โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

พริษฐ์ เสียดาย ไร้ชื่อ อนุทิน อภิปรายญัตติด่วน แนะเปลี่ยนตัวคนตรวจสอบน้ำมัน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จุติ ขอทุกคนตั้งสติแม้หยุดยิงแล้ว แต่ต้องซ่อมแซมโครงสร้าง 6 เดือน ลั่นต้องช่วยกันข่วนไอ้โม่งให้ตาย ด้าน พริษฐ์ เสียดาย สมาชิกลงชื่ออภิปรายญัตติด่วน 100 คน แต่ไร้หมายเลข 456 ชื่อ ‘อนุทิน’ ย้อนศร ระวังสโลแกน ‘พูดแล้วทำ’ จะกลายเป็น ‘พูดแล้วพัง’ เสนอ 2 ข้อแก้วิกฤตพลังงาน บอกพูดอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ ปชช.รับทราบด้วยทุกขั้นตอน แนะเปลี่ยนตัวคนไล่ตรวจสอบน้ำมัน หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

เมื่อเวลา 21.05 น. วันที่ 25 มีนาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวางแล้ว นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปญัตติของพรรคภูมิใจไทยว่า เชื่อว่าความคิดเห็นที่หลากหลายของเพื่อนสมาชิกที่ครอบคลุมทุกมิตินั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอยากให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้องบันทึกคำถามและข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกไว้ แต่อยากให้ทุกคนตั้งสติว่านายวิกฤตนี้แม้ใครจะต้องหวังอะไรก็ตาม หลังการหยุดยิงแล้ว เราต้องใช้ความลำบากยากเย็นอีก 6 เดือนในการซ่อมแซมโครงสร้างต่างๆ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนทั่วทุกแขนง เราต้องรับฟังประชาชน เพราะประชาชนคือเจ้านายของพวกเรา เพราะหากไม่ฟังจะมีแต่พังกับพัง

นายจุติกล่าวต่อว่า ทางออกที่สภาแห่งนี้เสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติคือ 1.การสื่อสาร 2.การใช้เทคโนโลยีแก้ไข 3.โครงสร้างการปรับราคา และ 4.ไอ้โม่งที่คนพูดกันมา วันนี้สภาสามารถช่วยได้คือการข่วนไอ้โม่งให้สลบให้ตายไปเลย คือการให้รัฐบาลผ่านภาษีลอยที่เป็นการลงโทษคนที่ค้ากำไรเกินควรในยามที่ชาวบ้านเกิดวิกฤต รวมถึงจะเป็นการดัดหลังผู้กักตุนน้ำมัน สำหรับข้อห่วงใยของสมาชิกที่จะเสนอต่อรัฐบาลในวันนี้ ขอให้ท่านนำไปคิดไปทบทวนและปฏิบัติ เชื่อว่าคนไทยทุกคนจะรอดไปด้วยกัน

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวสรุปว่า วันนี้มีเพื่อนสมาชิกลงชื่ออภิปรายไว้ประมาณ 100 คน ถือว่ามากที่สุดตั้งแต่เราย้ายมาทำงานที่นี่ แต่น่าเสียดายที่เมื่อเช็กรายชื่อแล้วกลับไม่ปรากฏรายชื่อของเพื่อนสมาชิกที่ความจริงแล้วน่าจะมีอำนาจในการแก้ปัญหาได้มากที่สุดคือเพื่อนสมาชิกหมายเลข 456 ที่ชื่อว่า อนุทิน ชาญวีรกูล สิ่งที่จะทำให้วิกฤตครั้งนี้สาหัสกว่าเดิมไม่ใช่คำพูดของพวกเรา แต่คือคำพูดของรัฐบาลเอง เพราะหากรัฐบาลพูดอะไรออกมาแล้วประชาชนไม่เชื่อ วิกฤตนี้ก็จะยิ่งทวีคูณ หากรัฐบาลบอกว่าน้ำมันพอ แล้วประชาชนไม่เชื่อก็เข้าใจได้ที่ประชาชนจะปกป้องอนาคตตัวเองมากขึ้น และวิกฤตจะสาหัสขึ้นหากถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตความเชื่อมั่น หากรัฐบาลต้องการจะแก้ไขวิกฤตความเชื่อมั่นนี้ รัฐบาลต้องหยุดชี้นิ้วโทษประชาชนว่าทำไมจึงไม่เชื่อรัฐบาล แต่ต้องหันมาทบทวนตัวเองและทำให้คำพูดของรัฐบาลน่าเชื่อถือให้ได้ในสายตาของประชาชน

