โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เช้านี้บาทอ่อนค่า เปิด 32.77 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 01.37 น.

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์

26 มี.ค. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ อีกทั้งยังคงแกว่งตัวในกรอบที่กว้างกว่าช่วงปกติก่อนหน้า สะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงของเงินบาท (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.84 บาทต่อดอลลาร์) โดยการเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงของเงินบาทนั้น สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ สะท้อนจากทั้งการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ

กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ในช่วงนี้ ต่างย้ำจุดยืนระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงิน โดย FED อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคงประเมินว่า FED มีโอกาสคงดอกเบี้ยในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง อยู่ที่ราว 18%) ส่วนบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการทยอยย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ถูกกดดันจากทั้ง แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักที่อาจตึงตัวขึ้น เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่ยังมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) จะกลับมามีกำลังมากขึ้น สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงของเงินบาททดสอบโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ ตราบใดที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันดิบไม่ได้พุ่งสูงขึ้นรุนแรง เหมือนในช่วงก่อนหน้า

โดยเรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก อาจรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติมได้ หลังเงินบาทได้กลับมาอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดฝั่งที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจเลือกทยอยขายทำกำไรสถานะดังกล่าวบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูง ซึ่งทำให้ เงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง

นอกจากนี้ เรามองว่า แรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ชะลอลงบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าที่ลดลง และช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้

อย่างไรก็ดี แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.95 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีโอกาสที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ จากกระแสข่าวความพยายามของทางการสหรัฐฯ ในการเจรจากับฝั่งอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง

ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนหลักจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Amazon +2.2%% และ Nvida +2.0% ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.54% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.77%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +1.42% ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้ จากกระแสข่าวการพยายามเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งของฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งหนุนให้ หุ้นในหลายกลุ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและการเงิน รวมถึง กลุ่ม Healthcare และเทคฯ โดยมีเพียงกลุ่มพลังงานที่เผชิญแรงกดดันบ้าง

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 4.34% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าจะพอมีความหวังว่า สถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้ ตามกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งจากฝั่งสหรัฐฯ

กอปรกับท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งต่างย้ำจุดยืนระมัดระวังการดำเนินนโยบายการเงิน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง อยู่ราว 18%)

ทั้งนี้ เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูงเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากสถานการณ์กลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด

อย่างไรก็ตาม เราคงมุมมองเดิม ว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย

แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย

อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM)

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้น สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังสูงอยู่ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังเชื่อว่า FED อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรือมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ ตามท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งย้ำจุดยืนระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1-99.7 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ การทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของเงินดอลลาร์ กอปรกับท่าทีของบรรดาธนาคารกลางหลักที่อาจใช้นโยบายการเงินตึงตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง เข้าใกล้โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ด้วยเช่นกัน

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...