โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สงครามยื้อเดือนสอง น้ำมันแพงดันต้นทุนทำนาพุ่ง 80 บาท/ไร่ จับตาปุ๋ยแพงยาว 5 ปี

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความพยายามยุติสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังเต็มไปด้วยสัญญาณขัดแย้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการเจรจากำลังเป็นไปด้วยดี และสั่งชะลอการโจมตีโครงสร้างพลังงานออกไป 5 วัน ระบุอิหร่านจะให้ของขวัญที่ล้ำค่ากับสหรัฐในเรื่องน้ำมันและพลังงาน ขณะที่ฝั่งอิหร่านปฏิเสธชัดว่า ไม่เคยมีการสื่อสารใดๆ เกิดขึ้น พร้อมประกาศตอบโต้ทันทีหากโรงไฟฟ้าถูกถล่ม สะท้อนความเปราะบางของโต๊ะเจรจาที่อาจล่มได้ทุกเมื่อ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ข้อเสนอ 6 ข้อของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” แต่ครั้งนี้สหรัฐเพิ่มความเข้มงวดต่ออิหร่านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงื่อนไข “Zero Enrichment” และการจำกัดขีปนาวุธไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร ซึ่งสวนทางกับศักยภาพจริงของอิหร่านที่มีขีดความสามารถไกลถึง 4,000 กิโลเมตร

ในขณะที่ข้อเสนอของอิหร่านกลับเน้นความมั่นคงและศักดิ์ศรี ทั้งการเรียกร้องค่าชดเชยสงคราม การปิดฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงข้อเสนอส่งตัวสื่อที่เป็นศัตรู ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่ยากต่อการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ดร.อัทธ์ระบุว่า ข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายนั้นเกิดยาก เพราะต่างฝ่ายต่างแตะ“เส้นแดง” ของกันและกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างดังกล่าวทำให้โอกาสยุติสงครามในระยะสั้นแทบไม่มี โดยสถานการณ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 และมีแนวโน้มยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สอง เนื่องจากทิศทางการโจมตีเริ่มพุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจ ของภูมิภาค ส่งผลให้ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ดร.อัทธ์ชี้ว่า ผลกระทบจะไม่จบในระยะสั้น โดยราคาน้ำมัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LNG) และปุ๋ยเคมีจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง 3-5 ปีนับจากนี้ เนื่องจากโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปแล้ว 30-40% ตั้งแต่โรงกลั่น ท่อส่ง ไปจนถึงโรงแปรรูปก๊าซ โดยเฉพาะกาตาร์ที่กำลังการผลิต LNG หายไป 17% และต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการฟื้นฟู

การชะงักของอุปทานพลังงานยังซ้ำเติมด้วยปัญหาการขนส่ง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดไปแล้วกว่า 90-95% ทำให้ปริมาณเรือผ่านลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ซัพพลายช็อต ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ดันราคาน้ำมันมีแนวโน้มยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยากจะต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ในอีกหลายปีข้างหน้า

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในหลายมิติ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าครองชีพ ที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง น้ำมันเริ่มขาดแคลนในบางพื้นที่ ขณะที่ผู้ประกอบการทยอยขึ้นราคาสินค้า และกำลังส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม และสินค้าอุปโภคบริโภค

อีกด้านหนึ่งบรรจุภัณฑ์และพลาสติก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนและมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาใน 1-2 เดือนข้างหน้า หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจลุกลามเป็น “เงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง” ที่กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ

ภาคเกษตรถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยต้นทุนน้ำมันและปุ๋ยคิดเป็นเกือบ 30% ของต้นทุนการผลิต หากราคาดีเซลเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อลิตร ต้นทุนการผลิตข้าวจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 80 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรที่มีที่ดินเฉลี่ย 20 ไร่จะมีภาระเพิ่มขึ้น 1,600 บาททันที ยังไม่นับรวมราคาปุ๋ยที่ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 800-900 บาทต่อกระสอบเป็นระดับ 1,000 บาทต่อกระสอบ หากปรับขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระเพิ่มหลายพันบาทต่อครัวเรือน และสุดท้ายจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบราคาสินค้าที่แพงขึ้น

ดร.อัทธ์เตือน หากปล่อยสงครามยืดเยื้อโดยไร้มาตรการรองรับ จะเกิด “โดมิโนเศรษฐกิจ” จากน้ำมันลามสู่สินค้า ค่าไฟ และการจ้างงาน ธุรกิจอาจลดรายได้หรือปลดพนักงานเพื่อลดต้นทุน พร้อมแนะรัฐเร่งแก้ “โครงสร้างราคา” ลดภาษีสรรพสามิต และทบทวนสูตรอ้างอิงราคาน้ำมันเพื่อลดต้นทุนได้ถึง 30%

“วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลก” โดยไทยเสี่ยงสูงสุดในอาเซียนจากการพึ่งพาพลังงาน 7% ของ GDP หากไม่เร่งปรับตัว อาจลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ” ดร.อัทธ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...