเชื่อมต่อประสาทขึ้นมาใหม่ ทำให้สมองตื่นตัวและชะลอความเสื่อมได้ดีเยี่ยม

ในขณะเดียวกัน การดูแลรักษาสภาพร่างกายและจิตใจก็ส่งผลโดยตรงต่อเนื้อสมอง การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น การวิ่ง หรือว่ายน้ำ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งโปรตีนที่เปรียบเสมือนปุ๋ยชั้นดี ช่วยกระตุ้นให้เซลล์สมองเติบโต ผสานกับการฝึกทำสมาธิหรือเจริญสติเพียงวันละ 10-15 นาที จะช่วยระงับฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลไม่ให้เข้าไปทำลายสมองส่วนศูนย์กลางความจำ นอกจากนี้ การหยุดพฤติกรรมทำหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) แล้วหันมาโฟกัสงานแบบเจาะลึกทีละอย่าง รวมถึงการออกไปพบปะพูดคุยเข้าสังคมแบบเจอหน้ากัน ก็ถือเป็นการออกกำลังสมองแบบครบวงจรที่ช่วยถนอมพลังงานและฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ได้อย่างยอดเยี่ยม

ท้ายที่สุดแล้ว Brain Wealth ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ถึงวัยเกษียณแล้วค่อยเริ่มลงทุน แต่เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่คนวัยเรียนและวัยทำงานต้องเริ่มสะสมตั้งแต่วันนี้ ยิ่งเราฝากความใส่ใจลงในบัญชีสมองมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนระยะยาวที่จะได้รับคือความเฉียบคม ความทรงจำที่แจ่มชัด และคุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยมไปตราบนานเท่านา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก Brain Wealth เทรนด์การกินวิตามิน และวิธีการทำกิจกรรมฝึกสมองเพื่อป้องกันความเสื่อมก่อนวัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...