Treasurist Fund Port Pro วางแผนการลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 13 – 17 เม.ย. 69
กลุ่มสีฟ้า (ตัวช่วยชี้วัด)
- หลังจากสหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในสัปดาห์ก่อน แม้หลังจากนั้นจะยังมีความไม่แน่นอน การเจรจาต่อเนื่องที่จัดโดยปากีสถานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ได้ข้อตกลง สหรัฐฯ และอิหร่าน แยกย้ายกลับบ้านมือเปล่า แต่ก็มีสัญญาณชัดเจนขึ้นว่าทั้งสองฝ่ายต้องการเจรจาเพิ่มเติม ทำให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 USD/bbl ได้ต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 2 ลดลง 5% จากราคาปิดสัปดาห์ก่อน
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ ย่อตัวลงตามราคาน้ำมัน ทำให้ USD Index ที่สะท้อนความต้องการถือครองเงินสกุล USD ก็ย่อลงแรงจากระดับใกล้ 99 ลงมาใกล้ 98 ทำให้ค่าเงินบาทไม่เดินหน้าอ่อนค่า ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 9-32.1 THB/USD
- อย่างไรก็ดี แนวโน้มระยะกลางของ THB/USD ยังอยู่ในฝั่งอ่อนค่า เพราะโดดขึ้นมาจากระดับ 31 และเทรเชอริสต์แนะนำให้เลือกกองทุนต่างประเทศแบบ ไม่ปิด ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน มาตั้งแต่ 8 มีนาคม 2569 เพื่อรับอานิสงส์จากบาทอ่อน และประหยัด hedging cost ไปพร้อมกัน
กลุ่มแนวโน้มระยะกลางสีเขียว (ซื้อได้ ถือต่อได้)
- ดัชนีหุ้นเกาหลีบ่ายนี้ +3% และเหลืออีก 2% ก็จะแตะ all-time high เดิม เทรเชอริสต์ยืนยันคำแนะนำถือกองทุนหุ้นเกาหลีเต็มสัดส่วน มาตั้งแต่ก่อนสงครามปะทุ เพราะแม้ระหว่างทางจะย่อลงมาบ้าง แต่เมื่อใช้หลักแนวโน้มระยะกลางของเทรเชอริสต์เข้าวิเคราะห์ ก็ยังถือลงทุนได้เต็ม ๆ ยาวต่อเนื่องมา
- ดัชนีหุ้นไทย แม้จะยังหยุดซื้อขายช่วงสงกรานต์ แต่ก็เป็นอีกรายการที่ดัชนีเดินหน้าบวก 5 สัปดาห์ติดกัน คือย่อแรงแค่สัปดาห์เปิดฉากสงครามตะวันออกกลาง แต่หลังจากนั้นก็เดินหน้าฟื้นตัวมาตลอดทาง .. เทรเชอริสต์ยืนยันคำแนะนำถือลงทุนเต็มตามสัดส่วน
- ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาอุปทานพลังงาน เคยร่วงไปลึกสุดถึง -14% จาก all-time high จนเทรเชอริสต์ให้ลดสัดส่วนการถือครองลงเหลือ 50% แต่หลังจากนั้นก็ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ล่าสุดเหลืออีกเพียง 1% ก็จะแตะ all-time high เดิม .. เทรเชอริสต์ปรับคำแนะนำให้กลับเข้าลงทุนเต็มสัดส่วน
- ทองคำฟื้นตัวเช่นกัน แต่ยังไม่ชัดเจน เงินไหลไปหาหุ้นสามัญมากกว่า .. ยืนยันคำแนะนำถือครอง 50% ของสัดส่วนเต็ม
- หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทค ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 .. ยืนยันคำแนะนำเดิมในสัปดาห์ก่อน ที่ให้กลับเข้าลงทุนในสัดส่วน 1/3
กลุ่มแนวโน้มระยะกลางสีแดง (รอดู)
- รายการอื่น ๆ เช่น หุ้นยุโรป อินเดีย จีน ยังฟื้นไม่ชัด .. คงคำแนะนำรอดูพัฒนาการในระยะต่อไป ยังไม่กลับเข้าลงทุน
วิธีดูข้อมูลนี้ให้เข้าใจและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
ดู"สรุป" และ"รายการ" เพื่อให้ได้ข้อมูลทันทีว่ารายการไหนมีแนวโน้มระยะกลางอยู่ในขาขึ้น ซึ่งอยู่ในช่วงที่ลงทุนได้ และดู "ลำดับวัฏจักรของแนวโน้ม" เพื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มจากระยะสั้นที่จะส่งผ่านมาถึงระยะกลาง และทำความเข้าใจรายละเอียดคำแนะนำในสถานะแนวโน้มต่าง ๆ .. โดยสีของกล่องแต่ละรายการจะอิงตามประเภทสินทรัพย์ หุ้น = สีฟ้า สินค้าโภคภัณฑ์ = สีทอง และ กองรีท (สินทรัพย์ทางเลือก) = สีเขียว
