สงครามยื้อเดือนสอง น้ำมันแพงดันต้นทุนทำนาพุ่ง 80 บาท/ไร่ จับตาปุ๋ยแพงยาว 5 ปี
ความพยายามยุติสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังเต็มไปด้วยสัญญาณขัดแย้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการเจรจากำลังเป็นไปด้วยดี และสั่งชะลอการโจมตีโครงสร้างพลังงานออกไป 5 วัน ระบุอิหร่านจะให้ของขวัญที่ล้ำค่ากับสหรัฐในเรื่องน้ำมันและพลังงาน ขณะที่ฝั่งอิหร่านปฏิเสธชัดว่า ไม่เคยมีการสื่อสารใดๆ เกิดขึ้น พร้อมประกาศตอบโต้ทันทีหากโรงไฟฟ้าถูกถล่ม สะท้อนความเปราะบางของโต๊ะเจรจาที่อาจล่มได้ทุกเมื่อ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ข้อเสนอ 6 ข้อของทั้งสองฝ่ายเป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” แต่ครั้งนี้สหรัฐเพิ่มความเข้มงวดต่ออิหร่านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงื่อนไข “Zero Enrichment” และการจำกัดขีปนาวุธไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร ซึ่งสวนทางกับศักยภาพจริงของอิหร่านที่มีขีดความสามารถไกลถึง 4,000 กิโลเมตร
ในขณะที่ข้อเสนอของอิหร่านกลับเน้นความมั่นคงและศักดิ์ศรี ทั้งการเรียกร้องค่าชดเชยสงคราม การปิดฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงข้อเสนอส่งตัวสื่อที่เป็นศัตรู ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่ยากต่อการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ดร.อัทธ์ระบุว่า ข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายนั้นเกิดยาก เพราะต่างฝ่ายต่างแตะ“เส้นแดง” ของกันและกัน
ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างดังกล่าวทำให้โอกาสยุติสงครามในระยะสั้นแทบไม่มี โดยสถานการณ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 และมีแนวโน้มยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สอง เนื่องจากทิศทางการโจมตีเริ่มพุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจ ของภูมิภาค ส่งผลให้ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ดร.อัทธ์ชี้ว่า ผลกระทบจะไม่จบในระยะสั้น โดยราคาน้ำมัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LNG) และปุ๋ยเคมีจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง 3-5 ปีนับจากนี้ เนื่องจากโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปแล้ว 30-40% ตั้งแต่โรงกลั่น ท่อส่ง ไปจนถึงโรงแปรรูปก๊าซ โดยเฉพาะกาตาร์ที่กำลังการผลิต LNG หายไป 17% และต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการฟื้นฟู
การชะงักของอุปทานพลังงานยังซ้ำเติมด้วยปัญหาการขนส่ง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดไปแล้วกว่า 90-95% ทำให้ปริมาณเรือผ่านลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ซัพพลายช็อต ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ดันราคาน้ำมันมีแนวโน้มยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยากจะต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ในอีกหลายปีข้างหน้า
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในหลายมิติ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าครองชีพ ที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง น้ำมันเริ่มขาดแคลนในบางพื้นที่ ขณะที่ผู้ประกอบการทยอยขึ้นราคาสินค้า และกำลังส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม และสินค้าอุปโภคบริโภค
อีกด้านหนึ่งบรรจุภัณฑ์และพลาสติก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนและมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาใน 1-2 เดือนข้างหน้า หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจลุกลามเป็น “เงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง” ที่กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ
ภาคเกษตรถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยต้นทุนน้ำมันและปุ๋ยคิดเป็นเกือบ 30% ของต้นทุนการผลิต หากราคาดีเซลเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อลิตร ต้นทุนการผลิตข้าวจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 80 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรที่มีที่ดินเฉลี่ย 20 ไร่จะมีภาระเพิ่มขึ้น 1,600 บาททันที ยังไม่นับรวมราคาปุ๋ยที่ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 800-900 บาทต่อกระสอบเป็นระดับ 1,000 บาทต่อกระสอบ หากปรับขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระเพิ่มหลายพันบาทต่อครัวเรือน และสุดท้ายจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบราคาสินค้าที่แพงขึ้น
ดร.อัทธ์เตือน หากปล่อยสงครามยืดเยื้อโดยไร้มาตรการรองรับ จะเกิด “โดมิโนเศรษฐกิจ” จากน้ำมันลามสู่สินค้า ค่าไฟ และการจ้างงาน ธุรกิจอาจลดรายได้หรือปลดพนักงานเพื่อลดต้นทุน พร้อมแนะรัฐเร่งแก้ “โครงสร้างราคา” ลดภาษีสรรพสามิต และทบทวนสูตรอ้างอิงราคาน้ำมันเพื่อลดต้นทุนได้ถึง 30%
“วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลก” โดยไทยเสี่ยงสูงสุดในอาเซียนจากการพึ่งพาพลังงาน 7% ของ GDP หากไม่เร่งปรับตัว อาจลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ” ดร.อัทธ์ กล่าว