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ขอเสนอแนะรัฐบาลอย่างเรียบง่าย 2 ข้อคือ 1.มองว่าประชาชนจะเชื่อมั่นรัฐบาลก็ต่อเมื่อรัฐบาลพูดความจริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายกรณีคำพูดของนายกรัฐมนตรีสวนทางกับข้อเท็จจริงที่อยู่ต่อหน้าประชาชน เสมือนเหมือนกับนายกฯกับประชาชนอยู่บนโลกคนละใบ เมื่อคำพูดของนายกฯสวนทางกับความเป็นจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนที่ท่านเคยบอกว่าโควิดกระจอก เหมือนที่ท่านบินไปหาดใหญ่แล้วไปผัดข้าวและบอกว่าน้ำกำลังจะลด ก็ระวังว่าสโลแกนที่บอกว่า “พูดแล้วทำ” มันกำลังจะกลายเป็น “พูดแล้วพัง” หากนายกฯอยากให้ประชาชนเชื่อเวลาที่รัฐบาลพูดว่าไม่มีการกักตุนน้ำมันโดยไอ้โม่งที่ไหน ท่านพูดอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบด้วยทุกขั้นตอน เพื่อร่วมกันตรวจสอบว่าเวลาที่นายกฯบอกว่าไม่พบความผิดปกติ นายกฯพูดความจริงหรือไม่

นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอที่ 2 คือประชาชนจะเชื่อมั่นรัฐบาล หากเขามั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เข้าใจเหตุผลที่นายกฯเลือกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นหัวหน้าทีมคณะไล่ตรวจสอบน้ำมัน คงเป็นเพราะนายพิพัฒน์มีประสบการณ์อย่างยาวนานในแวดวงน้ำมัน แต่ความเชี่ยวชาญหากใช้อย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นความช่ำชองที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ประชาชน

พริษฐ์

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงอยากเสนอแนะรัฐบาลด้วยความหวังดีว่าประโยชน์ที่นายกฯเห็นว่าจะได้จัดการตัดสินใจมอบหมายภารกิจครั้งนี้ อาจจะไม่คุ้มกับข้อกังขาที่ประชาชนอาจจะมองว่าผู้กำหนดนโยบายในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

นายพริษฐ์กล่าวว่า เมื่อไปดูผู้ถือหุ้นในห่วงโซ่ผู้ผลิตน้ำมันแล้วพบว่าแม้ไม่นับคนในครอบครัวของนายพิพัฒน์ เอาเฉพาะตัวนายพิพัฒน์ ข้อมูลล่าสุดปรากฏว่านายพิพัฒน์ยังถือหุ้น 5% ในบริษัท รัชกิจโฮลดิ้ง ซึ่งถือเป็นผู้ถือหุ้นหลัก 25% ในบริษัทพีทีจีเอเนอร์จี้ ซึ่งบริษัทดังกล่าวไม่ได้ทำเฉพาะธุรกิจน้ำมัน แต่ยังคงถือหุ้นและเป็นผู้เล่นในส่วนอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยถือหุ้นในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 และคลังน้ำมันอย่างน้อยสองราย ถือหุ้นในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายย่อยตามมาตรา 10 อย่างน้อย 6 ราย และถือหุ้นในผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 อย่างน้อย 4 ราย

นายพริษฐ์กล่าวว่า ย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาบริษัทพีทีฯว่าทำอะไรผิดไปแล้ว แค่อยากชี้ให้เห็นว่าสมมุติตนเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มีเครือข่ายบริษัทน้ำมันอย่างกว้างขวางแทบจะทุกขั้นตอนในห่วงโซ่อุปทาน แล้วตนรู้มาก่อนว่านโยบายของรัฐบาลในแต่ละวันจะถูกกำหนดไว้อย่างไร ก็จะสามารถเปิดช่องอย่างมหาศาลในการที่จะสามารถเก็งกำไรบนความเดือดร้อนของประชาชนได้ หากนายกฯอยากให้ประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านลองเปลี่ยนตัวคนที่มารับผิดชอบจากเรื่องนี้ดีกว่าหรือไม่ หากรัฐบาลพูดความจริงแล้วเอาข้อมูลมายืนยัน หากรัฐบาลไม่เคลียร์ตัวเองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เกรงจริงๆ ว่าสิ่งที่จะหมดอาจจะไม่ใช่แค่น้ำมันตามปั๊ม แต่คือความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในสายตาของพี่น้องประชาชน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พริษฐ์ เสียดาย ไร้ชื่อ อนุทิน อภิปรายญัตติด่วน แนะเปลี่ยนตัวคนตรวจสอบน้ำมัน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...