ดู"ตัวอย่างกองทุนน่าสนใจ" เพื่อนำไปศึกษาหนังสือชี้ชวน/Fund Fact Sheet ให้เพียงพอก่อนตัดสินใจลงทุนจริงต่อไป โดยทั้งหมดเป็นกองทุนที่ซื้อได้จริงกับ บลน. เทรเชอริสต์ treasurist.com หรือจะเลือกลงทุนกองทุนอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันก็ได้ตามชอบ
ดู "ต้นสัปดาห์ที่เริ่มแนวโน้มระยะกลาง" เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม โดยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อแนวโน้มระยะกลางเพิ่งเปลี่ยนทิศทาง (Reversal) จากเขียวเป็นแดง-จากแดงเป็นเขียว เพราะแปลว่า ผู้ลงทุนควรรีบพิจารณา ซื้อ/ขาย ตั้งแต่ต้นแนวโน้ม
แต่ละรายการควรลงทุนมากน้อยเท่าไรเมื่อเทียบกับเงินที่มี
ภาพรวมให้อิงตามการแบ่งสัดส่วนลงทุนตามประเภทสินทรัพย์ (Asset Allocation) ตามผล Suitability Test ที่แต่ละท่านทำไว้เองล่าสุด เช่น ถ้าเป็นผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสุด สามารถมีกองทุนหุ้นรวมกันได้ถึง 70% ของพอร์ตโดยรวม แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำสุด สัดส่วนกองทุนหุ้นก็ไม่ควรเกิน 10% .. และหากตารางนี้ยังไม่แนะนำกองทุนประเภทใด สามารถลงทุนในประเภทกองทุนที่ระดับความเสี่ยงต่ำกว่าไปพลางก่อน เช่น หากยังไม่แนะนำกองทุนหุ้นใด ๆ เลย สามารถใช้โควต้าสัดส่วนกองทุนหุ้น ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เพิ่มขึ้นได้ นับเป็นการลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในภาวะที่หุ้นยังไม่สดใส
กรณีสินทรัพย์ประเภทเดียวกันแนะนำให้ลงทุนได้หลายรายการพร้อมกัน สามารถแบ่งสัดส่วนคร่าว ๆ ได้ตามขนาดตลาด (Market Capitalization) ของรายการนั้น ๆ เช่น เนื่องจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นเวียดนาม หลายเท่าตัว ก็อาจจะแบ่งสัดส่วนกองทุนหุ้นญี่ปุ่นให้สูงกว่ากองทุนหุ้นเวียดนาม
หากแนวโน้มระยะกลางเป็นกรอบสีส้ม ซึ่งหมายความว่าแนวโน้มมีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องรอการยืนยัน >> กรณีมีสัญญาณ Temp Up (มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว) หากเน้นความเร็ว สามารถเริ่มเข้าซื้อได้ในสัดส่วน 50% ของตัวมันเอง (อ่านประกอบกับข้อ 4.2) แต่หากเน้นความแน่นอน ก็ยังรอดูไปก่อน จนกว่าจะกลายเป็นสีเขียวจึงเริ่มเข้าซื้อ
>> กรณีมีสัญญาณ Temp Down (มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง) หากเน้นความเร็ว สามารถขายลดปริมาณลงมาเหลือ 50% ของตัวมันเอง (อ่านประกอบกับข้อ 4.2) แต่หากเน้นความแน่นอน ก็ยังถือเต็ม 100% ไว้ตามเดิมก่อน จนกว่าจะกลายเป็นสีแดงจึงขายทั้งหมดชวนสังเกตความสัมพันธ์แบบแปรตามและแปรผกผันกันระหว่างสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น ช่วงที่ USD Bond Yield ขยับขึ้น จะเห็นว่า USD Index ก็จะขยับขึ้นตาม และหุ้นปรับตัวลง
หลักการและคำอธิบายเพิ่มเติม
- รูปแบบตัวเลขเชิงสังคมเศรษฐกิจ (Socioeconomics) ที่เป็น time series เช่น จำนวนประชากรของประเทศหนึ่ง ๆ ย้อนหลังหลายปี ยอดขายของอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ ย้อนหลังหลายไตรมาส มักไม่เปลี่ยนแปลงแบบสุ่ม แต่เป็นแนวโน้ม (ขึ้นแล้วมักขึ้นต่อ ลงแล้วมักลงต่อ) .. รูปแบบ time series ของราคาหลักทรัพย์ต่าง ๆ ย้อนหลังหลายวัน-สัปดาห์-เดือน ที่เป็นผลมาจากเหตุปัจจัยเชิง Socioeconomics จึงมีแนวโน้มเช่นกัน .. จึงสามารถใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์มาช่วยประเมินความต่อเนื่องของแนวโน้มได้ กล่าวคือ ที่ขึ้นมา ตอนนี้ยังขึ้นอยู่ไหม ที่ลงมา ตอนนี้ยังลงอยู่ไหม และที่สำคัญคือ ตอนไหนที่กำลังเกิด reversal คือการเปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น-ขึ้นเป็นลง
- แนวโน้มระยะกลาง >> ดูภาพระยะหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เป็นกรอบเวลาที่ให้สัญญาณช้ากว่าแนวโน้มระยะสั้น แต่ก็มักจะแม่นยำกว่า (ขึ้นแล้วขึ้นต่อ ลงแล้วลงต่อ) โดยเป็นการใช้เครื่องมือ MACD ใน 2-Week/Weekly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์ .. ซึ่งแนวโน้มระยะกลาง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปมาถี่เสมอไป อาจกินเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับบริบทแต่ละช่วงเวลา
- แนวโน้มระยะสั้น >> ภาพระยะหลายวันถึงหลายสัปดาห์ เป็นกรอบเวลาที่ให้สัญญาณเร็วกว่าแนวโน้มระยะกลาง แต่อาจเปลี่ยนไปมาได้บ่อย โดยเป็นการใช้เครื่องมือ MACD ใน Week/Weekly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์
- สำหรับ Treasurist Fund Port Tax เลือกใช้แนวโน้มระยะยาว >> ใช้เครื่องมือ MACD ใน Monthly Timeframe มาช่วยวิเคราะห์
- ข้อมูลนี้ช่วยแสดงแนวโน้มปัจจุบันไปจนถึงอนาคตสั้น ๆ ได้ตาม "แรงเฉื่อย" ของแนวโน้ม แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 2 เดือน 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เมื่อสถานการณ์ตรงหน้าเปลี่ยนไป ก็ต้องรีบปรับตัว
- การตัดสินใจลงทุน/ชะลอลงทุนตามแนวโน้มของ Treasurist Fund Traffic Control หากวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (hindsight analysis) จะไม่สามารถชนะแบบซื้อแล้วถือยาว (buy-and-hold) ได้ .. แต่ในโลกความเป็นจริง การลงทุนคือ "การมองไปข้างหน้า" และ "ปรับตัวตามสถานการณ์" .. ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หากในอนาคตเกิดสงครามโลกหรือโรคระบาดครั้งใหญ่ แนวโน้มการลงทุนโดยรวมย่อมเป็นขาลงอย่างรุนแรง โดยยังไม่เห็นอนาคต (เช่น ณ ต้นปี 2563 โลกยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 และยังไม่มีใครรู้ว่าวิกฤติครั้งนั้นจะบรรเทาลงเมื่อใด แต่พอมองย้อนหลัง ทุกอย่างก็ชัดเจนหมด เพราะเกิดแล้วจบแล้ว) ซึ่งการใช้คำแนะนำจาก Treasurist Fund Traffic Control ควรจะช่วยให้ผู้ลงทุนเลี่ยงผลขาดทุนที่รุนแรงได้อย่างทันท่วงที และช่วยให้ทราบจังหวะในการกลับเข้ามาลงทุนในระยะถัดไปด้วยเช่นกัน
- กองทุนน่าสนใจ จะอิงตามดัชนีหุ้นหลักของรายการนั้น ๆ เช่น รายการหุ้นญี่ปุ่น ก็จะพิจารณาดัชนี NIKKEI 225 ว่ามีสถานะแนวโน้มอย่างไร แล้วจึงเลือกกองทุนหุ้นญี่ปุ่นที่น่าสนใจมานำเสนอ หุ้นเทคก็จะพิจารณาดัชนี NASDAQ ว่ามีสถานะแนวโน้มอย่างไร แล้วจึงเลือกกองทุนหุ้นเทคที่น่าสนใจมานำเสนอ อย่างไรก็ดี หากแนวโน้มระยะกลางยังไม่เอื้อต่อการลงทุน ก็ยังไม่แนะนำกองทุนน่าสนใจ
*สนใจซื้อขาย รับคำปรึกษาเรื่องการลงทุนกองทุนรวม ทำได้ง่าย ๆ ที่ treasurist.com*
(เนื้อหานี้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)